<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010</id><updated>2012-04-23T19:53:59.956-07:00</updated><category term='ความรู้ทั่วไป'/><category term='เรื่องต้องรู้'/><category term='หนังสือน่าอ่าน'/><category term='Illness'/><category term='วิทยาการเด่น'/><category term='สมุนไพร น่ารู้'/><category term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><category term='Healthy'/><category term='Food &apos;n&apos; Healthey'/><category term='จิตวิทยา'/><category term='Sex ใครคิดว่าไม่สำคัญ'/><category term='Beauty'/><category term='ความรู้เรื่องยา'/><title type='text'>ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>162</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-5483864655834331875</id><published>2011-12-31T20:53:00.000-08:00</published><updated>2012-04-16T23:08:56.997-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><title type='text'>การบรรเทาอาการของโรค GERD หรือกรดไหลย้อน</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;จากบทความเรื่อง &lt;b&gt;&lt;a href='http://health1081009.blogspot.com/2007/11/gerd-gastroesophageal-reflux-disease.html' target='_blank'&gt;GERD หรือกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)&lt;/a&gt;&lt;/b&gt; ที่ผมได้เขียนไว้เมื่อวันที่ NOVEMBER 19, 2007 ผมคิดว่า บทความนี้ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เท่าไหร่ ผมจึงอยากจะขอทำให้บทความนี้สมบูรณ์มากขึ้น ด้วยบทความเรื่องการป้องกัน และ การบรรเทาอาการของโรค GERD หรือกรดไหลย้อน &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า โรค GERD หรือกรดไหลย้อน นั้น เป็นโรคที่เป็นแล้ว เป็นเลย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่นเดียวกับโรคกระเพาะอาหาร เพราะฉะนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้ ย่อมถือว่าดีที่สุด&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;และ จากบทความก่อนหน้านี้ เรามาทบทวนสาเหตุของโรคกรดไหลย้อนกันก่อนครับ  ว่าเกิดจากอะไรบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสาเหตุที่พอจะหาได้ก็คือ  การเกิดความผิดปกติที่ทำให้การทำงานหรือลักษณะ  ของทางเดินอาหารเปลี่ยนไปจากแบบปกติ โดยมีสาเหตุต่างๆกัน&lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;อาหาร และยา เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต  ยารักษาความดันโลหิตสูงและหัวใจบางชนิด อาหาร และ ยากลุ่มนี้  จะทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างเกิดการหย่อนตัวลง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อาหารกลุ่มไขมัน  และ อาหารมื้อใหญ่ๆ อาหารที่มีไขมันมาก หรือมีปริมาณมาก  จะทำให้อาหารคงค้างในกระเพาะอาหารนาน มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อ้วน ความอ้วนจะทำให้เกิดแรงดันในท้องมากขึ้น ทำให้สามารถดันผ่านหูรูดได้ง่ายขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หูรูดอ่อนแรงลงเอง : อันนี้เป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ แต่เป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยที่สุด&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;จาก สาเหตุในหัวข้อ 1 และ 2 ข้างต้นอาจเป็นไปได้ว่า  เมื่อเราทานอาหารตามในหัวข้อดังกล่าวแล้ว ความหวาน ความมันจะไปเป็นอาหารของ เชื้อรา และ แบคทีเรียบางชนิดในลำใส้ ทำให้เกิดสารพิษขึ้นมาได้  ทีนี้สารพิษเมื่อเกิดขึ้น ร่างกายจะดูดซึมเข้ากระแสเลือด  ซึ่งอาจจะทำให้มีอาการมึน และ คลื่นใส้ได้เช่นกัน  (ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนบางราย มีอาการ มึนศรีษะ และ คลื่นใส้ร่วมด้วย)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;โดยทั่วไปแล้วการป้องกันโรคกรดไหลย้อนนั้น ทำได้ดังนี้&lt;br/&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ทานอาหารให้เป็นเวลา และ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่ควรเร่งรีบในการทาน (ข้อนี้ Admin โดนเต็มๆเลยครับ)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การทานอาหารในแต่ละมื้อนั้น ไม่ควรทานจนอิ่มเกินไป ประมาณ 80% ของความอิ่ม จะกำลังดี และ การทานลักษณะนี้ จะช่วยให้อายุยืนด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไม่ควรทานอาหารเสร็จแล้วเข้านอนในทันที ควรเว้นระยะเวลาระหว่างทานอาหารค่ำ และ เข้านอนให้ห่างกันอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และ อาหารประเภททอด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภท ชา และ กาแฟ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแก๊ส เช่น น้ำอัดลม หรือ เหล้า และ เบียร์ (ข้อนี้ Admin ก็ไม่รอดเช่นกัน T_T)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไม่ออกกำลังกายทันที หลังทานอาหาร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ดูแลรูปร่าง และ น้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ (ข้อนี้ Admin โดนเต็มๆ อีกแล้วครับ)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หาทางล้างสารพิษตกค้างที่อยู่ในร่างกาย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ออกกำลังกาย และ ฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br/&gt;         &lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=9424847e-eab1-85a2-86a0-6a16880ef50c' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-5483864655834331875?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/5483864655834331875/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=5483864655834331875' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/5483864655834331875'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/5483864655834331875'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2011/12/gerd.html' title='การบรรเทาอาการของโรค GERD หรือกรดไหลย้อน'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-5756065761049967506</id><published>2011-06-08T10:13:00.001-07:00</published><updated>2011-06-08T10:13:53.008-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><title type='text'>เชื้อ "อีโคไล" คืออะไร</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;ทำความรู้จัก "อีโคไล"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;แบคทีเรียชนิดที่มีในร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไล หรือ Escherichia ซึ่งพบได้ในลำไล้ของมนุษย์และสัตว์ สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการต่างๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และอาการท้องร่วง เป็นต้น แบคทีเรียชนิด อีโคไลจะมีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;หลักจากพบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ระบาดในประเทศอังกฤษ วันนี้ Telegraph นำข้อมูลเกี่ยวกับแบคทีเรียชนิดนี้มาให้ได้รู้จักกันเพื่อเป็นการป้องกันและรับมือหากได้รับเชื้อชนิดนี้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;เชื่อแบคทีเรียอีโคไลจะแพร่สู่คนได้ จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;จำนวนผู้ได้รับเชื้ออีโคไล&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;หน่วยงานด้านการป้องกันโรคในประเทศอังกฤษรายงานว่าในปี 2551 มีผู้ได้รับเชื้ออีโคไลและมีอาการป่วยที่เกิดจากการได้รับเชื้อ 950 ราย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;การระบาดของเชื้ออีโคไล&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;การแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 20 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่รับประทานอาหารขณะร่วมพิธีในโบสถ์แห่งหนึ่งในปี 2539-2540&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;จะพบอาการแต่เริ่มท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;ระยะฟักตัวของเชื้ออยู่ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่าคนทั่วไป&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;b&gt;การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;ที่มา &lt;a href='http://healthy.in.th/categories/healthful/news/1257'&gt;ทำความรู้จัก "อีโคไล"&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-5756065761049967506?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/5756065761049967506/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=5756065761049967506' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/5756065761049967506'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/5756065761049967506'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2011/06/blog-post.html' title='เชื้อ &amp;quot;อีโคไล&amp;quot; คืออะไร'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-1082614861363220749</id><published>2011-05-23T22:04:00.000-07:00</published><updated>2011-05-23T22:04:08.648-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><title type='text'>การ “ลงพุง” ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;มีหลักฐานชิ้นใหม่ ที่ชี้ให้เห็นว่า การลงพุง เพียงเล็กน้อย อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างมากมายมหาศาล หากว่าคนๆ นั้น เคยมีอาการหัวใจวายมาก่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: red;"&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;การศึกษาชิ้นนี้ ได้เปรียบเทียบ การเพิ่มอัตราเสี่ยง ต่อการเสียชีวิตจากการสะสมไขมัน ที่รอบเอว ว่าเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 1 ซอง หรือการที่มีคอเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือดสูงมาก&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;&lt;b&gt;ในการศึกษาชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง คณะนักวิจัยแห่งมาโย คลีนิก ที่เมืองรอเชสเตอร์ รัฐมินเนโซต้า ค้นพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจ ที่ลงพุงแม้ว่าจะไม่มากนัก มีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิต จากปริมาณไขมันที่สะสมไว้ที่หน้าท้อง มากกว่าผู้ที่สะสมไขมัน ไว้ตามส่วนอื่นๆ ของร่างกายถึง 2 เท่า&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรดานักวิจัย ซึ่งนำโดยคุณ Francisco Lopez-Jimenez วิเคราะห์ข้อมูลการศึกษา 5 ฉบับ ที่ได้มาจากการศึกษา ในหมู่ผู้รอดชีวิต จากการหัวใจวายราว 16,000 คนทั่วโลก นักวิจัยพยายามศึกษา เพี่อที่จะได้ทราบว่า ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากที่ฟื้นตัวจากอาการหัวใจวาย โดยขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน ที่พวกเขาสะสมเอาไว้ในร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คุณ Francisco Lopez-Jimenez กล่าวว่า ผู้ที่สะสมไขมันไว้ที่หน้าท้อง มากกว่าที่สะโพก หรือผู้ที่ลงพุงมากนั้น มีอัตราเสี่ยง ต่อการเสียชีวิต มากกว่าผู้ที่สะสมไขมันไว้ที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย 25 – 70%&lt;/b&gt; และว่า แม้ว่าการเป็นโรคอ้วน จะเกี่ยวโยงไปถึงการเป็น โรคหัวใจหลอดเลือดมาช้านาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน จะเป็นเครื่องชี้บอกที่ดีที่สุด ว่าคนเราจะมีอายุยืนยาว หลังมีอาการโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหน แต่การกระจายการสะสมไขมัน ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะเป็นเครื่องชี้บอกที่ดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติ คำจำกัดความของการเป็นโรคอ้วน มักจะคำนวณจากดัชนีมวล ของร่างกาย หรือ BMI หรือปริมาณไขมัน ต่อน้ำหนักและส่วนสูง แต่ในการศึกษานี้ ผู้ที่มี BMI สูงกว่า หรือมีไขมันในร่างกายมากกว่านั้น อาจมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่มี BMI ต่ำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามนักวิจัยไม่ทราบว่าเหตุใดการลงพุง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต หากเทียบกับไขมันที่กระจายไปที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย อย่างเช่นที่ขา หรือที่บั้นท้าย แต่คุณ Francisco บอกว่า ดูเหมือนว่า การสะสมไขมันที่หน้าท้องนั้น เป็นสาเหตุให้คอเลสเตอรอล และความดันเลือดสูงขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะทำให้อาการแย่ลงไปกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นับว่ายังโชคดี ที่ไขมันที่หน้าท้องนั้น เป็นไขมันที่ลดได้ง่ายที่สุด คนส่วนใหญ่สามารถลดขนาดห่วงยางรอบเอวของตนลง โดยการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ และมีกากใยสูง  และออกกำลังกายพอประมาณเป็นประจำทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาเรื่องนี้ตีพิพม์อยู่ในวารสาร The Journal of the American College of Cardiology&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.voanews.com/thai/news/--belly-fat-ts-22may11-122426024.html"&gt;VOA&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-1082614861363220749?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/1082614861363220749/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=1082614861363220749' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1082614861363220749'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1082614861363220749'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2011/05/blog-post.html' title='การ “ลงพุง” ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-742621609203127610</id><published>2011-05-19T18:05:00.000-07:00</published><updated>2011-05-24T00:43:38.695-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Food &apos;n&apos; Healthey'/><title type='text'>Visceral fat คืออะไร?</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;หากอยากทราบว่า Visceral fat คืออะไร ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า Fat กันก่อน จริงๆ&lt;b&gt; คำว่า Fat นี้ แปลว่า ไขมัน&lt;/b&gt; ไม่ใช่อ้วนอย่างที่หลายๆคนเข้าใจกัน ทั้งนี้ Fat หรือ ไขมัน จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated Fats) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fats)&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;หลายๆคนไม่รู้ว่า ไขมันในร่างกายนั้น สำคัญอย่างไร บางคนนึกว่า ไขมัน ทำให้อ้วน ไม่มีประโยชน์ แต่จริงๆแล้ว ไขมันนั้น มีประโยชน์มากมาย เช่น ให้พลังงานและความอบอุ่น ละลายวิตามินบางตัวที่ต้องทำละลายในไขมันเท่านั้น เช่น &lt;a href="http://allageloc.blogspot.com/2010/11/vitamin.html"&gt;Vitamin&lt;/a&gt; &lt;a href="http://allageloc.blogspot.com/2010/11/vitamin_18.html"&gt;A&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://allageloc.blogspot.com/2010/12/vitamin-d.html"&gt;D&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://allageloc.blogspot.com/2010/12/vitamin-e.html"&gt;E&lt;/a&gt;, K ให้เข้าสู่กระแสเลือด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไขมัน มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติทั่วๆไป และมีมากในอาหารประเภทมันสัตว์ และ มันพืช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากทำความเข้าใจกับไขมัน หรือ Fat แล้ว ทีนี้เรามารู้จักกับ Fat อีกตัวหนึ่งนั่นคือ Visceral fat ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ จริงๆแล้ว การที่คนเราอ้วนนั้น เกิดจากมีไขมันไปสะสมตามกล้ามเนื้อ และ ที่อวัยวะภายใน แต่ในกรณีนี้ เราจะมาพูดถึงการสะสมไขมันหน้าท้องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไขมันหน้าท้องนั้นมีอยู่ 2 ประเภท ที่เราจำเป็นต้องรู้จักคือ&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ไขมันใต้ผิวหนัง &lt;/b&gt;&lt;b&gt;(Subcutaneous Fat)  &lt;/b&gt;ไขมันในส่วนนี้เป็นไขมันที่เรามองเห็นได้ เพราะมันจะสะสมอยู่ที่หน้าท้อง ทำให้ท้องเรานูนออกมา ซึ่งไขมันชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ไขมันในช่องท้อง &lt;/b&gt;&lt;b&gt;(Visceral Fat) &lt;/b&gt;ไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่ไม่ทำให้พุงเรายื่นออกมา แต่มันจะอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อท้อง กับ อวัยวะภายในของเรา และหากมีมากเกินไป มันก็จะไปสะสมอยู่ที่อวัยวะภายในของเราด้วยเช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ความน่ากลัว ของไขมันในช่องท้องนี้ มันสามารถทำให้ อวัยวะภายในต่างๆของเรา เกิดการอักเสบในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุของ โรคเรื้อรังร้ายแรงต่างๆ ได้อย่างมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก คลอเรสเตอรอลสูง&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;สำหรับไขมันในช่องท้องนี้ ไม่จำเป็นว่าเป็นคนอ้วนแล้วต้องมีเยอะ เพราะคนอ้วนบางคนอาจจะไม่มีไขมันในช่องท้องเลยก็ได้ แต่ในขณะที่คนผอมบางคน อาจจะมีระดับไขมันในช่องท้องมากขนาดที่น่าเป็นกังวลก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการสะสมไขมันในช่องท้องนี้ เกิดได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆมาจากเหตุ 2 ประการคือ&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;มีความเครียดสูง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ชอบทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเป็นประจำ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งการลดไขมันในช่องท้องนี้ ไม่สามารถลดได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนไขมันหน้าท้อง เพราะการออกกำลังกาย ไม่สามารถช่วยลดไขมันนี้ได้มากนัก การลดไขมันชนิดนี้ สามารถทำได้โดยการเพิ่มระดับการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สูงขึ้น ซึ่งการที่จะเพิ่มระดับการเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้น ก็หนีไม่พ้นการเพิ่มกล้ามเนื้อ และ การเพิ่มกล้ามเนื้อ ก็สามารถทำได้โดยการ ทานอาหารที่ให้โปรตีนสูง + ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ มากพอ รวมทั้งต้องงดอาหาร ประเภทแป้ง และ น้ำตาลด้วย &lt;b style="color: blue;"&gt;ดังนั้นถ้าจะสรุปเป็นภาษาชาวบ้านคือ ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์+ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลดไขมันหน้าท้อง ทั้งไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) และ ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ต้องใช้ความตั้งใจจริง และ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า กว่าที่เราจะสะสมไขมันได้ขนาดนี้ เราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ และ เมื่อ ต้องการขจัดมันออกไป ย่อมต้องใช้เวลามากพอสมควรเช่นกัน ไม่ใช่ว่าสะสมมา 5 - 10 ปี แล้วจะให้เอามันออกไปหมดภายในระยะเวลา 5 - 10 สัปดาห์ มันย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญการที่จะลดไขมันชนิดนี้ ผู้ที่จะทำการลด จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทานอาหาร และ พฤติกรรม การดำเนินชีวิตด้วย แต่หากคุณไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย การที่จะลด มันก็ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเมื่อเข้าใจความจริงนี้ เราก็จะให้เวลาในการจัดการที่สมเหตุสมผล และ ไม่ใจร้อนต้องการผลลัพธ์เร็ว ๆ และ จะไม่ทำให้เราถอดใจไปก่อนจะสัมฤทธิ์ผลตามที่เราต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สำคัญที่สุดเราต้องตั้งเป้าหมายด้วยว่า เราต้องลดลดลงเท่าไหร่ ภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งการตั้งเป้าหมาย จะช่วยให้เรามีความตั้งใจมากขึ้น&lt;/b&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-742621609203127610?