Monday, December 27, 2010

หน้าอกหน้าใจ อะไรบ้างที่คุณผู้หญิงควรรู้ ควรดูแล

ถึงแม้มันจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ของความเป็นหญิง แต่ก็ยังมีอาจมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คุณยังไม่กระจ่างใจเกี่ยวกับมัน และบ่อยครั้งมันก็ถูกละเลย จากพวกคุณผู้หญิงไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นอย่าได้พลิกผ่านหน้านี้ไปทีเดียวเชียว เรามีวิธีการดูแลรักษาสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ทั้งจากหมอ ผู้เชี่ยวชาญ และเซียนด้านแฟชั่นและความงาม ที่จะทำให้หน้าอกของคุณมีสุขภาพดีและสวยงามดึงดูดใจ

การออกกำลังกายอย่างวิดพื้น จะช่วยให้หน้าอกใหญ่และกระชับขึ้นได้จริงเหรอ?
มีผลบ้าง แต่มันไม่ได้ส่งผลโดยตรง ต่อหน้าอกซึ่งไม่มีกล้ามเนื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้านใต้หน้าอก จึงทำให้คุณดูเหมือน "อึ๋ม" ขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะถ้าหน้าอกคุณค่อนข้างเล็ก ลองทำท่ากายบริหารอย่างวิดพื้นหรือ Chest Flies (นอนหงายหลัง โดยถือดัมเบลล์เอาไว้ในมือแต่ละข้าง กางแขนออกเป็นรูปตัว T ให้ต่ำกว่าระดับไหล่ งอข้อศอกเล็กน้อย และยกดัมเบลล์ทั้งสองข้างเหนือหน้าอก) 3 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง สัปดาห์ละ 3 วัน คุณน่าจะเห็นผลดีขึ้นภายใน 3 สัปดาห์

มีอะไรช่วยไม่ให้หน้าอกหย่อนยานก่อนวัยอันควรบ้าง?
หน้าอกคุณจะหย่อนยาน (หรือเต่งตึง) แค่ไหน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่คุณสามารถชะลอ การหย่อนยานได้โดยหลีกเลี่ยง การเพิ่มหรือลดน้ำหนักแบบโยโย่ เพราะจะทำให้เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงหน้าอก ตามธรรมชาติหย่อนยาน นอกจากนี้ การใส่ยกทรงที่กระชับพอดีตัว โดยเฉพาะในขณะออกกำลังกาย จะช่วยป้องกันการหย่อนยานได้ ด้วยการช่วยรักษารูปทรงของเต้านมไว้ และบรรเทาการฉีกขาดของเส้นเอ็น คุณจะต้องให้แน่ใจว่ายกทรงทั้งตัวมีความกระชับพอ เนื่องจากร้อยละ 90 ของการประคับประคอง จะมาจากแถบผ้ารอบตัวไม่ใช่สายชุดชั้นใน ฉะนั้น ถ้ายกทรงหลวมเกินไป มันก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้

ทำไมหน้าอกของฉันใหญ่ขึ้นและเจ็บก่อนมีประจำเดือน
โทษฮอร์โมนของคุณได้เลย เหตุผลแรกคือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุของการบวมน้ำ ทำให้หน้าอกบวมและนุ่มมากขึ้น ส่วนฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดเช่นกัน “ฮอร์โมนพวกนี้กำลังเตรียมร่างกายของเราให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ และส่งสัญญาณไปยังท่อน้ำนมให้ขยายออก ซึ่งนี่อาจทำให้เจ็บปวดได้” คุณควรหลีกเลี่ยงน้ำตาล คาเฟอีน และอะไรก็ตามที่มีโซเดียมอยู่มาก เพราะทั้งสามอย่างนี้จะเพิ่มการกักเก็บของเหลว ซึ่งจะทำให้หน้าอกของคุณใหญ่ขึ้นชั่วคราว (และตัวบวมด้วย)

ทำไมหน้าอกแต่ละข้างไม่เท่ากัน?
เพราะคุณเป็นคนปกติ น้อยคนนักที่จะมีหน้าอกเท่ากัน ขนาดต่างกัน 1-2 คัพก็ยังถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ พญ.บูธ ยังชี้ว่า ความไม่เท่ากันนั้น อาจเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากการตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร แต่ควรระวังไว้ว่า หากเต้านมข้างหนึ่งใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงเนื้องอก แม้ว่าจะเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวจริง ควรไปพบแพทย์ด่วน

ขนพวกนี้มันอะไรกัน?
อาจจะน่ารำคาญ แต่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ทางแก้ง่ายๆ ก็คือถอนมันออกซะ ลองถอนหลังจากคุณอาบน้ำอุ่น เพราะ รูขุมขนจะขยายกว้างขึ้น และจะถอนเส้นขนได้ง่ายกว่า

ทำไมหน้าอกถึงมีรอยแตกเป็นลาย
เป็นผลมาจากการขยายขนาดโดยฉับพลัน ไม่ว่าเพราะคุณแตกเนื้อสาว ตั้งครรภ์ หรือเพราะน้ำหนักเพิ่มขึ้น แม้ครีมจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รอยเหล่านี้ก็จะจางลงเรื่อยๆ

ลูกมีผลกระทบอย่างไรต่อหน้าอก
อันดับแรกเลยคือ หน้าอกของคุณอาจจะใหญ่ขึ้น แต่หลังจากมีลูกแล้ว ผู้หญิงหลายคนบอกว่า หน้าอกลดขนาดลงกว่าก่อนตั้งครรภ์ ถึงแม้จะไม่มีเหตุผลทางชีววิทยา ว่าทำไมหน้าอกถึงหด และมีขนาดเล็กลงหลังจากให้นมบุตรแล้ว บางทีเนื้อเยื่อในเต้านมอาจจะเปลี่ยนแปลง ก็เลยดูเหมือนว่าเล็กลงก็ได้ และบางทีมันอาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องแลกกับการทำสิ่งที่เหลือเชื่อ อย่างการให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกก็ได้

อยากเสริมเต้านม เสี่ยงหรือเปล่า?
แน่นอน มันถือเป็นผ่าตัดใหญ่เลย ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจรวมไปถึงการติดเชื้อ ชาด้าน ภาวะแทรกซ้อนของแผลเป็น หรือแผลฉีกขาด แม้ว่าราคาของการเสริมทรวงอกอาจจะถูกและล่อตาล่อใจ แต่คุณควรนึกถึงสุขภาพเป็นอันดับแรก (ไม่ใช่นึกถึงเงิน) ให้มองหาแพทย์ที่มีประสบการณ์ และขอดูภาพผลงานก่อน-หลัง พร้อมกับคุยกับคนไข้คนก่อนๆ เกี่ยวกับผลของการเสริมหน้าอกเสียก่อน

ที่มา : FW Mail


Friday, December 24, 2010

ความริษยาทำให้เราดีขึ้น?

ความสำเร็จนั้นหอมหวาน แต่มันก็ทำให้คนที่ริษยาคุณ อยากจะโค่นล้มคุณเสียเหลือเกิน และจากการศึกษาพบว่า คนที่กลัวที่จะถูกริษยานั้น จะปฏิบัติตัวดีขึ้นกับคนที่อิจฉาริษยาเขา

ความอิจฉาริษยานั้นมีสองแบบ คือ ความอิจฉา ที่เป็นความรู้สึกที่เป็นเชิงบวก อันนี้จะทำให้ผู้ที่มีอารมณ์อิจฉาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น กับ ความริษยา ที่เป็นความรู้สึกทางลบ คนที่รู้สึกริษยา จะอยากดึงคนที่ประสบความสำเร็จลงมา