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/742621609203127610/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=742621609203127610' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/742621609203127610'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/742621609203127610'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2011/05/visceral-fat.html' title='Visceral fat คืออะไร?'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-2210609263823372375</id><published>2011-05-15T22:07:00.000-07:00</published><updated>2011-05-23T22:13:43.631-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><title type='text'>ไขมันทรานส์ หรือ Trans Fats คืออะไร</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;ไขมันทรานส์ เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (trans unsaturated fat)&lt;/b&gt; ไขมันทรานส์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ไขมันทรานส์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งมี อยู่ในปริมาณเล็กน้อย ในเนื้อและนมของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค กระบือ แพะ แกะ และไขมันทรานส์ ที่ผลิตขึ้นโดยขบวนการทางอุตสาหกรรม เช่น การผลิตเนยเทียม (margarine) ซึ่งทำโดยนำโมเลกุลของไฮโดรเจน เข้าไปจับกับโมเลกุลของไขมันพืช (hydrogenation) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวทำให้โครงสร้างโมเลกุลบางส่วน อาจสูงถึง 40% เปลี่ยนไป ส่งผลให้จุดหลอมเหลวของไขมันพืชสูงขึ้น มีสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลวในอุณภูมิห้อง ช่วยให้เก็บไว้ได้นานและนำมาใช้สะดวกขึ้น เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ด้านการอบ และการทำเบเกอร์รี่ เช่น cakes, biscuits, buns และ pies เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไขมันทรานส์ ยังเกิดขึ้นในขบวนการประกอบอาหารตามปกติ โดยการนำน้ำมันพืชหรือ สัตว์มาทอด ผัด ด้วยความร้อนสูงในหม้อทอดที่ลึก (deep frying) อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ไขมันทรานส์และผลกระทบด้านสุขภาพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;ไขมันทรานส์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะมีปฏิกริยาคล้ายกับไขมันอิ่มตัว ซึ่งจะทำให้ระดับโคเลสเตอร์รอลชนิดเลว (LDL Cholesterol) ในเลือดสูงขึ้น&lt;/b&gt; &lt;u&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;แต่จะต่างจากไขมันอิ่มตัว เนื่องจากไขมันทรานส์จะลดระดับโคเลสเตอร์รอลชนิดดี (HDL Cholesterol) ในเลือดให้ต่ำลงด้วย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; การกินอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง จะทำให้มีระดับไขมันทรานส์ในเลือดสูงไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ Coronary Heart Disease (CHD) เพิ่มสูงขึ้น จากการศึกษาพบว่า ผู้ซึ่งเปลี่ยนจากการกินอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง มาเป็นการกินอาหาร ที่มีไขมันทรานส์ต่ำ จะลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart attack) ลงได้ถึงร้อยละ 50 นอกเหนือจากนี้ไขมันทรานส์ ยังส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพโดยรวม อาทิ เช่น เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ มะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จะหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ได้อย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ใช้น้ำมันที่เหมาะสมในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันงา และน้ำมันรำข้าว เป็นต้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;น้ำมันที่ควรหลีกเลี่ยง ใช้ในการประกอบอาหารคือ น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์สูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ครีม และเนยเทียมสำหรับการอบ และทอด เป็นต้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หลีกเลี่ยงการประกอบอาหาร โดยการทอดที่ใช้ความร้อนสูง ในหม้อทอดที่ลึก แต่ใช้การทอดในกะทะแบบตื้นแทน   หรือประกอบอาหารด้วยการอบ ย่าง หรือนึ่ง เป็นต้น&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.bpl.co.th/2010/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=54:-trans-fats&amp;amp;catid=34:2009-12-18-06-43-57&amp;amp;Itemid=55"&gt;บริษัท กรุงเทพ พยาธิ-แลป จำกัด&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-2210609263823372375?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/2210609263823372375/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=2210609263823372375' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/2210609263823372375'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/2210609263823372375'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2011/05/trans-fats.html' title='ไขมันทรานส์ หรือ Trans Fats คืออะไร'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-365038574986986983</id><published>2011-01-13T23:33:00.001-08:00</published><updated>2011-01-13T23:33:52.407-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Beauty'/><title type='text'>เซลลูไลท์ (Cellulite) คืออะไร</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;&lt;b&gt;เซลลูไลท์ Cellulite&lt;/b&gt; คือ ลักษณะของ เซลล์ไขมัน ที่สะสมอยู่ชั้นบนของ ผิวหนัง โดยจะมีลักษณะ ขรุขระ คล้าย ผิวเปลือกส้ม เป็นก้อนนูน ไม่เรียบเนียน พบบ่อยมาก ในต้นขาและสะโพกของผู้หญิงเราแม้แถวๆ บริเวณช่วงก้น  หรือหน้าท้องก็ยังมี แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือต้นขา และสะโพก  สืบเนื่องมาจากการบริโภคไขมันต่างๆ  ที่เมื่ออายุมากขึ้นและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น  ก็จะเห็นเซลลูไลท์นี้ ปรากฏชัดเจนตามส่วนต่างๆ  ของร่างกาย ที่พร้อมจะเพิ่ม และ พอกพูนขึ้นมาทีละน้อยๆ  การนั่งมากๆในชีวิตประจำวัน จะทำให้เนื้อเยื่อ ที่เชื่อมต่อกันด้านและหนาอัน เป็นต้นเหตุแห่งผิวขนมจีน เป็นหยักๆ ลอนคลื่นไม่เรียบเนียนได้อีกด้วย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;สาเหตุ ของการเกิด เซลลูไลท์&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ฮอร์โมน&lt;/b&gt; จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะหญิงมีฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่เรียกว่า เอสโดเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ทำให้ผู้หญิง สามารถมีบุตรได้ นอกจากนี้ก็ยังทำให้ผิวพรรณของผู้หญิง เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นอีกด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การขาดออกกำลังกาย&lt;/b&gt; การเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อเนื่อง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การสูบบุหรี่ &lt;/b&gt;ดื่มเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ มีระบบการ ไหลหมุนเวียนของโลหิตที่ไม่ดี ตลอดจนเสื้อผ้าที่ฟิดแน่นจนเกินไป&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;กรรมพันธ์&lt;/b&gt; แต่ต่างจากกรรมพันธ์ ในเรื่องของเล็บ หรือสีและลักษณะเส้นผม ตรงที่เราสามารถต่อกร หรือเปลี่ยนแปลงสภาพเจ้าเซลลูไลท์ได้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ดื่มน้ำน้อย &lt;/b&gt;เพราะน้ำช่วยการทำงาน ของระบบขับของเสีย และช่วยขับพิษออกจากร่างกาย กำหนดว่าควรดื่มน้ำแปดแก้วต่อวัน เป็นอย่างน้อย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การลดความอ้วนแบบผอมด่วนฮวบฮาบ&lt;/b&gt; จะยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดเซลลูไลท์ อย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากร่างกายเกิดการตอบรับว่า ไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอ และต้องพยายามสะสมสารอาหารในร่างกาย เพื่อความอยู่รอด การสะสมอาหารและไขมันนี่เอง ที่ทำให้ช่วยก่อเซลลูไลต์ ไขมันเหล่านี้ จะกั้นเส้นเลือด และติดหนึบอยู่ในเนื้อเยื่อ จึงทำให้ระบบกำจัดสารพิษ และ ของเสียไร้ประสิทธิภาพ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การสูบบุหรี่&lt;/b&gt; ทำร้ายทั้งผิวทั้งปอด ทำให้ผิวอ่อนแอ เส้นเลือดฝอยหดตัว และยังทำให้เนื้อเยื่อ ที่เชื่อมต่อกันถูกทำลาย อันเป็นผลให้เกิด คลื่นเซลลูไลท์&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ความเครียด&lt;/b&gt; เป็นผลให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวหนัก เนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อ ก็ขมวดเกร็งตามไปด้วย ความตึงเครียด ยังไปขวางเนื้อเยื่อ ไม่ให้กำจัดของเสีย และล้างเลือดให้สะอาด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การใช้ยาลดความอ้วน ยานอนหลับ ยาขับปัสสาวะ&lt;/b&gt; จะเข้าไปรบกวนกระบวนการทำงาน ตามธรรมชาติของร่างกาย โดยเฉพาะระบบชำระเลือด อันนำไปสู่ปัญหาเซลลูไลท์ ยามคุมกำเนิด ประเภทรับประทาน ซึ่งไปเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน จะทำให้เซลไขมันขยายตัว และเก็บน้ำจนบวม ร่างกายก็ไม่มีน้ำ พอที่จะขับของเสียออกจากร่างกาย สุดท้ายก็กลายเป็นเซลลูไลท์&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;วิธีกำจัด และ ป้องกันการเกิด&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;เซลลูไลท์&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt; ที่นิยมทำกันในปัจจุบัน&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;  &lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;Mesotherapy&lt;/b&gt;  เป็นวิธีการที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการกำจัด เซลล์ลูไลท์ การลดน้ำหนัก การรักษาด้วย Mesotherapy คือ การฉีด สารสกัด จาก ถั่วเหลือง และ วิตามิน ชนิดต่างๆ โดยสารเหล่านี้ จะ ทำให้ เซลล์ไขมัน มีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป ทำให้การสะสมของ ไขมัน ลดลงและยังเป็นการกระตุ้นให้ ไขมัน สะสมถูกปล่อยออกมาด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;Carboxy &lt;/b&gt;คือ การลด ไขมัน เฉพาะที่ด้วย ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี สลายตัวได้เร็ว และพบว่าเมื่อฉีด คาร์บอนไดออกไซด์ เข้าไปยัง ชั้น ไขมัน ใต้ผิวหนัง จะช่วยเพิ่มการขยายตัวของเส้นเลือดและทำให้เซลล์ ไขมัน สลายตัวและถูกกำจัดออกไป นี้นับเป็นเทคนิคใหม่ในการขจัด เซลลูไลท์ หรือ ลดไขมัน เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องการ อย่างเช่น บริเวณ หน้าท้อง ใต้ท้องแขน สะโพก น่อง บริเวณ ก้น บริเวณ น่อง ที่โต หรือ สะโพก ที่ใหญ่เกินไป&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ออกกำลังกาย&lt;/b&gt; อย่าลืมว่าการออกกำลังกายนั้น  นอกจากทำให้ร่างการแข็งแรงแล้ว  ยังทำให้ระบบในร่างกายปรับสภาพความสมดุลได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น  การเดินเร็วๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือการเต้นแอโรบิค  ซึ่งควรออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-40  นาทีขึ้นไปจะดีมากทีเดียว  การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายออกไปได้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก  ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อีกทั้งกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ  ของร่างกายก็ยังกระชับได้สัดส่วนอีกด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การขัดถูผิว&lt;/b&gt; การขัดผิว ด้วยแปรงหรือใย ขัดผิว ระหว่างอาบน้ำ  จะเป็นการช่วยเรื่อง การระบายของเหลว และกระตุ้น ระบบหมุนเวียนโลหิต  และน้ำเหลืองได้ดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกำจัดสารพิษออกจาก ผิวหนัง การ ขัดผิว ควรจะขัดในลักษณะ เคลื่อนที่เป็นวงกลม นอกจากนี้ควรใช้เจลอาบน้ำ  หรือสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง  หรือเกิดการระคายเคือง โดยทั่วไปใช้เวลาในการขัดถูผิว 2 - 3 นาที&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;เลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น&lt;/b&gt; ผักและผลไม้ที่มีกากใยมากๆ  จะช่วยในเรื่องของระบบ ขับถ่าย และควรงดรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต  แป้ง น้ำตาล อาหารรสเค็ม ไขมันสัตว์ กาแฟ แอลกอฮอล์  เพราะสิ่งเหล่านี้ยากที่จะขจัดออกจากร่างกาย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;การออกกำลังกาย&lt;/b&gt; การที่ น้ำหนัก  ของร่างกายขึ้น หรือลดลงเร็วเกินไป ผิวจะเสียการยืดหยุ่น และเกิดรอยย่นของ  เซลลูไลท์ ส่วนการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ เซลลูไลท์ ที่สะสมอยู่สลายตัว และ กระชับขึ้นการออกกำลังกายที่ได้ผลดีนั้น ได้แก่ การเดินออกกำลัง ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน เป็นต้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ใช้ครีมหรือโลชั่นนวดขจัดเซลลูไลท์&lt;/b&gt; ครีม หรือ โลชั่นทาผิว  ที่ใช้ช่วยในการขจัด เซลลูไลท์ โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้  ต้องได้รับการทดสอบแล้วว่า สามารถทำให้ เซลลูไลท์ ดูเบาบางลงได้  และยังช่วยในการปรับสภาพผิวได้ด้วย ซึ่งการนวดจะช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และยังเป็นการทำให้  น้ำมันซึมสู่ผิวหนังได้ดีขึ้น การนวด ช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพ  ระบบการกำจัดของเสีย ของร่างกาย ด้วยการจัดการกล้ามเนื้อ  เร่งการไหลเวียนโลหิต และระบบต่อมน้ำเหลืองที่ช่วยย่อยไขมัน  การนวดเฉพาะส่วน ในบริเวณที่ปกติ การไหลเวียนเป็นไปไม่สะดวกเช่น  หัวเข้าด้านในและต้นขาจะให้ผลยอดเยี่ยม ลองนวดขาตัวเองเป็นรูปวงกลม  พร้อมทั้งบีบปั้นเนื้อส่วนนั้นไปพร้อมๆกัน วันละ 2-3  นาทีเพื่อละลายไขมันและกำจัดพิษ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;และหากคุณอยากรู้ว่า คุณมีเจ้าเซลลูไลท์นี้หรือไม่  ลองจับผิวด้วยการใช้มือบีบเข้าหากัน  ที่ปรากฏเป็นผิวขรุขระเหมือนผิวลูกกอล์ฟ หรือผิวส้มนั่นละ  เซลลูไลท์ในตัวคุณ ถ้าคุณมีก็อย่ารั้งรอที่จะออกกำลังกาย  และลดการบริโภคตามใจปากกันได้แล้ว&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=3914e589-166a-8439-abc4-03e4bf86c075' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-365038574986986983?