ในการทดลองเรื่องนี้ พวกเขาจะแบ่งอาสาสมัครออกเป็นสองกลุ่ม โดยที่กลุ่มนึงจะได้รับรางวัล 5 ยูโร โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนอีกกลุ่มจะได้รับรางวัล ตามคะแนนที่ได้จากการตอบคำถาม จาการทดลองนี้พบว่า ถ้าการได้รับรางวัลนั้นสมเหตุสมผล (กลุ่มได้รับรางวัลตามคะแนน) พวกเขาจะถูกอิจฉา แต่หากไม่สมเหตุสมผล (กลุ่มที่ได้ 5 ยูโร) พวกเขาจะถูกริษยาแทน

หลังจากนั้น อาสาสมัครจะถูกสอบถามถึง ระยะเวลาที่ตนจะยินดีรับฟังคำแนะนำ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ กลุ่มที่คิดว่าถูกริษยานั้น จะยอมเสียสละเวลามากกว่ากลุ่มที่คิดว่าถูกอิจฉา นอกจากนี้แล้วเมื่อผู้ทดลอง ลองทำยางลบจำนวนหนึ่งหล่นพบว่า กลุ่มที่คิดว่าตัวเองถูกริษยานั้น จะยินดีที่จะช่วยเขามากกว่าด้วย

นักจิตวิทยา van de Ven แห่งมหาวิทยาลัย Tilburg ที่ทำการทดลองเรื่องนี้เลยสรุปว่า "เรามักคิดว่าคุณที่ดีกว่าคนอื่น ควรจะแบ่งบันให้กับคนอื่นบ้าง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรายินดีจะทำเมื่อเราดีขึ้น การกลัวที่จะถูกริษยาต่างหาก ที่ทำให้เราปรับปรุงความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่น"

ที่มา: APS


Wednesday, December 22, 2010

10 ตัวช่วย สร้างเซ็กซ์ให้ซาบซ่าน

อยากเร่งเครื่องชีวิตรักของตัวเองงั้นหรือ เรามีรายงานพิเศษเรื่องของจำเป็นในห้องนอน ที่จะเขย่าโลกของคุณ ซึ่งข้อดีก็คือ คุณมีพวกมันส่วนใหญ่พร้อมอยู่แล้ว
  • หมอน
    เมื่อเอามาวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม หมอนสามารถช่วยคุณให้อยู่ในท่าใหม่ และเพิ่มความหลากหลายให้แก่ท่าดั้งเดิมที่คุณโปรดปรานได้ เช่น ลองเอาหมอนรองไว้ใต้ก้นตอนทำท่ามิชชันนารี หรือเอามันไว้ระหว่างขาในระหว่างที่อยู่ในท่า Spoon (ท่าทีผู้ชายกอดคุณจากทางด้านหลัง)

  • ไวเบรเตอร์
    คำถามไม่ใช่ว่าทำไมต้องหาไวเบรเตอร์มาใช้ด้วย แต่ต้องถามว่า ก็ทำไมถึงจะไม่หามาไว้ใช้สักอันเล่า คุณสามารถใช้มันกับตัวเอง เพื่อสำรวจว่าอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกดี หรือใช้กับคู่รักของคุณ เพื่อเพิ่มมิติใหม่ให้แก่เซ็กซ์ของทั้งคู่ มีรายงานว่าผู้หญิงที่ใช้ไวเบรเตอร์ มีระดับความพึงพอใจทางเพศ กับคู่ของเธอ เพิ่มขึ้น ความต้องการทางเพศที่เพิ่มขึ้น และออกัสซั่มได้ง่ายขึ้น

  • สารหล่อลื่น
    ไม่เพียงแต่สารหล่อลื่น จะทำให้อะไรต่ออะไรไหลลื่นไปได้ง่ายขึ้น มันยังช่วยให้เซ็กซ์กินเวลานานขึ้น และเพิ่มความคล่องตัว ที่ทำให้ทดลองใช้ท่าต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย สารหล่อลื่นสูตรน้ำเหมาะที่สุด ถ้าคุณกลัวแพ้ ในขณะที่สูตรซิลิโคนจะคงประสิทธิภาพได้นานกว่า