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/365038574986986983/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=365038574986986983' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/365038574986986983'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/365038574986986983'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2011/01/cellulite.html' title='เซลลูไลท์ (Cellulite) คืออะไร'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-6957585944001012535</id><published>2010-12-27T18:31:00.001-08:00</published><updated>2010-12-27T18:31:45.327-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><title type='text'>โรคกลีบกุหลาบคืออะไร? (pityriasis rosea)</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;โรคกลีบกุหลาบมันเป็นยังไง&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div align='center'&gt;&lt;img src='http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/597/3597/images/pra.jpg' style='max-width: 800px;'/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;โรคนี้มีชื่อเรียกว่า pityriasis rosea บางคนเรียกผื่นกุหลาบ สะเก็ดกุหลาบ กลีบกุหลาบ หัดดอกกุหลาบ โรคขุยกุหลาบหรือเรียกว่าหัด 100วัน ก้อมี เป็นอีกโรคที่พบได้บ่อย พบมากที่สุดในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ พบได้เท่าๆ กันในทั้งหญิงและชายแต่อาจพบในหญิงสูงกว่าชายเล็กน้อย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดตอนนี้ที่ทราบได้สาเหตุน่าจะเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า pityriasis rosea มาจากลักษณะของผื่น คือ pityriasis หมายถึงขุยบางๆ (fine scales) และ rosea แปลว่า สีดอกกุหลาบหรือสีชมพู แต่เนื่องจากลักษณะผื่นและสีที่ปรากฎ มักพบได้เป็นวงรีหรือวงกลมรูปไข่ จึงอาจเรียกว่า โรคกลีบกุหลาบ  &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;อาการอย่างไรที่เรียกว่า โรคกลีบกุหลาบ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;โรคกลีบกุหลาบ (pityriasis rosea, PR) เป็นโรคผิวหนังที่มีผื่นลักษณะเฉพาะ และมีอาการเฉียบพลัน เริ่มแรกคนไข้จะเริ่มสังเกตตนเอง พบว่ามีผื่นคันขนาดประมาณ 2-6 เซนติเมตร สีชมพูหรือสีน้ำตาล มีขุย ครั้งแรกมักจะเป็นปื้นโดดๆ ที่ผิวหนังบริเวณใดก็ได้ของร่างกาย แต่พบได้บ่อยที่ตามหน้าอกหรือหลัง เรียกว่าผื่นแจ้งข่าวเกิดขึ้นนำมาก่อน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ต่อมาอีกหลายวัน จะเกิดผื่นเป็นปื้นที่มีสะเก็ดเป็นขุยๆ ตามมา ส่วนมากมักพบได้ในบริเวณ ที่ปกคลุมด้วยเสื้อผ้า ผื่นจะมีรูปรีๆ และส่วนยาวจะขนานไปกับ เส้นแยกของผิวหนัง ที่มักนิยมเรียกรอยโรคที่เรียงดูเหมือนคล้ายต้นคริสต์มาส ("Christmas tree" pattern) อาการสำคัญของโรคนี้ คือ อาการคัน ผู้ป่วยบางคนยิ่งร้อน ยิ่งเหงื่อออกมากจะยิ่งคันมาก ในบางรายอาจมีไข้และอ่อนเพลีย ผื่นนี้จะค่อยๆจางลง และ หายไปได้เองภายใน 6-12 สัปดาห์ และเมื่อเป็นครั้งหนึ่งแล้วก็มักจะไม่เป็นอีก  ติดต่อโดยการสัมผัส โรคนี้มักหายได้เอง ไม่รุนแรง  &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;รอยผื่นจะมีรูปรี ๆ และส่วนยาวจะขนานไปกับเส้นแยกของผิวหนังที่มักนิยมเรียกรอยโรคที่เรียงดูเหมือนคล้ายต้นคริสต์มาส ("Christmas tree" pattern)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;การวินิจฉัยควรตรวจรักษาโดยคุณหมอผิวหนังครับ ในวัยรุ่นหรือในผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงจะต้องแยกโรคจากผื่นจากซิฟิลิสระยะที่ 2 จึงจำเป็นต้องตรวจเลือดดูว่าบวกหรือไม่เพื่อความแน่นอน &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;การรักษาโรคกลีบกุหลาบ&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงและอาการมักดีขึ้นเอง ผู้ป่วยแน่ใจสบายใจได้เลยครับว่าว่าโรคนี้จะทุเลาลงไปได้เอง ไม่มีการรักษาที่เฉพาะ  แต่เรามักแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการถูกน้ำ ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือห้ามอาบน้ำอุ่นเด็ดขาด การมีเหงื่อออกและการสัมผัสสบู่ เพราะมักทำให้ผิวระคายเคือง และโรคมีอาการกำเริบ จะทำให้ผิวคุณจะยิ่งแห้งและคันมากขึ้น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;ยาที่ใช้ในโรคกลีบกุหลาบ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;กลุ่มแรกเป็นยาเพื่อบำบัดอาการคัน ได้แก่ ยากลุ่มสตีรอยด์ในรูปยากิน คือ prednisolone ขนาดยา 5-60 มก./วัน วันละครั้ง หรือแบ่งขนาดยาเป็นวันละ 2-4 ครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นให้ลดยา จนหมดในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์. ข้อควรระวังคือห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ ส่วนในรูปยาทา อาจให้ยาทา zinc oxide และ calamine lotion หรือสเตียรอยด์ทาเช่น hydrocortisone เพื่อลดอาการคันในบริเวณที่เป็นวันละ 2-4 ครั้ง แต่ตัวหลังนี่ ควรระวังถ้าทาเป็นบริเวณกว้างมาก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยากลุ่มปฏิชีวนะ คือ erythromycin ขนาดยาในผู้ใหญ่ 250 มก. ทุก 6 ชั่วโมง ก่อนอาหาร หรือ 500 มก.ทุก 12 ชั่วโมง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยากลุ่มต้านไวรัส ในรูปยากิน คือ acyclovir ขนาดยาในผู้ใหญ่ 800 มก. วันละ 5 ครั้ง ในเด็กขนาดยา 10-20 มก./กก. ทุก 6 ชั่วโมง นาน 5-10 วัน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สุดท้ายในบางรายหมออาจให้การฉายแสง โดยฉายรังสียูวีบี (UV-B light therapy) อาจลดอาการคันได้ &lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;a href='http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/12/25/entry-2' target='_blank'&gt;โรคกลีบกุหลาบ มันเป็นยังไงเหรอ โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=8f8f53ab-1826-8288-a734-bb36c88af1b5' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-6957585944001012535?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/6957585944001012535/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=6957585944001012535' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/6957585944001012535'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/6957585944001012535'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/pityriasis-rosea.html' title='โรคกลีบกุหลาบคืออะไร? (pityriasis rosea)'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-4566466137544849968</id><published>2010-12-27T18:22:00.000-08:00</published><updated>2010-12-27T20:25:45.838-08:00</updated><title type='text'>หน้าอกหน้าใจ อะไรบ้างที่คุณผู้หญิงควรรู้ ควรดูแล</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;ถึงแม้มันจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ของความเป็นหญิง แต่ก็ยังมีอาจมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คุณยังไม่กระจ่างใจเกี่ยวกับมัน และบ่อยครั้งมันก็ถูกละเลย จากพวกคุณผู้หญิงไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นอย่าได้พลิกผ่านหน้านี้ไปทีเดียวเชียว เรามีวิธีการดูแลรักษาสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ทั้งจากหมอ ผู้เชี่ยวชาญ และเซียนด้านแฟชั่นและความงาม ที่จะทำให้หน้าอกของคุณมีสุขภาพดีและสวยงามดึงดูดใจ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;การออกกำลังกายอย่างวิดพื้น จะช่วยให้หน้าอกใหญ่และกระชับขึ้นได้จริงเหรอ?&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;มีผลบ้าง แต่มันไม่ได้ส่งผลโดยตรง ต่อหน้าอกซึ่งไม่มีกล้ามเนื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้านใต้หน้าอก จึงทำให้คุณดูเหมือน "อึ๋ม" ขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะถ้าหน้าอกคุณค่อนข้างเล็ก ลองทำท่ากายบริหารอย่างวิดพื้นหรือ Chest Flies (นอนหงายหลัง โดยถือดัมเบลล์เอาไว้ในมือแต่ละข้าง กางแขนออกเป็นรูปตัว T ให้ต่ำกว่าระดับไหล่ งอข้อศอกเล็กน้อย และยกดัมเบลล์ทั้งสองข้างเหนือหน้าอก) 3 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง สัปดาห์ละ 3 วัน คุณน่าจะเห็นผลดีขึ้นภายใน 3 สัปดาห์&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;มีอะไรช่วยไม่ให้หน้าอกหย่อนยานก่อนวัยอันควรบ้าง?&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;หน้าอกคุณจะหย่อนยาน (หรือเต่งตึง) แค่ไหน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่คุณสามารถชะลอ การหย่อนยานได้โดยหลีกเลี่ยง การเพิ่มหรือลดน้ำหนักแบบโยโย่ เพราะจะทำให้เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงหน้าอก ตามธรรมชาติหย่อนยาน นอกจากนี้ การใส่ยกทรงที่กระชับพอดีตัว โดยเฉพาะในขณะออกกำลังกาย จะช่วยป้องกันการหย่อนยานได้ ด้วยการช่วยรักษารูปทรงของเต้านมไว้ และบรรเทาการฉีกขาดของเส้นเอ็น คุณจะต้องให้แน่ใจว่ายกทรงทั้งตัวมีความกระชับพอ เนื่องจากร้อยละ 90 ของการประคับประคอง จะมาจากแถบผ้ารอบตัวไม่ใช่สายชุดชั้นใน ฉะนั้น ถ้ายกทรงหลวมเกินไป มันก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ทำไมหน้าอกของฉันใหญ่ขึ้นและเจ็บก่อนมีประจำเดือน&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;โทษฮอร์โมนของคุณได้เลย เหตุผลแรกคือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุของการบวมน้ำ ทำให้หน้าอกบวมและนุ่มมากขึ้น ส่วนฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดเช่นกัน “ฮอร์โมนพวกนี้กำลังเตรียมร่างกายของเราให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ และส่งสัญญาณไปยังท่อน้ำนมให้ขยายออก ซึ่งนี่อาจทำให้เจ็บปวดได้” คุณควรหลีกเลี่ยงน้ำตาล คาเฟอีน และอะไรก็ตามที่มีโซเดียมอยู่มาก เพราะทั้งสามอย่างนี้จะเพิ่มการกักเก็บของเหลว ซึ่งจะทำให้หน้าอกของคุณใหญ่ขึ้นชั่วคราว (และตัวบวมด้วย)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ทำไมหน้าอกแต่ละข้างไม่เท่ากัน?&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;เพราะคุณเป็นคนปกติ น้อยคนนักที่จะมีหน้าอกเท่ากัน ขนาดต่างกัน 1-2 คัพก็ยังถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ พญ.บูธ ยังชี้ว่า ความไม่เท่ากันนั้น อาจเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากการตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร แต่ควรระวังไว้ว่า หากเต้านมข้างหนึ่งใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงเนื้องอก แม้ว่าจะเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวจริง ควรไปพบแพทย์ด่วน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt; &lt;u&gt;&lt;b&gt;ขนพวกนี้มันอะไรกัน?&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;อาจจะน่ารำคาญ แต่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ทางแก้ง่ายๆ ก็คือถอนมันออกซะ ลองถอนหลังจากคุณอาบน้ำอุ่น เพราะ รูขุมขนจะขยายกว้างขึ้น และจะถอนเส้นขนได้ง่ายกว่า&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ทำไมหน้าอกถึงมีรอยแตกเป็นลาย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;เป็นผลมาจากการขยายขนาดโดยฉับพลัน ไม่ว่าเพราะคุณแตกเนื้อสาว ตั้งครรภ์ หรือเพราะน้ำหนักเพิ่มขึ้น แม้ครีมจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รอยเหล่านี้ก็จะจางลงเรื่อยๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt; &lt;b&gt;&lt;u&gt;ลูกมีผลกระทบอย่างไรต่อหน้าอก&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;อันดับแรกเลยคือ หน้าอกของคุณอาจจะใหญ่ขึ้น แต่หลังจากมีลูกแล้ว ผู้หญิงหลายคนบอกว่า หน้าอกลดขนาดลงกว่าก่อนตั้งครรภ์ ถึงแม้จะไม่มีเหตุผลทางชีววิทยา ว่าทำไมหน้าอกถึงหด และมีขนาดเล็กลงหลังจากให้นมบุตรแล้ว บางทีเนื้อเยื่อในเต้านมอาจจะเปลี่ยนแปลง ก็เลยดูเหมือนว่าเล็กลงก็ได้ และบางทีมันอาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องแลกกับการทำสิ่งที่เหลือเชื่อ อย่างการให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกก็ได้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt; อยากเสริมเต้านม เสี่ยงหรือเปล่า?&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;แน่นอน มันถือเป็นผ่าตัดใหญ่เลย ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจรวมไปถึงการติดเชื้อ ชาด้าน ภาวะแทรกซ้อนของแผลเป็น หรือแผลฉีกขาด แม้ว่าราคาของการเสริมทรวงอกอาจจะถูกและล่อตาล่อใจ แต่คุณควรนึกถึงสุขภาพเป็นอันดับแรก (ไม่ใช่นึกถึงเงิน) ให้มองหาแพทย์ที่มีประสบการณ์ และขอดูภาพผลงานก่อน-หลัง พร้อมกับคุยกับคนไข้คนก่อนๆ เกี่ยวกับผลของการเสริมหน้าอกเสียก่อน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;font color='#000099'&gt;FW Mail&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=b4fb43be-8b4c-8469-a718-9513ef4a427d' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-4566466137544849968?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/4566466137544849968/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=4566466137544849968' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/4566466137544849968'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/4566466137544849968'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/blog-post_27.html' title='หน้าอกหน้าใจ อะไรบ้างที่คุณผู้หญิงควรรู้ ควรดูแล'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-8516686565289334411</id><published>2010-12-25T18:22:00.000-08:00</published><updated>2010-12-27T19:09:47.544-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><title type='text'>ความจริงเรื่องมะเร็งปากมดลูกภัยร้ายที่ป้องกันได้</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;“มะเร็ง ปากมดลูกเหรอ ก็เป็นโรคที่น่ากลัวนะ แต่ฉันคิดว่าฉันไม่เป็นหรอก” เพื่อนๆ คิดแบบนี้อยู่หรือเปล่าคะ? จะใช่หรือไม่คงประมาทไม่ได้แล้ว หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า “โรคมะเร็งปากมดลูก” เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ง่าย……&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;รู้จักมะเร็งปากมดลูก&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;หลายคนอาจคิดว่า หากคนในครอบครัว ไม่เคยมีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก ในฐานะสมาชิกของบ้านก็คง ไม่มีโอกาสเป็น แต่เพื่อนๆ ทราบกันไหมว่า &lt;font color='#FF0000'&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;มะเร็งปากมดลูกไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวี&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;/font&gt; ซึ่งจะอยู่ตรงผิวหนังบริเวณอวัยวะ มะเร็งปากมดลูก จึงติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศชาย และหญิงสัมผัสกัน โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้ชายติดเชื้อเอชพีวี จะไม่มีอาการรุนแรงอะไร บางรายอาจเป็นหูดที่อวัยวะเพศ แต่สามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสนี้ ไปยังคู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ ป้องกัน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;ผู้หญิงกับโรคมะเร็งปากมดลูก&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;สำหรับผู้หญิงเรามักถูกบอกว่า การมีคู่นอนหลายคน ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งดูเหมือนจะให้ข้อมูลด้านเดียวไปหน่อย เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าผู้หญิงเรามีคู่นอนคนเดียว แต่เขามีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนเราก็ เสี่ยงติดเชื้อไวรัสเอชพีวีเหมือนกัน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;        นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สูบบุหรี่เป็นประจำ ก็ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ร่างกายกำจัดเชื้อไวรัส เอชพีวีออกไปได้ยาก หรือมีลูกตอนอายุน้อยๆ อวัยวะภายในยังเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้เซลล์ตรงปากมดลูกระคายเคือง เป็นแผลได้ง่าย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;อาการเมื่อได้รับเชื้อไวรัสเอช พีวี&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;ภายหลังปากมดลูกเกิดการติดเชื้อเอชพีวี เซลล์บริเวณปากมดลูกนี้จะเกิดการอักเสบ &lt;b&gt;พบว่าผู้หญิงร้อยละ 60 ที่ติดเชื้อ หรือพูดง่ายก็คือ &lt;font color='#FF0000'&gt;ในผู้หญิงร้อยคนที่ติดเชื้อจะมีอยู่ 60 คนที่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกไป ภายในเวลาประมาณ 2-4 ปี&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;        โดยจากข้อมูลวิชาการ รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอก ไว้ว่า จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า 46% ในกลุ่มผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ กับผู้ชายเพียงคนเดียว เกิดการติดเชื้อเอชพีวีได้ เนื่องจากอีกฝ่ายมีคู่นอนมากกว่าหนึ่ง &lt;u&gt;&lt;b&gt;ลักษณะทั่วไปในระยะแรกจะไม่ปรากฏอาการ ผู้ป่วยสามารถสังเกตสิ่งผิดปกติทางกายได้ หากพบมีเลือดออกผิดปกติ เช่น มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกหลังจากหมดประจำเดือนแล้ว หรือมีอาการตกขาวปะปนกับเลือด เป็นต้น&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; อาการเหล่านี้ ควรได้รับการตรวจให้รู้ชัดเจน เกี่ยวกับอาการผิดปกติที่เกิด ขึ้น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;อย่าเพิ่งตกใจป้องกันง่าย และรักษาหายได้แค่ดูแลตัวเอง&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;&lt;br/&gt;เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกป้องกันได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และ ตรวจภายใน หรือเรียกกันว่าตรวจแป๊ปเสมียร์ เป็นประจำ ด้วยเหตุที่โรคนี้ไม่สามารถมองเห็นได้เอง เพราะปากมดลูกอยู่ภายในร่างกาย การตรวจจากคุณหมอ เป็นแนวทางป้องกันที่เหมาะสม ถ้าตรวจพบเสียแต่เนิ่นๆ ดังนั้นผู้หญิงเราควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 3 ปี ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสการรักษาที่ได้ผลและหายขาดเร็วเท่านั้นค่ะ เพราะกว่าที่เชื้อไวรัสเอชพีวีจะไปทำลายเซลล์ที่ปากมดลูก และเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งก็ใช้เวลานานประมาณ 10 ปีทีเดียว เราจึงมีเวลาตรวจหาเชื้อและรักษานานทีเดียว&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;        จะว่าไปแล้วผู้หญิงเรายังรู้สึกเขินอาย และกลัวเจ็บเรื่องของตรวจภายใน ทำให้เมื่อมาพบแพทย์ อาการก็ลุกลามไปเสียแล้ว เพื่อนๆ ลองคิดบวกลบระหว่างความเขินอายกับสุขภาพชีวิตที่แข็งแรง สิ่งไหนคือความจำเป็นในชีวิตมากกว่ากันนะ แน่นอนว่า!!เพื่อนๆคงมีคำตอบนั้นอยู่ในใจแล้วจริงไหม? มะเร็งปากมดลูก ภัยร้ายที่ป้องกันได้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;font color='#000099'&gt;FW Mail&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=c3980c7e-c803-8b46-be0c-d4676b5e4d0d' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-8516686565289334411?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/8516686565289334411/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=8516686565289334411' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/8516686565289334411'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/8516686565289334411'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/blog-post_25.html' title='ความจริงเรื่องมะเร็งปากมดลูกภัยร้ายที่ป้องกันได้'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-6836129974188485460</id><published>2010-12-24T01:00:00.000-08:00</published><updated>2010-12-24T01:01:11.013-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิทยา'/><title type='text'>ความริษยาทำให้เราดีขึ้น?</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;ความสำเร็จนั้นหอมหวาน แต่มันก็ทำให้คนที่ริษยาคุณ อยากจะโค่นล้มคุณเสียเหลือเกิน และจากการศึกษาพบว่า คนที่กลัวที่จะถูกริษยานั้น จะปฏิบัติตัวดีขึ้นกับคนที่อิจฉาริษยาเขา&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ความอิจฉาริษยานั้นมีสองแบบ คือ ความอิจฉา ที่เป็นความรู้สึกที่เป็นเชิงบวก อันนี้จะทำให้ผู้ที่มีอารมณ์อิจฉาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น กับ ความริษยา ที่เป็นความรู้สึกทางลบ คนที่รู้สึกริษยา จะอยากดึงคนที่ประสบความสำเร็จลงมา&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ในการทดลองเรื่องนี้ พวกเขาจะแบ่งอาสาสมัครออกเป็นสองกลุ่ม โดยที่กลุ่มนึงจะได้รับรางวัล 5 ยูโร โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนอีกกลุ่มจะได้รับรางวัล ตามคะแนนที่ได้จากการตอบคำถาม จาการทดลองนี้พบว่า ถ้าการได้รับรางวัลนั้นสมเหตุสมผล (กลุ่มได้รับรางวัลตามคะแนน) พวกเขาจะถูกอิจฉา แต่หากไม่สมเหตุสมผล (กลุ่มที่ได้ 5 ยูโร) พวกเขาจะถูกริษยาแทน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;หลังจากนั้น อาสาสมัครจะถูกสอบถามถึง ระยะเวลาที่ตนจะยินดีรับฟังคำแนะนำ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ กลุ่มที่คิดว่าถูกริษยานั้น จะยอมเสียสละเวลามากกว่ากลุ่มที่คิดว่าถูกอิจฉา นอกจากนี้แล้วเมื่อผู้ทดลอง ลองทำยางลบจำนวนหนึ่งหล่นพบว่า กลุ่มที่คิดว่าตัวเองถูกริษยานั้น จะยินดีที่จะช่วยเขามากกว่าด้วย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;นักจิตวิทยา van de Ven แห่งมหาวิทยาลัย Tilburg ที่ทำการทดลองเรื่องนี้เลยสรุปว่า "เรามักคิดว่าคุณที่ดีกว่าคนอื่น ควรจะแบ่งบันให้กับคนอื่นบ้าง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรายินดีจะทำเมื่อเราดีขึ้น การกลัวที่จะถูกริษยาต่างหาก ที่ทำให้เราปรับปรุงความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่น"&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;ที่มา: &lt;a href='http://www.psychologicalscience.org/index.php/publications/observer/obsonline/envy-makes-us-better-people.html' target='_blank'&gt;APS&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=05b91f3c-37f2-8bc4-9175-7b45743318e2' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-6836129974188485460?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/6836129974188485460/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=6836129974188485460' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/6836129974188485460'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/6836129974188485460'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/blog-post_24.html' title='ความริษยาทำให้เราดีขึ้น?'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-9211211906703928180</id><published>2010-12-22T23:51:00.000-08:00</published><updated>2010-12-23T23:57:59.060-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Sex ใครคิดว่าไม่สำคัญ'/><title type='text'>10 ตัวช่วย สร้างเซ็กซ์ให้ซาบซ่าน</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;อยากเร่งเครื่องชีวิตรักของตัวเองงั้นหรือ เรามีรายงานพิเศษเรื่องของจำเป็นในห้องนอน ที่จะเขย่าโลกของคุณ ซึ่งข้อดีก็คือ คุณมีพวกมันส่วนใหญ่พร้อมอยู่แล้ว&lt;br/&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;หมอน&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;เมื่อเอามาวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม หมอนสามารถช่วยคุณให้อยู่ในท่าใหม่ และเพิ่มความหลากหลายให้แก่ท่าดั้งเดิมที่คุณโปรดปรานได้ เช่น ลองเอาหมอนรองไว้ใต้ก้นตอนทำท่ามิชชันนารี หรือเอามันไว้ระหว่างขาในระหว่างที่อยู่ในท่า Spoon (ท่าทีผู้ชายกอดคุณจากทางด้านหลัง)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ไวเบรเตอร์&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;คำถามไม่ใช่ว่าทำไมต้องหาไวเบรเตอร์มาใช้ด้วย แต่ต้องถามว่า ก็ทำไมถึงจะไม่หามาไว้ใช้สักอันเล่า คุณสามารถใช้มันกับตัวเอง เพื่อสำรวจว่าอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกดี หรือใช้กับคู่รักของคุณ เพื่อเพิ่มมิติใหม่ให้แก่เซ็กซ์ของทั้งคู่ มีรายงานว่าผู้หญิงที่ใช้ไวเบรเตอร์ มีระดับความพึงพอใจทางเพศ กับคู่ของเธอ เพิ่มขึ้น ความต้องการทางเพศที่เพิ่มขึ้น และออกัสซั่มได้ง่ายขึ้น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;สารหล่อลื่น&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;ไม่เพียงแต่สารหล่อลื่น จะทำให้อะไรต่ออะไรไหลลื่นไปได้ง่ายขึ้น มันยังช่วยให้เซ็กซ์กินเวลานานขึ้น และเพิ่มความคล่องตัว ที่ทำให้ทดลองใช้ท่าต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย สารหล่อลื่นสูตรน้ำเหมาะที่สุด ถ้าคุณกลัวแพ้ ในขณะที่สูตรซิลิโคนจะคงประสิทธิภาพได้นานกว่า&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;คู่มือเซ็กซ์ดีๆ&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;ในเรื่องเซ็กซ์แล้ว เราไม่อาจรู้เรื่องไปเสียหมดทุกอย่าง นั่นจึงเป็นเหตุผล ที่คุณควรมีคู่มือเรื่องเพศดีๆ เอาไว้ข้างกายสักเล่ม เพื่อให้ความกระจ่าง แก่ตัวเองในเรื่องที่ข้องใจ เกี่ยวกับสรีระหรือปฏิกิริยาบางอย่างของร่างกาย แม้แต่เทคนิคดีๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาแบ่งปัน อ่านไป จิบไวน์ไป หรือนำมาพูดคุยกับคู่รักของคุณไปพลางๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ของเล่นสุดสนุก&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;ไม่ว่าจะเป็นของน่ารักๆ อย่างขนนก ผ้าพันคอ หรือวิปครีม หรือไม่ค่อยน่ารักนัก เช่น แส้ กุญแจมือ ของเล่นเหล่านี้ช่วยเพิ่มรสชาติ และความตื่นเต้นให้แก่ฉากรักของคุณได้ นอกจากนี้ ยังมีของเล่นเซ็กซ์โดยเฉพาะ ที่มีจำหน่ายตามเซ็กซ์ช็อป หรือแม้แต่ตามเว็บไซต์ ที่คุณอาจลองแวะเข้าไปดูและเลือกสั่งมาลองใช้ดูบ้าง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;เคเกล&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;การบริหารแบบเคเกล ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอด และ เชิงกรานของคุณแข็งแรงขึ้น ยิ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้แข็งแรงมากขึ้นเท่าไหร่ ความรุนแรงของออกกัสซั่ม ของคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การบริหารกล้ามเนื้อเหล่านี้ ยังทำทำให้การไหลเวียนโลหิต ในช่วงเชิงกรานดี ขึ้น ความชุ่มฉ่ำเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความตื่นตัว และความวาบหวามเพิ่มขึ้น และคุณยังสามารถบีบรัดกล้ามเนื้อช่องคลอด ในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพิ่มความสุขทางเพศแก่เขาและคุณได้อีกด้วย วิธีการทำเคเกลก็คือ การเกร็งช่องคลอดเหมือนกับพยายามจะกลั้นปัสสาวะ จากนั้นก็คลาย แล้วทำซ้ำ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ซีดีเพลง&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;ทุกคนรู้ว่าดนตรีดีๆ สามารถสร้างบรรยากาศ โรแมนติกได้ หัวใจสำคัญก็คือ การหาเพลงที่ทำให้คุณเกิดอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิก อ่อนหวานหรือดนตรีจังหวะเร้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดจังหวะที่ทำให้เสียอารมณ์ หาเครื่องเล่นซีดี แบบต่อเนื่องหลายๆ แผ่น ที่จะปล่อยเสียงเพลงให้ดำเนินไปอย่างไหลลื่น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ชุดชั้นในเซ็กซี่&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;เช่นเดียวกับการใส่รองเท้าวิ่ง ทำให้เกิดอารมณ์อยากจะออกไปจ็อกกิ้ง การใส่ชุดชั้นในวาบหวาม ก็ช่วยให้คุณทั้งดูเซ็กซี่ขึ้น และรู้สึกเซ็กซี่ด้วย นี่เป็นคำบอกเล่าจาก ดอเรียน โซล็อต ผู้เขียนหนังสือเรื่อง I Love Female Orgasm บอกเช่นนั้น และมันไม่จำเป็นต้องเป็นชุดชั้นในราคาแพง ถึงจะใช้ได้ แค่ใส่อะไรก็ตามที่คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเอง และรู้สึกเซ็กซี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสายเดี่ยว กับกางเกงขาสั้น บราดันทรงกับกางเกงในสายเดี่ยว หรือชุดชั้นในผ้าซาตินแบบเต็มตัว กับรองเท้าส้นสูง คุณยังสามารถใช้ชุดชั้นใน เพื่อเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง ให้แตกต่างออกไปด้วย ก็ได้ เช่น อ่อนหวานหรือซุกซน ลองหาชุดชั้นในแบบที่พูดถึงตัวเอง อย่างชัดเจนที่สุด แล้วนำเอามันมาใช้ในห้องนอนดูบ้าง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;สื่ออีโรติก&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;สื่ออีโรติกสามารถทำให้คุณเกิดอารมณ์ และเป็นไอเดียอันบรรเจิด ที่คุณสามารถเอามาลอง กับคู่รักของคุณได้ โซล็อตบอกเช่นนั้น และคำว่า “สื่ออีโรติก” ของเราก็หมายความถึงสื่อทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือหนัง ทั้งหนังรักซาบซึ้ง หรือหนังเรตอาร์แสนวาบหวาม หนังสือเรตเอ็กซ์ หรือแม้แต่นิยายโรแมนติกก็ตามที&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ความซื่อสัตย์และจริงใจ&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;คุณไม่อาจเอาสิ่งนี้สอดไว้ใต้หมอน หรือใส่ไว้ที่ลิ้นชักหัวเตียงได้ แต่ความซื่อสัตย์ อาจเป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อใดก็ตามที่คุณเก็บงำอะไรเอาไว้ในใจ มันจะสร้างกำแพงที่กั้นขวางระหว่างคุณ กับความสุขในห้องนอน ลองเปิดใจตัวเองกับคู่ของคุณ และสื่อสารกันให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกฉากรักของคุณ ไม่ว่าจะมีของเล่นอะไรหรือไม่ก็ตาม เป็นฉากรักที่แสนยอดเยี่ยมทุกครั้งไป&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=f7ab8e63-1b03-8bb3-936d-d12ff04ab265' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-9211211906703928180?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/9211211906703928180/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=9211211906703928180' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/9211211906703928180'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/9211211906703928180'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/10_22.html' title='10 ตัวช่วย สร้างเซ็กซ์ให้ซาบซ่าน'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-870383507185533283</id><published>2010-12-22T02:08:00.001-08:00</published><updated>2010-12-22T02:08:43.481-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><title type='text'>คนอ้วน เสี่ยงต่อการเป็นโรคอะไรบ้าง</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;ความอ้วนทำให้อัตราการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ สูงขึ้น ซึ่งโรคเหล่านี้ ได้แก่&lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ความดันโลหิตสูง &lt;/b&gt;คนอ้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันโลหิตสูงกว่าคนไม่อ้วน 2-9 เท่า และถ้าน้ำหนักตัวลดลงความดันโลหิตก็จะลดลงด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โรคเบาหวาน&lt;/b&gt; คนอ้วนเล็กน้อยจะมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานได้มากกว่าคนทั่วไป 2 เท่า คนอ้วนปานกลางจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 5 เท่า และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในคนที่อ้วนมากๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ความผิดปกติของระดับไขมันในหลอดเลือด&lt;/b&gt; คนอ้วนมักจะมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และเอชดีแอลต่ำ จึงจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อโรคหัวใจขาดเลือด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/b&gt; ผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหลอดเลือดสมองตีบตันได้มากกว่าคนไม่อ้วน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ&lt;/b&gt; คนอ้วนมากจะทำให้เกิดความผิดปกติในการหายใจเข้าออกและกระบังลม ผลคือเกิดภาวะขาดออกซิเจน เหนื่อยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่านอนหงายจะมีอาการหายใจลำบาก บางครั้งหยุดหายใจเป็นพักๆ เวลานอนหลับ มีอาการปวดศีรษะในตอนเช้า ในเวลากลางวันจะมีอาการง่วงนอน หายใจช้า ระยะต่อไปหัวใจซีกขวาล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โรคข้อเสื่อม &lt;/b&gt;คนอ้วนจะมีอาการของข้อเสื่อม กระดูกสันหลังเสื่อม ปวดเข่า ปวดหลัง เนื่องจากข้อต่างๆ ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ นอกจากนี้ คนอ้วนมักจะมีระดับกรดยูริคในเลือดสูงกว่าปกติและมีโอกาสเป็นโรคเก๊าต์ มากขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โรคถุงน้ำดี &lt;/b&gt;คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีสูงกว่าคนไม่อ้วน 3-4 เท่า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โรคมะเร็งบางชนิด &lt;/b&gt;จากการศึกษาพบว่า คนที่เป็นโรคอ้วนจะเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่อ้วน เช่น โรคมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนและมะเร็งระบบทางเดินอาหาร มะเร็งของเยื่อบุมดลูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งถุงน้ำดี&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน เช่น โรคเชื้อราที่ผิวหนัง เส้นเลือดขอด อาการท้องผูก การคลอดบุตรมีปัญหา แผลผ่าตัดอาจจะหายช้ากว่าปกติ เป็นต้น&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=cd349672-5047-8bdc-8aae-98ef88fa5cd8' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-870383507185533283?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/870383507185533283/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=870383507185533283' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/870383507185533283'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/870383507185533283'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/blog-post_22.html' title='คนอ้วน เสี่ยงต่อการเป็นโรคอะไรบ้าง'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-6311579742503626943</id><published>2010-12-21T23:51:00.000-08:00</published><updated>2010-12-24T00:54:56.329-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Sex ใครคิดว่าไม่สำคัญ'/><title type='text'>เปลี่ยนหนุ่มเซ็กซ์ห่วย ให้เป็นหนุ่มร้อนแรง</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;ใช้เคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อนำทางชายหนุ่มของคุณให้ก้าวสู่สุดยอดในเรื่องบนเตียง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ใช่แล้ว คุณรักชายหนุ่มของคุณ และก็...ไม่เลย--คุณไม่ได้อยากเปลี่ยนเขาแม้แต่น้อย แต่มาพูดกันอย่างจริงใจหน่อยเถอะ มันไม่มีอะไรเลยสักอย่างเลยหรือหรือที่เขาทำ (หรือไม่ได้ทำ) ในเรื่องบนเตียง ที่คุณอยากจะแก้ไขมันสักหน่อย? ปัญหาก็คือ สิ่งสุดท้ายที่ผู้ชายต้องการก็คือ การตกเป็นหนึ่งในโครงการปรับปรุงบ้านให้ดีขึ้นของคุณ--โดยเฉพาะในเรื่องบนเตียงแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าคุณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยในเรื่องนี้ คุณก็แค่ต้องการแผนการดีๆ สักอย่างสองอย่าง เพื่อหลอกล่อให้ชายหนุ่มของคุณเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเองโดยไม่ทันรู้ตัว และนี่คือแผนการสำหรับคุณ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;โค้ชเขา&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;เช่นเดียวกับโค้ชทีมฟุตบอล ที่กระตุ้น และ แนะนำแนวทาง ให้ทีมของเขามุ่งสู่ชัยชนะ เราผู้หญิงก็สามารถนำทางผู้ชาย สู่ชัยชนะบนเตียงได้เช่นกัน ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การผลักดันเขาในแง่บวกและการคิดบวก เพราะปกติผู้ชายก็เป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว เขาอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นยังไงบ้าง และเขาอยากให้คุณเชียร์เขาให้ได้ชัยชนะ ฉะนั้น เพื่อจูงใจชายหนุ่มของคุณในทางที่ดี ลองกระตุ้นความกระตือรือร้นของเขาด้วยการแสดงความเห็นที่ให้กำลังใจกัน อะไรที่คุณไม่ควรทำน่ะหรือ? การวิจารณ์ไงล่ะ นั่นไม่มีทางได้ผลแน่นอน เช่นเดียวกับการดูถูกเขา ลองบอกเขาว่าสิ่งไหนที่เขาทำแล้วดีจะดีกว่า และก็เริ่มจากตรงนั้นแหละ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ล้างสมองเขา&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;คนเราใช้การสะกดจิต เพื่อทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งลดความอ้วน ฉะนั้น ทำไมไม่ลองใช้รูปแบบของมัน เพื่อปลูกฝังความคิดบางอย่างในเรื่องเซ็กซ์ ลงไปในหัวของเขาดูบ้างล่ะ หลักการง่ายๆ ของการสะกดจิตก็คือ การสร้างคำพูดบางอย่าง ในเรื่องที่คุณต้องการ และพูดมันซ้ำๆ กันเพื่อให้มันฝังลงไปในจิตใต้สำนึก ฉะนั้น ลองเริ่มด้วยการหาว่า คุณต้องการอะไรในเรื่องเซ็กซ์ เช่น อยากให้เขาเล่นกันหน้าอกของคุณมากขึ้น ในระหว่างมีเซ็กซ์ จากนั้น ก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี การล้างสมองเขาต้องการพลังงานในแง่บวก ไม่ใช่การระเบิดอารมณ์ใส่เขาว่า “ทำไมคุณไม่เคยจับหน้าอกฉันเลย” ซึ่งจะกลายเป็นคนละเรื่องกันทันที ขั้นต่อมาก็หำพุดหรือการกระทำบางอย่าง ที่จะฝังลไงปในหัวของเขา เช่น ในขณะที่ทำเรื่องอย่างว่ากันอยู่ ลองสัมผัสหน้าอกตัวเองในแบบที่คุณชอบ หรือแอ่นหน้าอกตัวเองไปเคล้าเคลียใกล้ๆ เขา พร้อมกับพูดว่า “ฉันชอบมากเลยเวลาที่คุณเล่นกับหน้าอกของฉัน” มันจะทำให้เขาเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าการสัมผัสหน้าอกของคุณเป็นเรื่องที่ดี และเมื่อเขาทำตามก็ตบท้ายว่า “ดีเหลือเกิน วันหลังเราทำแบบนี้อีกนะ” มันจะยิ่งทำให้เขาเชื่อว่า การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่คุณรอคอย และเมื่อเขาเห็นหน้าอกคุณ เขาก็จะอยากเล่นกับมันอีก&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ให้รางวัล&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;นักฝึกสัตว์ใช้วิธีการง่ายๆ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมของสุนัข นั่นก็คือการให้รางวัล และถ้าเทคนิคของพวกเขาทำให้สุนัขแก่ๆ เรียนรู้ลูกเล่นใหม่ๆ ได้ มันก็น่าจะช่วยให้ชายหนุ่มของคุณทำอะไรใหม่ๆ ได้เช่นกัน แต่คุณต้องใช้มันให้ถูกจังหวะและเวลา นั่นก็คือให้แน่ใจว่าคุณให้รางวัล ชายหนุ่มของคุณทันทีที่ทำอะไรที่ถูกต้อง พูดออกไปทันทีว่า “ฉันช่างโชคดีอะไรเช่นนี้” ทันทีที่เขาทำในสิ่งที่คุณอยากให้เขาทำ หัวใจสำคัญอีกอย่างก็คือ การหยุดพูดถึงสิ่งที่คุณต้องการ และลงมือทำซะ บางทีผู้หญิงก็พูดมากเกินไป เช่นเดียวกับการที่คุณไม่เคยพยายาม ให้เหตุผลแก่สุนัขของคุณ เวลาคุณอยากให้มันทำอะไร แต่แค่แสดงให้เห็นมันว่าคุณอยากให้มันทำอะไร ผู้ชายก็เช่นกัน บางทีพวกเขาก็ไม่อยากฟังว่าคุณต้อกงารอะไร แต่อยากเห็นว่าคุณอยากได้อะไรมากกว่า&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ท้าทายเขา&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;เราทุกคนต่างรู้ว่าผู้ชายชอบเล่นเกม ฉะนั้น ทำไมไม่กระตุ้นความชอบ แข่งขันในตัวเขาดูบ้าง และทำให้ชีวิตเซ็กซ์ของคุณสนุกขึ้น ดว้ยการท้าทายสนุกๆ เพราะระดับเทสทอสเทอโรน ที่สูงอย่างมากในตัวผู้ชาย การได้ชัยชนะจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับเขา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ชายบางคนจึงชอบการแข่งขันบางอย่าง ถึงแม้มันจะดูบ้าอย่างมาก การท้าทายผู้ชาย เป็นการเล่นกับความปรารถนาที่ติดตัวมาแต่เกิดของเขา ที่จะพิสูจน์ตัวเองกับคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการท้าทายที่เน้นการกระทำ หรืออะไรที่ต้องใช้กำลังกายนั่นเอง ฉะนั้น ถ้าคุณอยากได้แอคชั่นบนเตียงที่มากขึ้น--ก็ลองท้าทายเขาได้เลย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=21ff9c8f-629b-8b08-b09c-0c349da9ebc3' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-6311579742503626943?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/6311579742503626943/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=6311579742503626943' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/6311579742503626943'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/6311579742503626943'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/blog-post_21.html' title='เปลี่ยนหนุ่มเซ็กซ์ห่วย ให้เป็นหนุ่มร้อนแรง'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-1638631034047722032</id><published>2010-12-18T22:16:00.001-08:00</published><updated>2010-12-18T22:16:19.901-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><title type='text'>10 วิธีการทำลายสมอง</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;สมอง เป็น อวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เปรียบประดุจศูนย์บัญชาการการทำงานของร่างกาย การรู้จักบำรุงดูแลรักษาสมองให้ปฏิบัติงานได้ดี จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งเรากลับมีพฤติกรรม ที่ทำร้ายสมองของตัวเองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ลองมาดูกันว่าอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมทำร้ายสมอง&lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ไม่ทานอาหารเช้า นอกจากทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดต่ำแล้ว ยังเป็นเหตุให้สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น &lt;/li&gt;&lt;li&gt;สูบบุหรี่ เป็นสา-เหตุให้สมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทานของหวานมากเกินไป ของหวานจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีน และ สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมล-ภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การอดนอน ถ้าอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;นอนคลุมโปง การนอนแบบนี้จะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองไปในตัว&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะกำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;นิสัยทำร้ายสมองทั้งสิบอย่างนี้คัดมาฝากกันจาก “ต้นคิด” จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เพื่อจะได้ช่วยกันหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสมองของตัวเอง.&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=ad1b0c79-9543-89bd-9608-092af582483b' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-1638631034047722032?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/1638631034047722032/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=1638631034047722032' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1638631034047722032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1638631034047722032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/10.html' title='10 วิธีการทำลายสมอง'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-7994310528584468463</id><published>2010-12-18T04:42:00.001-08:00</published><updated>2010-12-18T04:42:59.762-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Sex ใครคิดว่าไม่สำคัญ'/><title type='text'>คนใจยักษ์ ใช้ความรักเป็นเหยื่อ ทำร้ายคู่ชีวิตอย่างแสบสันต์</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;ผมอ่านเจอ Mail นี้ใน Mail Group แต่อ่านจบแล้ว รู้สึกว่า &lt;strong&gt;Subject &lt;a target='_blank' href='http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9990186/L9990186.html'&gt;ข้อคิดจากชีวิตจริง ก่อนจะมีเซ็กซ์ มั่นใจหรือไม่ว่าปลอดเอดส์&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt; มันไม่เหมาะกับเนื้อหาเลย ก็เลยขอเปลี่ยนเป็นแบบที่ตัวเองคิดว่าเห็นสมควร ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นอย่างไรนั้น ลองอ่านดูกันก็แล้วกันครับ&lt;br/&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่ 1&lt;/strong&gt;&lt;br/&gt;เด็กหญิงอายุ 15 ปี มารดามาแจ้งความ ว่าพ่อเลี้ยงกระทำชำเราลูกสาวระหว่างแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เด็กบอกว่า ถูกพ่อเลี้ยงปลุกปล้ำ แต่ในครั้งต่อๆมา ตัวเด็กยินยอมมีพสพ.โดยสมัครใจ พยาบาลแผนกสังคมสงเคราะห์ซักประวัติมารดา ถึงสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ในครอบครัว ตัวคนเป็นแม่เล่าไปร้องไห้ไป ดูแล้วมีความคับข้องใจมาก คุณพยาบาลเข้าใจว่า มารดาคงจะเสียใจ ที่ลูกยอมนอนกับพ่อเลี้ยง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แต่ในที่สุด แม่ของเด็กก็เล่าความจริงออกมาว่า ตัวเธอตรวจพบว่า เป็นผู้ติดเชื้อมาหลายปีแล้ว สามีคนเก่าก็เสียชีวิตจากการติดเชื้อไปหลายปี จึงได้ย้ายที่อยู่ และ ในทีุ่สุดก็มาพบกับสามีคนปัจจุบัน และอยู่กินกัน โดยสามีใหม่ไม่ทราบ เพราะเธอเองกินยาสม่ำเสมอ สุขภาพแข็งแรงดีมาตลอด&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แต่แล้ว เคราะห์กรรมก็มาตกกับลูกสาวอย่างคาดไม่ถึง!!!&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่ 2&lt;/strong&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผู้ชาย อายุราวๆ 35 ปี มาตรวจด้วยอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ไอเรื้อรัง จากประวัติในใบส่งตัว ระบุว่าเป็นวัณโรคปอด และได้เจาะ HIV พบว่าผลเป็นบวก&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เราเดินไปตรวจคนไข้ที่เตียง เลียบๆเคียงๆถามว่า หมอที่รพ.แรกได้แจ้งผลตรวจเลือดหรือไม่ คนไข้บอกว่าไม่ทราบ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;จึงถามอีกว่า คนไข้มีโรคประจำตัวหรือไม่ เคยกินยาใดๆประจำหรือไม่ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า ผป.โรคเอดส์บางส่วนจะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าตนเองเป็นโรค แต่ไม่อยากบอกหมอตรงๆ ถ้าถามไปแบบอ้อมๆ อาจจะพอบอกบ้าง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ปรากฏว่า คนไข้รายนี้ ตอบคำถามอย่างซื่อๆ ดูแล้วไม่มีความสงสัยเลยว่าตัวเองติดเชื้อ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เราก็เลยหันไปหาภรรยา เพื่อจะถามอาการเพิ่ม พอมองหน้าฝ่ายหญิง เราก็ต้องตกใจ เพราะผู้หญิงคนนี้ เป็นผู้ติดเชื้อ ที่เราเคยรักษาในรพ.อำเภอเมื่อหลายปีก่อน&lt;br/&gt;คนไข้มารับยาต้านกินอยู่ประจำ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เราทำเป็นจำเขาไม่ได้ ก็ลองถามเรื่องสุขภาพ ต่างๆนานา เขาก็บอกว่าแข็งแรงดี&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เราได้แต่คิดว่า ทำไมเลือดเย็นแบบนี้ เห็นผู้ชายแล้วเวทนา ฝ้าขาวเต็มปาก ตามขาก็พุพอง ถ้าเขารู้ตัว่าติดเชื้อ ก็จะได้กินยา ในขณะที่ฝ่ายหญิง กินยามาตลอด 5 ปี ดูสบายดีทุกอย่าง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ก็ไม่ได้ถามหรอกนะ ว่าสามีใหม่หรือเก่า หรือจะเป็นสามีที่นำโรคมาติด เลยแก้แค้นซะ?? แต่ถ้าเป็นสามีใหม่ ก็น่าสงสารมากๆ&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่ 3&lt;/strong&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผู้หญิง อายุ 35 ปี มาฝากท้อง ตรวจเลือดพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ คนไข้บอกว่าทราบมานานแล้ว และกินยาต้านอยู่ประจำ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;สามีคนนี้เป็นคนที่สอง เพิ่งมาอยู่ด้วยกันได้ปีกว่าๆสามียังไม่เคยมีลูก ก็เลยไม่ได้ใช้ถุงยาง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เราถามว่า แล้วเขารู้หรือเปล่าว่าตัวคนไข้เป็นผู้ติดเชื้อ คนไข้ตอบว่า "คงรู้มั้ง ก็หนูมารพ.ทุกเดือน เขาคงรู้เอง"&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เวรกรรม เราเชื่อว่าฝ่ายชายไม่รู้หรอก&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เราไม่ได้ว่าเหมารวมผู้ติดเชื้อทั้งหมดนะ มันก็เหมือนสังคมทั่วไปหละ ต้องมีทั้งคนดี คนไม่ดี แต่อยากเตือนใจไว้ว่า ปัจจุบัน ยาต้านไวรัสมีจ่ายฟรีที่รพ.รัฐทุกแห่ง&lt;br/&gt;ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีโอกาสรับยา จะว่าไปน่าจะเกือบ 100% เพราะตัดปัญหาค่าใช้จ่ายไปได้ บางคนถ้าอาย ก็ไปรับยาที่ต่างอำเภอที่ไกลจากบ้านตัวเอง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผู้ติดเชื้อ ถ้ารับยาสม่ำเสมอ ร่างกายเขาก็จะแข็งแรงดี เหมือนได้เริ่มชีวิตใหม่&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;และในที่สุด ก็จะอยากมีครอบครัวใหม่ อยากมีคนรัก อยากมีลูก เพราะลึกๆแล้ว เขาอาจจะเชื่อว่า เขาหายแล้วก็ได้ เหมือนเป็นแค่ เบาหวาน ความดัน ที่กินยาทุกวันก็สบายดี&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แล้วคนไทย ไม่นิยมเจาะเลือดก่อนแต่งซะด้วย จะว่าไป เคสเหล่านี้ก็มักจะไม่ได้แต่งงานอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว มักเป็นคนที่ผ่านชีวิตคู่มาบ้างแล้ว และก็เริ่มมีคู่ใหม่อย่างง่ายๆไม่มีพิธีรีตองอะไร&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ก่อนจะแต่งงาน หรือมีเซ็กซ์กับใคร ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้สวมถุงยางเสมอ&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่ 4&lt;/strong&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;อีกกลุ่มที่น่าห่วงคือวัยรุ่น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เคยพบเด็กวัยรุ่น ที่ติดเชื้อจากพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิด เธอได้รับการดูแลอย่างดีจากญาติๆ และไปตรวจรับยาตามหมอนัดทุกครั้ง สุขภาพร่างกายแข็งแรงมาตลอด&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;จนอายุ 19 เป็นสาวสวย ที่ดูแล้วแข็งแรงสมบูรณ์ แล้วเธอก็ท้องกับเพื่อนชาย เราถามเด็กว่า แฟนหนูรู้มั้ย ว่าหนูเป็นโรคอะไร เด็กตอบว่า "เขารู้ แต่เขาไม่กลัว" เออหนอ ไม่รู้ว่ากล้าหาญเพราะรักจริง หรือว่ามันเด็กจนไม่รู้จักกลัวอะไร&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ถ้าคุณเป็นเธอ ที่ติดโรคจากแม่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พอโตเป็นสาว อยากมีแฟนเหมือนคนอื่น คุณจะทำยังไง วัยรุ่นอายุเท่านี้ จะคิดถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตคนอื่นได้หรือไม่? ในเมื่อเขาก็มีความต้องการทางร่างกาย จิตใจเหมือนคนอื่นๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ล่าสุด เด็กสาวอายุ 15 มาคลอดลูก ตรวจเลือดพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ เด็กคนนี้ติดจากเพศสัมพันธ์กับแฟนที่อายุมากกว่า&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แล้วในวันข้างหน้า อนาคตอีกหลายสิบปีของเด็กคนนี้ เด็กจะมีความยับยั้งชั่งใจพอหรือเปล่า ที่จะไม่แพร่เชื้อสู่คนอื่นต่อไปอีก?&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ในเมื่อเราห้ามคนอื่นไม่ได้ ก็จงระวังตัวของท่านเองให้ดีๆก็แล้วกัน&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่ 5&lt;/strong&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ครั้งหนึ่งตอนที่จบตรีใหม่ๆ ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องเข้าไปเป็นตัวเสริมในการให้คำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ได้เจอคนที่กำลังจะแต่งงานกันคู่หนึ่งมาตรวจเลือด ผลปรากฏว่าฝ่ายชายติดเชื้อ รู้ตัวอยู่แล้ว ระหว่างรอผล แวะมาบอกแพทย์ว่าไม่ต้องการบอกฝ่ายหญิง เอาจรรยาแพทย์มาขู่ว่า หมอบอกผลเลือดของเขาให้แฟนรู้ไม่ได้ ถ้าเขาไม่ยินยอม&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;รายนี้เล่นเอาจิตตก เพราะนอกจากจะไม่ต้องการบอกแล้ว ยังจะเอาการตรวจเป็นประกันอีกว่าไม่มีโรค&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;พูดออกมาได้ว่า เดี๋ยวตอนเขาป่วยจะไม่มีใครดูแล&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ช่างไม่คิดถึงผู้หญิงที่ตัวเองบอกว่ารัก ผู้หญิงที่แข็งแรงสมบรูณ์ ผู้หญิงที่มีความฝันว่าจะมีลูก จะสร้างครอบครัวกับคนที่เธอรักที่สุด&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ในโรงพยาบาลส่งต่อกันให้วุ่น จนถึงมือจิตแพทย์ ก็ไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไรนะ เพราะขอลาออกจากทีมมาก่อน บอกหัวหน้าไปว่า คงยังเด็กไป วุฒิภาวะยังไม่พอจะรับมือกับเคสนี้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ให้คำปรึกษาก่อนตรวจนั้นทำได้ วางแผนเพื่อบอกผลก็ทำได้ นัดให้คำปรึกษาหลังจากที่รู้ผลแล้ว และต้องปรับตัวก็ทำได้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แต่จะให้นั่งมองหน้าฆาตกร นั่งฟังเขาระบายความห่วงใยตัวเองว่าจะไม่มีใครดูแลในอนาคต จนต้องทำลายคนอีกคนหนึ่ง มันทำไม่ได้จริงๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ปล ถึงตอนนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับเคสแบบนี้ไหว&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่ 6&lt;/strong&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แถมไปอีกสักอัน  เมื่อวานนี้เอง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผู้ชายอายุ 36 ปี  ตายไม่ทราบสาเหตุ  ประวัติจากภรรยาว่าไม่มีโรคประจำตัว  อ่อนเพลีย  ปวดหัวมากมาราวๆ 2 สัปดาห์  ไปตรวจแล้วCTแล้วก็ไม่พบความผิดปกติ  แพทย์นัดตรวจในอีก 1 สัปดาห์แต่ตายไปก่อน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เรานั่งฟังประวัติ  ดูอายุ  ก็สั่งตรวจเลือดหา HIV ทันที  ผลก็คือบวกไม่พลิกโผอะไร เจาะน้ำไขสันหลังมาส่อง   .....แหม  รายั้วเยี้ยเชียว  ได้เหตุตายเรียบร้อย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แต่ที่ยากก็คือการบอกกับภรรยาเขานี่สิ  เราบอกไปทั้งๆที่สงสารเขามากๆ  พอภรรยาเขารู้ว่าสามีตัวเองตายจากอะไรนี่...จากที่ร้องไห้กลายเป็นนั่งนิ่งตาค้างแล้วก็พึมพำว่า "ไม่จริงๆ"&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;และที่มันน่าอนาถที่สุดก็คือการที่ผลออกมาว่าภรรยาของเขามีผลเลือดเป็นบวก  เพิ่งแต่งงานกันมาได้แค่ปีกว่า  และกำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน......&lt;br/&gt;.&lt;br/&gt;.&lt;br/&gt;.&lt;br/&gt;ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ "กรณีนี้เป็นเคสทั่วๆไปที่พบได้แทบจะทุกสัปดาห์"&lt;/blockquote&gt;&lt;br/&gt;&lt;strong&gt;ที่มา &lt;a target='_blank' href='http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9990186/L9990186.html'&gt;ข้อคิดจากชีวิตจริง ก่อนจะมีเซ็กซ์ มั่นใจหรือไม่ว่าปลอดเอดส์ &lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=61b66297-7110-82c7-b254-a58e689acd7f' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-7994310528584468463?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/7994310528584468463/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=7994310528584468463' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/7994310528584468463'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/7994310528584468463'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='คนใจยักษ์ ใช้ความรักเป็นเหยื่อ ทำร้ายคู่ชีวิตอย่างแสบสันต์'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-8894664684509794866</id><published>2010-11-26T22:12:00.000-08:00</published><updated>2010-11-26T22:13:10.937-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้เรื่องยา'/><title type='text'>สารกันบูดคืออะไร</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;ได้ยินกันมามากต่อมากว่า อาหารบางชนิดใส่สารกันบูด อาหารบางชนิดไม่ใส่สารกันบูด บางคนก็บอกว่าให้เลือกเฉพาะอาหารที่ไม่ใส่สารกันบูด ที่พูดๆกัน ไม่ทราบว่าใครทราบบ้างว่า "สารกันบูด" แท้จริงแล้วมันคืออะไร?&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เอาล่ะครับ หาใครยังไม่ทราบ ผมได้สาระแนไปค้นหามาจากใน Internet และ ไปเจอข้อมูลน่าสนใจอยู่ที่เว็บ &lt;b&gt;&lt;a href='http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?q=%CA%D2%C3%A1%D1%B9%BA%D9%B4&amp;amp;select=1' target='_blank'&gt;สนุก&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;.คอม ผมก็เลยถือวิสาสะ Copy บางส่วน (คัดเฉพาะส่วนที่สำคัญ) ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ กรุณาตามไปอ่านต่อที่เว็บ &lt;b&gt;&lt;a href='http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?q=%CA%D2%C3%A1%D1%B9%BA%D9%B4&amp;amp;select=1' target='_blank'&gt;สนุก&lt;/a&gt; &lt;/b&gt;ได้เลยนะครับ&lt;br/&gt;&lt;blockquote&gt;สารกันบูด (preservative) แปลกันตรงๆก็คือ สารกันเสีย,ยากันบูด นั่นเอง ซึ่งประโยชน์ของมันคือ สิ่งที่ผสมลงในอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เน่าเสียก่อนกำหนด&lt;br/&gt;&lt;/blockquote&gt;ทีนี้ ไม่ทราบว่า ทราบกันหรือเปล่าว่า สารกันบูดนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และ มีกี่ชนิด&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผมขอแยกเป็นหัวข้อๆ ดังนี้นะครับ&lt;br/&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font color='#000099'&gt;&lt;b&gt;สารกันบูดนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;สารกันบูด (Preservatives) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัตถุกันเสีย คือวัตถุเจือปนอาหาร&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;font color='#FF0000'&gt;&lt;u&gt;&lt;b&gt;เป็นสารเคมีที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยในการถนอมอาหารได้&lt;/b&gt; เพราะช่วยชะลอ หรือยับยั้งการเจริญเติบโต และทำลายจุลินทรีย์ ที่เป็นสาเหตุการเน่าเสียของอาหาร&lt;/u&gt;&lt;/font&gt; ตัวที่นิยมกันมากคือ พวกกรดอ่อนต่างๆ เช่น &lt;font color='#FF0000'&gt;&lt;b&gt;กรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอท&lt;/b&gt; &lt;u&gt;เพราะมีราคาถูกและไม่ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยน&lt;/u&gt;&lt;/font&gt; มักเติมลงในเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ซอส ผักดอง แยม เยลลี่ ผลไม้แช่อิ่ม และเครื่อแกงสำเร็จรูป สำหรับ&lt;font color='#FF0000'&gt;&lt;b&gt;กรดโปรปิโอนิก และเกลือโปรปิโอเนต &lt;/b&gt;&lt;u&gt;เหมาะสำหรับใช้ป้องกันการเจริญของเชื้อรา และเกิดเมือกหรือยางเหนียวในโด (dough)&lt;/u&gt; &lt;u&gt;หรือแป้งขนมปังที่ผ่านการนวดแล้ว&lt;/u&gt;&lt;/font&gt; จึงเหมาะที่จะใช้ในอาหารประเภทขนมปัง เค้ก และเนยแข็งชนิดต่างๆ ส่วน&lt;font color='#FF0000'&gt;&lt;b&gt;กรดซิตริก&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; เป็นส่วนประกอบของผลไม้ &lt;font color='#FF0000'&gt;&lt;u&gt;สามารถป้องกันแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี เหมาะสำหรับใส่ในเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม เยลลี่ แยม &lt;/u&gt;&lt;/font&gt;เป็นต้น &lt;br/&gt;&lt;blockquote&gt;       &lt;small&gt;&lt;i&gt;การใช้วัตถุเจือปนอาหารซึ่งรวมถึงวัตถุกันเสียด้วย จะต้องใช้ในปริมาณแค่มากพอ ทำให้เกิดผลตามต้องการ คือไม่ใส่เกินขนาด เพราะผู้บริโภคจะได้สารเหล่านั้นมากเกินความจำเป็น ดังนั้นจึงมีประกาศกระทรวงสาธาณสุข  &lt;b&gt;ห้ามใช้วัตถุกันเสีย ในอาหารที่ไม่จำเป็นที่ต้องใช้สารกันบูดเลย นั่นก็คืออาหารกระป๋อง ที่ผ่านการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์เรียบร้อยแล้ว สำหรับอาหารอื่น ผู้บริโภคจะอ่านได้จากฉลากอาหาร&lt;/b&gt; ว่ามีการใช้วัตถุกันเสียหรือไม่ มีส่วนประกอบอะไรเท่าไหร่ &lt;/i&gt;&lt;/small&gt;&lt;br/&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font color='#000099'&gt;&lt;b&gt;สารกันบูดมีกี่ชนิด&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;br/&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;กรดและเกลือของกรดบางชนิด&lt;/b&gt; เช่น กรดเบนโซอิก กรดซอร์บิก กรดโปรปิโอนิก ฯลฯ และเกลือของกรดเหล่านี้ส่วนใหญ่นิยมใช้ในรูป เกลือของกรด เพราะละลายน้ำได้ง่าย เมื่อใส่ในอาหารเกลือเหล่านี้จะเปลี่ยน ไปอยู่ในรูปของกรด หากอาหารนั้นมีความเป็นกรดสูง กรดจะคงอยู่ในรูป ที่ไม่แตกตัว ซึ่งเป็นรูปที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำลายหรือยับยั้งเชื้อ ดังนั้น อาหารที่จะใช้สารกันบูดชนิดนี้ ควรจะเป็นอาหารที่มีความเป็นกรด ประมาณ 4-6 ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของกรด เช่น น้ำผลไม้ เครื่องดื่ม แยม ผักดองชนิดต่างๆ ขนมปัง ฯลฯ สารกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะให้ผลยับยั้งราและ ยีสต์มากกว่าแบคทีเรีย ข้อดีของสารกลุ่มนี้คือมีความเป็นพิษต่ำ เพราะ ร่างกายคนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นสารอื่นที่ไม่มีพิษและขับถ่ายออกจาก ร่างกายได้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;พาราเบนส์ (parabens)&lt;/b&gt; เป็นสารกันบูดที่มีประสิทธิภาพยับยั้ง หรือทำลายราและยีสต์ได้ดีกว่าแบคทีเรีย และจะมีประสิทธิภาพสูงในช่วง ความเป็นกรดด่าง (pH) กว้างกว่าสารกลุ่มแรกคือประมาณ 2-9 อาหาร ที่นิยมใส่พาราเบนส์ ได้แก่ น้ำหวานผลไม้ น้ำผลไม้ แยม ขนมหวานต่างๆ สารปรุงแต่งกลิ่นรส ฯลฯ ร่างกายคนจะมีกระบวนการขจัดพิษของพาราเบนส์ ได้โดยปฏิกิริยาไฮโดรลีซิส (hydrolysis)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลไฟต์ &lt;/b&gt;กลไกในการทำลายเชื้อของ สารกันบูดชนิดนี้ จะคล้ายคลึงกับสารกันบูดกลุ่มแรก และจะมีประสิทธิภาพสูง ในอาหารที่มีความเป็นกรดด่างปริมาณน้อยกว่า 4 ลงมา จึงนิยมใส่ในไวน์ น้ำผลไม้ต่างๆ ผักและผลไม้แห้ง ฯลฯ สำหรับความปลอดภัยต่อผู้บริโภคนั้น พบว่าแม้สารนี้จะถูกขับออกมาจากร่างกายได้ แต่หากร่างกายได้รับสารนี้ มากเกินไป สารดังกล่าวจะไปลดการใช้โปรตีนและไขมันในร่างกายได้ นอกจากนี้สารกันบูดกลุ่มนี้ยังทำลายไธอามีน (thiamine) หรือวิตามิน B1 ในอาหารด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;สารปฏิชีวนะ &lt;/b&gt;ข้อดีของสารปฏิชีวนะคือ ความเป็นกรดด่างของ อาหาร ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของสาร ซึ่งอาหารที่นิยมใส่สารปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ อาจจะพบว่าใช้กับผักและผลไม้สดด้วย สารปฏิชีวนะ จะทำลายหรือยับยั้งจุลินทรีย์ได้หลายชนิด ขึ้นกับชนิดที่ใช้ ข้อเสียของสารกันบูดชนิดนี้คือมักจะก่อให้เกิดสายพันธุ์ต้านทานขึ้น&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;b&gt;&lt;font color='#000099'&gt;อันตรายจากสารกันบูด&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;นพ.เอี่ยม วิมุติสุนทร ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร มีการนำ สารเคมีชนิดต่างๆ มาใช้ปรุงแต่งอาหาร และสารกันบูดก็เป็นสารเคมีอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใส่ในอาหาร เพื่อช่วยป้องกันหรือช่วยทำลาย เชื้อจุลินทรีย์ไม่ให้เจริญเติบโตทำให้อาหารนั้นอยู่ได้นาน&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;          การใช้สารกันบูด อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เช่น สารกันบูดในกลุ่มของดินประสิว ซึ่งนิยมนำมาใช้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หากใช้ในปริมาณที่เกินกำหนด จะมีผลทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะทำให้เม็ดเลือดแดง หมดสภาพในการพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย จะเกิดอาการตัวเขียวหายใจไม่ออก และอาจถึงตายได้ นอกจากนี้ดินประสิวยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย &lt;br/&gt;          &lt;br/&gt;          "โซเดียมเบนโซเอต" เป็นวัตถุเจือปนอาหารเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด โดยทั่วไปแล้วจะค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็พบว่าทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;นอกจากนี้การ ใช้ในปริมาณที่สูงจะทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร พิษกึ่งเฉียบพลันคือจะทำให้น้ำหนักลด ท้องเสีย ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อต่างๆ เลือดออกในร่างกาย ตับ ไตใหญ่ขึ้น เป็นอัมพาตและตายในที่สุด &lt;big&gt;&lt;big&gt;&lt;b&gt;&lt;font color='#FF0000'&gt;ถ้าได้รับสารนี้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ และทารกในครรภ์มีรูปวิปริต&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/big&gt;&lt;/big&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;          ดังนั้นผู้ผลิตอาหารที่ใช้สารกันบูด ผสมลงในอาหารต้องคำนึง ถึงความปลอดภัยของ ผู้บริโภค เลือกใช้สารกันบูดให้เหมาะสม กับชนิดของอาหารแต่ละประเภท ในปริมาณที่สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้ใช้เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ผลิตอาจจะได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งข้อแนะนำในการเลือกซื้ออาหาร&lt;br/&gt;          &lt;br/&gt;           เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารเคมีในอาหาร ดังนี้ เวลาซื้ออาหารสำเร็จรูปที่บรรจุในกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ควรดูสลากอาหารและเลือกอาหารที่ระบุว่าไม่ใส่สารกันบูด ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ไม่มีการระบุชัดเจนว่าใช้สารกันบูดหรือไม่ หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่ผนึกขายในถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่ไม่ได้ขายหมดวันต่อวัน หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะใส่สารกันบูด เช่น แหนม หมูยอ เนื้อเค็ม เนื้อแห้ง กุนเชียง และน้ำพริกชนิดต่าง ๆ เป็นต้น &lt;br/&gt;&lt;br/&gt;          &lt;big&gt;&lt;i&gt;&lt;font color='#FF0000'&gt;อย่างไรก็ตามการใช้วัตถุกันเสีย ในการถนอมอาหารตามสัดส่วนที่ อย.ระบุว่าปลอดภัยแม้ว่าจะไม่มีอันตราย &lt;b&gt;แต่การหลีกเลี่ยงบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุกันเสีย เช่นน้ำผลไม้ ,ซอสฯ ,ฯลฯ ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกายของเรา &lt;/b&gt;&lt;font color='#006600'&gt;&lt;u&gt;ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ นอกจากจะดู วันผลิต วันหมดอายุแล้ว ควรอ่านฉลากอาหารว่ามีวัตถุกันเสียหรือไม่ มากน้อยเพียงใด&lt;/u&gt;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;/i&gt;&lt;/big&gt;&lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ทีนี้เราก็ทราบที่มา ชนิด และ อันตรายที่ได้จากสารกันบูดแล้วนะครับ จำไว้เสมอนะครับ ต่อไปเวลาเลือกซื้อหา อาหารรับประทาน ให้เลือกซื้ออาหารที่ปราศจากสารกันบูดนะครับ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;a href='http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?q=%CA%D2%C3%A1%D1%B9%BA%D9%B4&amp;amp;select=1' target='_blank'&gt;สนุก&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=71692ce9-a676-8d9f-9637-4b96a55f98fd' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-8894664684509794866?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/8894664684509794866/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=8894664684509794866' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/8894664684509794866'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/8894664684509794866'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/blog-post_26.html' title='สารกันบูดคืออะไร'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-1353352912698259656</id><published>2010-11-21T18:43:00.001-08:00</published><updated>2010-11-21T18:49:11.958-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><title type='text'>Clip VDO เตือนอย่าเชื่อน้ำมันรำข้าวรักษาสารพัดโรค</title><content type='html'>&lt;div align='justify'&gt;จากเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2010 ผมได้ Post เรื่อง &lt;b&gt;&lt;a href='http://health1081009.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' target='_blank'&gt;อย.เตือนอย่าเชื่อน้ำมันรำข้าวรักษาสารพัดโรค&lt;/a&gt;&lt;/b&gt; มาวันนี้ผมไปเจอ File VDO ข่าว จากช่อง 7 และ ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆผู้อ่าน ก็เลยอยากเอามาแบ่งปันใน Blog&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญเพื่อนๆ ผู้อ่านชม Clip ข่าวได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;div align='center'&gt;&lt;iframe width="425" height="344" src="http://www.youtube.com/embed/orzDZJinMyY?fs=1" frameborder="0"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-1353352912698259656?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/1353352912698259656/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=1353352912698259656' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1353352912698259656'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1353352912698259656'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/clip-vdo.html' title='Clip VDO เตือนอย่าเชื่อน้ำมันรำข้าวรักษาสารพัดโรค'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://img.youtube.com/vi/orzDZJinMyY/default.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-4278549667086017191</id><published>2010-11-19T00:12:00.001-08:00</published><updated>2010-11-19T00:12:38.127-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><title type='text'>พบวิธีตรวจหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เจอตั้งแต่ ไม่มีอาการ</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div align='justify'&gt;ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง มหาวิทยาลัย บริสตอล แห่งอังกฤษ ค้นพบสิ่งที่อาจเป็นตัวบอกให้ทราบล่วงหน้าของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ตั้งแต่ยังไม่ทันปรากฏอาการขึ้น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;พวกเขาได้พบโปรตีน 2 ชนิด ที่เรียกกันว่า "ปัจจัยเติบโต" ปรากฏอยู่ในผู้ชายที่ป่วยเป็นปริมาณสูง โปรตีนทั้งคู่มีหน้าที่ควบคุมการเติบโต และพัฒนาตามปกติในอวัยวะกับเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะในมดลูกและระหว่างช่วงตอนเด็ก&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผู้เชี่ยวชาญแมรี แอนน์ โรแลนด์ส หัวหน้าคณะศึกษา กล่าวว่า "ยังเร็วเกินกว่าที่จะบอกได้ว่า จะใช้มันเป็นตัวชี้บอกของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายระยะแรก ก่อนหน้าจะปรากฏอาการได้หรือไม่"&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ทุกวันนี้หมอได้อาศัยการวัดหาสารที่สร้างจากต่อมลูกหมาก ซึ่งจะมีระดับสูงเมื่อมีมะเร็งต่อมลูกหมาก หากแต่การตรวจแบบนี้ไม่บอกให้รู้ตั้งแต่ระยะต้นๆ และยังไม่ค่อยแม่นยำนัก บางครั้งบอกผิดทั้งที่ไม่ใช่บ่อยๆก็มี.&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;b&gt;ที่มา : &lt;a href='http://www.thairath.co.th/content/life/127491' target='_blank'&gt;ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=97cd0b29-e63c-88cf-8713-d0521890b5c0' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-4278549667086017191?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/4278549667086017191/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=4278549667086017191' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/4278549667086017191'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/4278549667086017191'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/blog-post_19.html' title='พบวิธีตรวจหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เจอตั้งแต่ ไม่มีอาการ'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-7198317127303268440</id><published>2010-11-14T09:19:00.000-08:00</published><updated>2010-11-14T09:19:01.058-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Healthy'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><title type='text'>มลพิษทางอากาศเป็นศัตรูร้ายต่อสตรี ไอเสียก่อมะเร็งเต้านม</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div style='text-align: justify;'&gt;อากาศเป็นพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ ยังอาจทำให้ผู้หญิงต้องเสี่ยงกับโรคที่ถึงตายอีกอย่างหนึ่ง เพราะมีการศึกษาพบว่า &lt;span style='font-weight: bold;'&gt;มลพิษจากยวดยานทำให้สตรีต้องเสี่ยงกับโรคมะเร็งเต้านม&lt;/span&gt;ด้วย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;นักวิจัยของสถานวิจัยเอ็มยูเอชวี มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ และมหาวิทยาลัยแห่งมอนทรีล รายงานว่า "เราสังเกตพบอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมได้เพิ่มขึ้นมาสักพักแล้ว โดยไม่มีใครรู้สาเหตุแท้จริง มีอยู่เพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เกี่ยวพันถึงปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากยังไม่มีใครเคยลองศึกษาถึงความเกี่ยวพันของอากาศเป็นพิษกับมะเร็งเต้านม โดยการใช้แผนที่มลพิษทางอากาศอย่างละเอียด เราจึงคิดกันที่จะสอบสวนเรื่องนี้"&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ดร.มาร์ค โกลด์เบิร์ก ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวเปิดเผยผลการศึกษาว่า &lt;span style='font-weight: bold;'&gt;"เราได้พบความเกี่ยวพันระหว่าง &lt;span style='color: rgb(255, 0, 0);'&gt;การเป็นมะเร็งเต้านมของสตรีวัยหมดประจำเดือน&lt;/span&gt;แล้ว กับการ&lt;span style='color: rgb(255, 0, 0);'&gt;สัมผัสกับก๊าซไนโตรเจน ไดออกไซด์ &lt;/span&gt;อันเป็น&lt;span style='color: rgb(255, 0, 0);'&gt;มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการจราจร&lt;/span&gt;"&lt;/span&gt; และเปิดเผยข้อมูลในนครมอนทรีลเป็นตัวอย่างว่า &lt;big&gt;&lt;span style='font-weight: bold; color: rgb(255, 0, 0);'&gt;"ในมอนทรีลระดับของก๊าซนี้ จะอยู่ระหว่าง 5-30 ส่วนต่อพันล้าน เราได้พบว่าความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 25 ทุกที่ปริมาณก๊าซเพิ่มขึ้น 5 ส่วนต่อพันล้าน"&lt;/span&gt;&lt;/big&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div style='text-align: center;'&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;big style='color: rgb(255, 0, 0);'&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;"อาจจะพูดเสียใหม่ได้ว่า สตรีที่อยู่ในบริเวณซึ่งมีปริมาณมลพิษสูงสุด จะเสี่ยงกับที่จะเป็นมะเร็งเต้านม สูงกว่าผู้ที่อยู่ในบริเวณที่มีมลพิษน้อยกว่ากันถึง 2 เท่า.&lt;/span&gt;&lt;/big&gt;&lt;br/&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href='http://www.thairath.co.th/content/life/126468' target='_blank' style='font-weight: bold;'&gt;ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-7198317127303268440?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/7198317127303268440/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=7198317127303268440' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/7198317127303268440'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/7198317127303268440'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/blog-post_14.html' title='มลพิษทางอากาศเป็นศัตรูร้ายต่อสตรี ไอเสียก่อมะเร็งเต้านม'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-1565390244750836297</id><published>2010-11-12T03:58:00.000-08:00</published><updated>2010-11-14T09:34:18.303-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Illness'/><title type='text'>รู้จักกันมั๊ย...เบาจืด</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div style='text-align: justify;'&gt;ไม่รู้จักใช่ไหมล่ะ! ก็ส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า "เบาหวาน" ส่วน "เบาจืด" นั้นฟังดูแปลกหู จนหลายคนออกอาการ...งง???&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;             ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาจืด ไปพร้อมๆ กันเลย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;             โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus) เป็นโรคที่มีการสูญเสียหน้าที่การดูดกลับของน้ำที่ไต เนื่องจากมีระดับของฮอร์โมน ที่ทำหน้าที่ควบคุมการดูดกลับของน้ำลดลง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;             ส่วนสาเหตุที่ระดับฮอร์โมนลดลงนั้น อาจเกิดจากต่อมใต้สมองส่วนหลังถูกทำลาย มีเนื้องอกไปกด หรือเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม กะโหลกศีรษะแตกไปทำลายเนื้อต่อม เป็นต้น&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ลักษณะอาการของผู้ป่วยเบาจืด ที่พบบ่อย คือ &lt;br/&gt;ปัสสาวะมากและบ่อย (ในรายที่เป็นรุนแรงจะถ่ายปัสสาวะบ่อยทุกครึ่ง หรือหนึ่งชั่วโมงทั้งกลางวันและกลางคืน) มีการกระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก เนื่องจากการสูญเสียของน้ำไปทางปัสสาวะมาก ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำตามที่ต้องการ จะกระวนกระวาย คอแห้ง ท้องผูก อ่อนเพลียมาก และอาจหมดสติ อาการที่เกิดอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันได้ค่ะ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ในการวินิจฉัยโรคเบาจืด&lt;br/&gt;             แพทย์จะซักประวัติและการตรวจพิเศษบางอย่าง ส่วนการรักษาโรคนี้ อาจจำเป็ฯต้องรักษาที่ต้นเหตุในสมอง หรือการให้ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการดูดกลับของน้ำที่ไต ทดแทนในผู้ป่วยที่ยังมีฮอร์โมนออกมาบ้าง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ส่วนการดูแลผู้ป่วยโรคเบาจืดนั้น&lt;br/&gt;             นอกจากจะดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยา และปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แล้ว ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะบ่อยมาก จึงควรดูแลความสะอาดหลังการถ่ายปัสสาวะทุกครั้ง&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;             ในกรณีผู้สูงอายุจำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการลุกเดินไปห้องน้ำบ่อยๆ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้นควรดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ และสังเกตว่ามีอาการของการขาดน้ำหรือไม่ เช่น ริมฝีปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกโหล เป็นต้น หากปรากฎอาการผิดปกติที่ไม่แน่ใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;             ทีนี้คงรู้จักโรคเบาจืดกันแล้วนะคะ&lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;ขอขอบคุณข้อมูลจากสวยด้วยแพทย์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=ce31ffb3-75ec-86b9-913e-913e2226c150' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-1565390244750836297?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/1565390244750836297/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=1565390244750836297' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1565390244750836297'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/1565390244750836297'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/blog-post_12.html' title='รู้จักกันมั๊ย...เบาจืด'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-4713865399308160563</id><published>2010-11-11T22:55:00.001-08:00</published><updated>2010-11-11T22:55:54.840-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><title type='text'>พบเด็กเกิดใหม่ป่่วย"ธาลัสซีเมีย"รุนแรงปีละกว่า4พันราย</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div style='text-align: justify;'&gt;พบเด็กเกิดใหม่ป่่วย "ธาลัสซีเมีย"รุนแรงปีละกว่า4พันราย หนุนไทยเป็นศูนย์กลาง ป้องกันควบคุมรักษาโรคระดับเอเซีย&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เมื่อเวลา 16.00น. วันที่ 10 พ.ย.  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการเข้าเยี่ยมคารวะของนายพานอส อิงเกลซอส ประธานสมาพันธ์ธาลัสซีเมียนานาชาติ พญ.แอนดรูลา แอเลฟเธอเรียล ผอ.ฝ่ายการแพทย์สมาพันธ์ฯ ศ.นพ.สุทัศน์ ฟู่เจริญ ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ ในการให้บริการแก่ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย  ว่า ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ธาลัสซีเมียแห่งชาติ ปี 2550 – 2554 มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประธานสมาพันธ์ธาลัสซีเมียนานาชาติ ได้แสดงความชื่นชมการแก้ไขปัญหาธาลัสซีเมียของประเทศไทย ที่มีความก้าวหน้าในการดูแลผู้ป่วย ทั้งมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และการดูแลรักษาที่ดี&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ขณะนี้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาฟรี รวมทั้งยาสำคัญที่ใช้ในการรักษา 2 ใน 3 ชนิด ได้บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งสมาพันธ์ธาลัสซีเมียนานาชาติ อยากเห็นไทยพัฒนาศูนย์ดูแลผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ขึ้นเป็นศูนย์ระดับชาติ และต้องการร่วมมือกับ ไทยพัฒนาศูนย์นี้ให้เป็นศูนย์ระดับภูมิภาคต่อไป เพื่อช่วยดูแลประเทศใกล้เคียงในแถบเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว กัมพูชา พม่า ที่มีผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมาก ได้มอบหมายให้ กรมอนามัยปรึกษาหารือ ในรายละเอียดกับสมาพันธ์ธาลัสซีเมีย นานาชาติ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold; color: rgb(51, 51, 255);'&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วย โรคธาลัสซีเมียปีละกว่า 21,500 ล้านบาท แต่หากเราสามารถควบคุมป้องกัน โดยการตรวจคัดกรองค้นหากลุ่มเสี่ยงได้ดี จะมีค่าใช้จ่ายเพียงปีละ 125 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาลงได้ เป็นอย่างมากทั้งนี้ประเทศไทยพบชายหญิง ที่มีพันธุกรรมโรคธาลัสซีเมียแอบแฝงในตัว 37% หรือประมาณ 24 ล้านคน และมีคู่สมรสเสี่ยงมีบุตรเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงปีละ 17,000 คู่ &lt;span style='color: rgb(255, 0, 0); text-decoration: underline;'&gt;ในแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่เป็นธาลัสซีเมีย ชนิดรุนแรงที่ต้องรับการรักษา 4,253 ราย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;ที่มา : &lt;a href='http://www.thairath.co.th/content/life/125938' target='_blank'&gt;ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=1a7f2297-2d49-8cc7-b548-e13e7580c597' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-4713865399308160563?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/4713865399308160563/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=4713865399308160563' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/4713865399308160563'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/4713865399308160563'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='พบเด็กเกิดใหม่ป่่วย&amp;quot;ธาลัสซีเมีย&amp;quot;รุนแรงปีละกว่า4พันราย'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-5491285536624727367</id><published>2010-11-11T03:58:00.000-08:00</published><updated>2010-11-14T09:27:45.111-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Healthy'/><title type='text'>เป็นมะเร็ง ออกแรงได้ ไม่ต้องนอนพัก ออกเหงื่อได้เช่นคนปกติธรรมดา</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div style='text-align: justify;'&gt;ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหมอจะสั่งให้คนไข้มะเร็งพยายามพักผ่อนให้มาก อย่าออกแรงทำสิ่งใดระหว่างที่รักษาอยู่ เพื่อเก็บแรงเอาไว้ ต่อสู้กับโรค&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แต่ทุกวันนี้นับวันยิ่งมีหมอและนักวิจัยมากขึ้น พากันบอกให้คนไข้ใช้แรงให้มากเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะช่วยให้ชนะโรคได้มากกว่า จนคณะผู้ทรงคุณวุฒิของวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน ซึ่งเห็นหลักฐานความสำคัญของการออกกำลังของคนไข้มากขึ้น ได้ปรับปรุงข้อแนะนำในเรื่องนี้เสียใหม่&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;คณะได้ลงความเห็นว่า "คนไข้และผู้ที่รอดจากโรค ควรพยายามออกกำลัง ขนาดเดียวกับที่ได้แนะนำกับคนทั่วไป นั่นคือออกกำลังแบบแอโรบิก ในขนาดปานกลางถึงหนักหน่วง ให้ได้อาทิตย์ละ 150 นาที"&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผู้อำนวยการด้านโภชนาการและการออกกำลัง ของสมาคมแพทย์โรคมะเร็งอเมริกัน หมอโคลลีน ดอยล์ บอกว่า "การออกกำลังเป็นเรื่องสำคัญของคนไข้มะเร็ง แต่หมอและผู้มีอาชีพทางสาธารณสุขอีกหลายคน ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยอยู่ ทำให้สงสัยว่า การออกกำลังของคนไข้ จะปลอดภัยหรือไม่ สำหรับคณะของเราแล้วได้ลงความเห็นว่ามันปลอดภัย".&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;ที่มา : &lt;a href='http://www.thairath.co.th/content/life/125659' target='_blank'&gt;ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-5491285536624727367?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/5491285536624727367/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=5491285536624727367' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/5491285536624727367'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/5491285536624727367'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/blog-post_11.html' title='เป็นมะเร็ง ออกแรงได้ ไม่ต้องนอนพัก ออกเหงื่อได้เช่นคนปกติธรรมดา'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-718127467443202567</id><published>2010-11-09T01:51:00.000-08:00</published><updated>2010-11-09T01:52:04.282-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องต้องรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้เรื่องยา'/><title type='text'>ด่วน! อย.เพิกถอนยา Rosiglitazone เพราะไม่ปลอดภัย</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div style='text-align: justify;'&gt;&lt;big style='color: rgb(255, 102, 0);'&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;อย.สั่งเพิกถอนยา Rosiglitazone จากบัญชียาหลักไทย พร้อมเรียกเก็บยาคืนจากท้องตลาดอย่างเร่งด่วน ด้าน สสส.-กพย.เผยยา Rosiglitazone แพง-เสี่ยงไม่ปลอดภัย ชี้ 30 ประเทศทั่วโลกร่วมแบนแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/big&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div style='text-align: center;'&gt;&lt;img src='http://pics.manager.co.th/Images/553000016768801.JPEG' style='max-width: 800px;'/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;       &lt;br/&gt;       วันนี้ (9 พ.ค.) โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จัดประชุมเรื่องความ&lt;span style='font-weight: bold; color: rgb(255, 0, 0);'&gt;เสี่ยงในการใช้ยาของคนไทย : กรณีศึกษายาเบาหวานโรสิกลีตาโซน (Rosiglitazone)&lt;/span&gt; หลังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สั่งเพิกถอนจากบัญชียาหลักไทย พร้อมเรียกเก็บยาคืนจากท้องตลาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งยาโรสิกลีตาโซน เป็นยาใหม่อยู่ในกลุ่ม thiazolidinedione ได้รับอนุมัติข้อบ่งใช้รักษาเบาหวานชนิดที่ 2 นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัท แกล็กโซสมิทไคลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ในรูปแบบยาเม็ดมีทั้งที่เป็นสูตรยาเดี่ยวและสูตรยาผสม ได้แก่ Rosiglitazone (Avandia®) Rosiglitazone+metformin (Avandamet®) และ Rosiglitazone+glimepiride (Avandaryl®)&lt;br/&gt;       &lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;        ภญ.วิมล สุวรรณเกศาวงษ์&lt;/span&gt; หัวหน้าศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย.กล่าวว่า สืบเนื่องจากปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลด้านยา (Drug Regulatory Authority) ของประเทศต่างๆ ได้กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงของยาโรสิกลีตาโซนเพิ่มเติม ซึ่งแบ่งเป็น 2 มาตรการ ได้แก่ การระงับการจำหน่าย และการจำกัดการใช้ยาอย่างเข้มงวด สำหรับประเทศไทย อย.ได้มีการแจ้งเตือน บุคลากรทางการแพทย์ถึงความเสี่ยงของการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนประกอบของโรสิกลีตาโซนแล้ว และขอความร่วมมือให้สถานพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ให้ใช้ยาดังกล่าวเมื่อมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงเท่านั้น&lt;br/&gt;       &lt;br/&gt;       ล่าสุด การประชุมคณะอนุกรรมการศึกษา และเฝ้าระวังอันตรายจากการใช้ยา ครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ที่ประชุมมีมติ เสนอคณะกรรมการยาให้เพิกถอนทะเบียนตำรับยา ที่มีส่วนประกอบของโรสิกลีตาโซน &lt;span style='color: rgb(255, 0, 0); font-weight: bold;'&gt;เนื่องจากมีข้อมูลความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด&lt;/span&gt; &lt;span style='text-decoration: underline;'&gt;โดยในสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเจ้าของผลิตภัณฑ์มีการระงับการจำหน่าย และให้ยานี้ออกจากท้องตลาด&lt;/span&gt; และมีตัวยาอื่นที่สามารถใช้ทดแทนได้ และในช่วงระหว่างดำเนินการเสนอเพิกถอนทะเบียนตำรับยา ให้&lt;span style='font-weight: bold; text-decoration: underline;'&gt;ขอความร่วมมือบริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้าฯ ในการระงับการจำหน่ายยาที่มีส่วนประกอบของโรสิกลีตาโซน และเรียกเก็บยาคืนจากท้องตลาดอย่างเร่งด่วน&lt;/span&gt;&lt;br/&gt;       &lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;        ผศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข&lt;/span&gt; รองผู้จัดการแผนงานสร้างกลไก เฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการในต่างประเทศ ในการตั้งรับยาโรสิกลีตาโซนนั้น ล่าสุด &lt;span style='font-weight: bold;'&gt;สำนักยาแห่งยุโรปรวม 27 ประเทศ ซูดาน อียิปต์ และอินเดีย มีการเพิกถอนรายชื่อยาโรสิกลีตาโซนไปแล้วจากตำหรับยา&lt;/span&gt; &lt;span style='text-decoration: underline;'&gt;ขณะที่องค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration/FDA) จำกัดการใช้ยาในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์&lt;/span&gt; &lt;span style='font-weight: bold; text-decoration: underline; color: rgb(255, 0, 0);'&gt;แม้ล่าสุด อย.จะสั่งให้มีการเพิกถอนโดยสมัครใจแล้ว แต่ผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ ปรากฏการณ์การเบิกจ่ายยาแพง โดยเฉพาะกลุ่มราชการที่สามารถเบิกค่ายาได้เต็มที่ กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก จึงอยากให้ผู้ป่วยตระหนักว่า การใช้ยาแพงไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะได้ยาดีและปลอดภัย หากไม่มีการตรวจสอบ&lt;/span&gt;&lt;br/&gt;       &lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;        รศ.ภก.ดร.ณธร ชัยญาคุณาพฤกษ์ &lt;/span&gt;หัวหน้าศูนย์วิจัยผลลัพธ์ทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงการศึกษาวิจัยความคุ้มค่า ของการใช้ยาไพโอกลีตาโซน (Pioglitazone) เทียบกับยาโรสิกลีตาโซน (Rosiglitazone) ซึ่งในขณะที่ทำการศึกษาในปี 2004 นั้น แม้ยาไพโอกลีตาโซนจะมีราคาสูงกว่าโรสิกลีตาโซน แต่มีข้อมูลระบุว่าสามารถลดระดับไขมันได้ดีกว่า ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดที่สูงกว่า แต่ล่าสุดในช่วงปี 2007-2009 มีการวิจัยหลายฉบับ ที่แสดงให้เห็นผล เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจจากการใช้ยาโรสิกลีตาโซน เมื่อประกอบกับในท้องตลาดเริ่มมียาไพโอกลีตาโซน ที่เป็นยาสามัญจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่ายาโรสิกลีตาโซน ที่เป็นยาต้นฉบับ ฉะนั้นข้อมูลปัจจุบันจึงสนับสนุนว่ายาไพโอกลีตาโซน จัดเป็นยาทางเลือกที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ความปลอดภัยและความคุ้มค่า&lt;br/&gt;       &lt;br/&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;        ภญ.วรสุดา ยูงทอง &lt;/span&gt;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงสาเหตุที่ยาโรสิกลีตาโซน ถูกถอนออกจากบัญชียาหลัก และล่าสุด อย.ประกาศเพิกถอนแล้วนั้น เพราะเมื่อเทียบกับ pioglitazone แล้วมีข้อด้อยกว่าเรื่อง &lt;br/&gt;&lt;ol style='color: rgb(255, 0, 0);'&gt;&lt;li&gt;ไม่มี generic product คือ มีบรรจุในบัญชียาหลักทำให้ต้องนำเข้า ค่าใช้จ่ายสูง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ต้องรับประทานวันละ 2 ครั้ง &lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ข้อมูลประสิทธิภาพต่อ lipid profile ด้อยกว่า pioglitazone &lt;br/&gt;&lt;/li&gt;&lt;li style='font-weight: bold;'&gt;ซึ่งมีหลักฐานชี้ชวนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีอาการปวดน้ำ โดยเฉพาะผู้หญิงมีความเสี่ยงในการเกิดกระดูกแตกหักได้ง่าย&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href='http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9530000158150' target='_blank' style='font-weight: bold;'&gt;ผู้จัดการ Online&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class='zemanta-pixie'&gt;&lt;img src='http://img.zemanta.com/pixy.gif?x-id=bcf6ce55-e19a-86e4-b1f8-5b3dda0d5443' alt='' class='zemanta-pixie-img'/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-718127467443202567?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/718127467443202567/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=718127467443202567' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/718127467443202567'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/718127467443202567'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/11/rosiglitazone.html' title='ด่วน! อย.เพิกถอนยา Rosiglitazone เพราะไม่ปลอดภัย'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-620612977788408063</id><published>2010-10-19T21:01:00.000-07:00</published><updated>2010-11-08T20:06:28.097-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องจริงเตือนภัย'/><title type='text'>อย.เตือนอย่าเชื่อน้ำมันรำข้าวรักษาสารพัดโรค</title><content type='html'>&lt;div xmlns='http://www.w3.org/1999/xhtml'&gt;&lt;div style='text-align: justify;'&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;big&gt;&lt;a href='http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=38&amp;amp;contentID=98796' target='_blank' style='font-weight: bold;'&gt;คณะกรรมการอาหารและยา เตือนอย่าหลงเชื่อน้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว โวสรรพคุณรักษาสารพัดโรค&lt;/a&gt;&lt;/big&gt;&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;&lt;div style='text-align: center;'&gt;&lt;img src='http://www.dailynews.co.th/content/images/1010/18/medicine.jpg' style='max-width: 800px;'/&gt;&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;วันนี้ 18 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบเกี่ยวกับการโฆษณาน้ำมันรำข้าว โดยได้รับการร้องเรียนจากสมาคมขายตรง เกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว โดยระบุสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง หัวใจรูมาตอยด์ ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน เป็นต้น มีการอ้างผลการทดสอบจากผู้รับประทาน และประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ต่อสู้กับโรคร้ายต่าง ๆ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;“ซึ่งจากการตรวจสอบไม่มีข้อเท็จจริงทางวิชาการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือ และเอกสารที่ปรากฏน่าจะเป็นการตัดต่อข้อมูลของกลุ่มสมาชิกผู้จำหน่ายสินค้า ซึ่ง อย.ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ทำการโฆษณา ให้ระงับการโฆษณา และดำเนินการตามกฎหมายต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม อย.มีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะที่จริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเสริม นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติเท่านั้น จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะมุ่งหวังรักษาโรคโดยเด็ดขาด อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจต้องตัดเท้า ผู้ป่วยมะเร็งมีอาการทรุดหนัก เป็นต้น หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับการรักษา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่หวังผลทางการค้ามากเกินไปทั้งนี้ โฆษณาส่วนใหญ่เป็นการจำหน่ายในลักษณะขายตรง ซึ่งบางรายบางเครือข่ายอาจหาประโยชน์ที่ผิดกฎหมายในลักษณะแชร์ลูกโซ่ จึงขอให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม”.&lt;br/&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;span style='font-weight: bold;'&gt;ที่มา : &lt;a href='http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=38&amp;amp;contentID=98796' target='_blank'&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br/&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-620612977788408063?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/620612977788408063/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=620612977788408063' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/620612977788408063'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/620612977788408063'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='อย.เตือนอย่าเชื่อน้ำมันรำข้าวรักษาสารพัดโรค'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6419216617469968010.post-264137436654038430</id><published>2009-12-15T20:50:00.001-08:00</published><updated>2009-12-15T20:50:14.861-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้ทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Sex ใครคิดว่าไม่สำคัญ'/><title type='text'>เซ็กส์ ที่ชายไม่กล้าบอกสาว ตอนร่วมรัก</title><content type='html'>&lt;p style="TEXT-ALIGN: justify"&gt;แน่ นอน ผู้ชายอยากให้คุณทำอะไรหลายอย่างในระหว่างกิจกรรมรักของคุณทั้งสอง แต่บางครั้งเขาก็ไม่ยอมพูดออกมา เราออกสำรวจข้อมูลเด็ดๆ สำหรับคุณ ที่เขาไม่ยอมบอกคุณแต่บอกเรา&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;เป็น เรื่องธรรมดาที่ผู้ชายส่วนใหญ่ มักจะพูดคุยโม้กับเพื่อนฝูงของเขาว่า เขานะเด็ดแค่ไหนในเรื่องอย่างว่า แม้ว่าจะไม่เคยลงลึกในรายละเอียดขนาด นั้น แต่รู้มั้ยว่าพอให้พูดถึงความลับในใจจริงๆ เกี่ยวกับเรื่องบนเตียง พวกผู้ชายก็เอาแต่รูดซิบปิดปากเงียบ&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ เราออกสำรวจความคิดเห็นจากผู้ชายทั้งหลาย และผู้เชี่ยวชาญก็ได้พบคำตอบว่า พวกเขามีความต้อง การที่แตกต่างและหลากหลายมาก ดร.ซานดอร์ การ์โดส ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MyPleasure.com บอกว่า "จริงๆ แล้วผู้ชายมีความต้อง การที่หลากหลายจากคนรัก ทั้งเรื่องท่วงท่า ทำนอง และความชอบที่ทั้งคู่จำเป็น ต้องปรับจูนให้ติด" ... แล้วมันมีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมต้องการให้ผู้หญิงเริ่มก่อนบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;/strong&gt;แน่ นอน ผู้หญิงอาจต้องให้เวลานานกว่า เพื่อที่จะค่อยๆ เข้าสู่อารมณ์ของห้วงสัมผัสแห่งรัก แต่ผู้ชายโดย ธรรมชาติไม่ต้องใช้เวลามากมาย ตัวเขามีสิ่งที่เอื้ออำนวยอยู่แล้ว ผู้ชายก็เลยถูกคาดหวังให้เริ่มก่อน แต่รู้มั้ยว่าบางครั้งถ้าคุณเริ่มก่อน มันก็ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้มากทีเดียว ดร.กลอเรีย เบรม นักเพศศาสตร์์บำบัด จากจอร์เจียบอกว่า "ผู้หญิง จำนวนมากเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ไม่ใช่ของพวกเธอในการเริ่มต้นกิจกรรมรัก แต่ถ้าอยากได้เซ็กซ์ที่สมบูรณ์แบบ ผู้หญิงก็ควรมีส่วนร่วมในการเริ่มกิจกรรมด้วย ไม่ใช่เป็นฝ่ายรอให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ ผู้หญิง ก็เพื่อกระตุ้นเร้าให้เริ่มต้นกิจกรรมรักก่อน คุณอาจลองจินตนาการนึกถึงเซ็กซ์ที่เผ็ดร้อนก่อน หน้านี้ หรือไม่ก็นึกถึงดาราในดวงใจ "มันคงไม่เลวร้ายนัก ถ้าจะนึกถึงคนอื่น เพราะมันจะช่วยทำให้เราตื่นเต้นได้ ง่าย และนำไปสู่เซ็กซ์ที่เยี่ยมยอด" ดร.เบรมแนะนำ "แต่คุณต้องไม่บอกเรื่องจินตนาการนี้ให้เขา รู้"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;"ความหลากหลายในกิจกรรมรัก และยากต่อการคาดเดา จะทำให้ผู้ชายตื่นเต้นมากตลอดเวลา"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมต้องการกิจกรรมรักที่สนุก และ "ไม่เกร็ง"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;/strong&gt;กิจกรรม รักในชีวิตจริงมักไม่เหมือนในหนังที่สมูทลื่นไหลไม่มีขาดตอน แน่นอนความผิดพลาดอาจเกิดขึ้น ได้เสมอระหว่างกิจกรรมรัก ดร.การ์โดสบอก "ทุกท่วงท่าทำนองอาจไม่ได้ดั่งใจ หรือไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่ถ้ามัวคิดมากก็เสียเวลา ปล่อยๆ ไปบ้าง หัวเราะบ้างจะทำให้ไม่เกร็ง แถมยังผ่อนคลายทำให้คุณและเขา ได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นด้วย" แชส วัย 28 บอกว่า "มีอยู่คืนหนึ่งผมลองท่า ใหม่กับแฟน ปรากฏว่าศีรษะเธอชนกับขอบเตียง ดีที่เธอไม่เป็นอะไรเลย แต่เราก็หัวเราะแล้วก็เมคเลิฟกันต่อให้จบ" นอกจากนี้ความ สนุกจากกิจกรรมรักย่อมต้องมีมากกว่าเสียงหัวเราะ เช่น เมื่อบางอย่างเกิดผิดพลาด คุณและเขาอาจคิด เล่นเกมสนุกๆ ก็ได้ อย่างเช่น ถ้าเขาทำพลาด คุณสองคนก็หัวเราะกับมัน แต่ก็ให้เขาชดเชยด้วยสิ่งที่คุณชอบแทน&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผม อยากให้คุณกระซิบหรือบอกเป็นนัยๆ ว่า คุณต้องการอะไร&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;/strong&gt;ผู้ชาย ส่วนใหญ่อยากให้ผู้หญิงในชีวิตเขาจดจำเขาไปตลอด และแน่นอนในเรื่องเซ็กซ์ ผู้ชายอยากรู้ว่าผู้หญิง ต้องการอะไร เพราะเขาอยากเป็นที่สุดของเธอ แต่ผู้หญิงมักจะมีแรงขับในเรื่องนี้น้อยกว่าผู้ชาย ก็เลยเห็นว่าเรื่องบนเตียงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ดร.การ์โดสบอก "ผู้ชายจะชอบถ้าผู้หญิงค่อยๆ แนะเขาว่าควรทำอะไรบ้าง และไม่ได้สั่งเขาว่าฉันต้องการอะไร" และเมื่อถึงเวลา ต้องบอกเขาเป็นนัยๆ เพื่อให้เขาทำให้คุณพอใจ จงให้กำลังใจเขาด้วย ดร.เบรม แนะนำว่า "บอก เขาว่าเทคนิคที่เขาทำให้คุณนั้นทำให้คุณรู้สึกดีแค่ไหน คราว หน้าถ้าเขาทำให้อีก ก็ชมเขาว่าเทคนิคของเขามันเยี่ยมยอดแค่ไหน และคุณอยากให้เขาทำให้คุณบ่อยๆ" เป็นการเตือนว่าเขาน่าจะ ทำทุก ครั้ง แต่ถ้าเกิดเขาทำให้คุณไม่พอ ลองหาตัวช่วย มองหาส่วนประกอบ เช่น มือของเขาที่จะทำให้คุณรู้สึกพอใจ แต่ถ้าคุณเขิน ลองพูดว่า "อยากลองอะไรใหม่ๆ ทำให้หน่อยสิคะ"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมชอบดูคุณไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;/strong&gt;สำหรับผู้ชายเขาชอบมองพอๆ กับชอบทำ ไทเลอร์ วัย 21 เล่าให้ฟังว่า "ครั้ง หนึ่ง ผมกับแฟนเคยเมคเลิฟกัน หน้ากระจกบานใหญ่ มันทำให้ผมสนุกจริงๆ ครับ ผมว่ามันฮ็อตสุดๆ ที่เซ็กซี่ที่สุดคือแฟนผม เธอดูมีความสุข ยิ่งทำให้ผมไม่รู้ลืมเลยครับ" คำแนะนำ : ดร.บ๊อบ เบอร์โควิช ผู้ร่วมเขียนเรื่อง When Men Stop Having Sex บอก ถ้าจะให้เขารู้สึกได้ด้วยทางตา "ใส่ชุดชั้นในไว้สักชิ้นก็ดี มันจะทำให้เขาได้จินตนาการ" หรือ ลองท่าที่คุณอยู่ข้างบนและกำกับเขา วิธีนี้เขาจะได้ดูคุณตลอดเวลาถ้ากล้าหน่อยลองใช้มือของตัวเองลูบไล้ ้สัมผัสร่างกาย เพราะสำหรับเขาแล้วคุณจะดูเซ็กซี่มากๆ&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมอยากให้คุณเปิดใจ&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;/strong&gt;ผู้หญิง ส่วนใหญ่อาจจะเปรี้ยวเซี้ยวแก่นแก้ว ซุกซน แต่พอถึงกิจกรรมรักกลับนิ่งๆ ซะงั้น ดร.เบรมให้ความ คิดเห็นว่า อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง "ดี" และ "ไม่ดี" ที่มีผลต่อจิตใจพวกเธอ หรือ บางคนกลัวผู้ชายมองว่าเป็นตัวประหลาด "แต่ผู้ชายไม่อยากให้ผู้หญิงคิดแบบนี้ ทว่าเขาไม่รู้วิธีพูด แม้ว่าเขาอยากให้เธอเปิดใจ"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;ดัง นั้นไม่เห็นจะยาก ถ้าเรารู้ว่าผู้ชายคิดแบบนี้ คราวหน้าลองแสดงให้เขารู้ เช่น ก่อนจะไคลแม็กซ์ลองจับก้น เขาแน่นๆ หรือจิกข่วนหลังเขาเบาๆ ดร.การ์โดสเสริมว่า ถ้าคุณชอบเซ็กซ์ก็แสดงให้เขารู้ไปเลยว่าคุณชอบ และคุณต้องการเขามากแค่ไหน คุณอาจจะอยากทำอะไรอื่นๆ ที่เขาคาดไม่ถึงก็ได้ อย่างท่วงท่าลีลาทำนองใหม่ๆ หรือทดลองของเล่นใหม่ๆ นิค วัย 27 บอกว่า "ผม ไป เดินเล่นช้อปปิ้งกับแฟน แล้วเราก็แวะที่ร้านขายของเซ็กซ์ช้อป เราซื้อของเล่น มาชิ้นหนึ่ง ซึ่งเรานำมาทดลอง มันสนุกมาก แต่ที่ผมว่าที่แจ๋วมากก็คือ แฟนผมแฮปปี้ แล้วเปลี่ยนท่าไปในตัว หรือไม่ก็ลองใช้มือและร่างกายทุกส่วนให้สัมผัสกันและกันเพื่อหมุน เกลียวรัก ให้แนบแน่น"&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณที่มาบทความจาก Cosmopolitan&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ที่มา &lt;span style="COLOR: #0000a0; FONT-FAMILY: Tahoma"&gt;FW Mail&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6419216617469968010-264137436654038430?l=health1081009.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://health1081009.blogspot.com/feeds/264137436654038430/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6419216617469968010&amp;postID=264137436654038430' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/264137436654038430'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6419216617469968010/posts/default/264137436654038430'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://health1081009.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='เซ็กส์ ที่ชายไม่กล้าบอกสาว ตอนร่วมรัก'/><author><name>WebMaster.</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