  • คู่มือเซ็กซ์ดีๆ
    ในเรื่องเซ็กซ์แล้ว เราไม่อาจรู้เรื่องไปเสียหมดทุกอย่าง นั่นจึงเป็นเหตุผล ที่คุณควรมีคู่มือเรื่องเพศดีๆ เอาไว้ข้างกายสักเล่ม เพื่อให้ความกระจ่าง แก่ตัวเองในเรื่องที่ข้องใจ เกี่ยวกับสรีระหรือปฏิกิริยาบางอย่างของร่างกาย แม้แต่เทคนิคดีๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาแบ่งปัน อ่านไป จิบไวน์ไป หรือนำมาพูดคุยกับคู่รักของคุณไปพลางๆ

  • ของเล่นสุดสนุก
    ไม่ว่าจะเป็นของน่ารักๆ อย่างขนนก ผ้าพันคอ หรือวิปครีม หรือไม่ค่อยน่ารักนัก เช่น แส้ กุญแจมือ ของเล่นเหล่านี้ช่วยเพิ่มรสชาติ และความตื่นเต้นให้แก่ฉากรักของคุณได้ นอกจากนี้ ยังมีของเล่นเซ็กซ์โดยเฉพาะ ที่มีจำหน่ายตามเซ็กซ์ช็อป หรือแม้แต่ตามเว็บไซต์ ที่คุณอาจลองแวะเข้าไปดูและเลือกสั่งมาลองใช้ดูบ้าง

  • เคเกล
    การบริหารแบบเคเกล ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอด และ เชิงกรานของคุณแข็งแรงขึ้น ยิ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้แข็งแรงมากขึ้นเท่าไหร่ ความรุนแรงของออกกัสซั่ม ของคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การบริหารกล้ามเนื้อเหล่านี้ ยังทำทำให้การไหลเวียนโลหิต ในช่วงเชิงกรานดี ขึ้น ความชุ่มฉ่ำเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความตื่นตัว และความวาบหวามเพิ่มขึ้น และคุณยังสามารถบีบรัดกล้ามเนื้อช่องคลอด ในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพิ่มความสุขทางเพศแก่เขาและคุณได้อีกด้วย วิธีการทำเคเกลก็คือ การเกร็งช่องคลอดเหมือนกับพยายามจะกลั้นปัสสาวะ จากนั้นก็คลาย แล้วทำซ้ำ

  • ซีดีเพลง
    ทุกคนรู้ว่าดนตรีดีๆ สามารถสร้างบรรยากาศ โรแมนติกได้ หัวใจสำคัญก็คือ การหาเพลงที่ทำให้คุณเกิดอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิก อ่อนหวานหรือดนตรีจังหวะเร้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดจังหวะที่ทำให้เสียอารมณ์ หาเครื่องเล่นซีดี แบบต่อเนื่องหลายๆ แผ่น ที่จะปล่อยเสียงเพลงให้ดำเนินไปอย่างไหลลื่น

  • ชุดชั้นในเซ็กซี่
    เช่นเดียวกับการใส่รองเท้าวิ่ง ทำให้เกิดอารมณ์อยากจะออกไปจ็อกกิ้ง การใส่ชุดชั้นในวาบหวาม ก็ช่วยให้คุณทั้งดูเซ็กซี่ขึ้น และรู้สึกเซ็กซี่ด้วย นี่เป็นคำบอกเล่าจาก ดอเรียน โซล็อต ผู้เขียนหนังสือเรื่อง I Love Female Orgasm บอกเช่นนั้น และมันไม่จำเป็นต้องเป็นชุดชั้นในราคาแพง ถึงจะใช้ได้ แค่ใส่อะไรก็ตามที่คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเอง และรู้สึกเซ็กซี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสายเดี่ยว กับกางเกงขาสั้น บราดันทรงกับกางเกงในสายเดี่ยว หรือชุดชั้นในผ้าซาตินแบบเต็มตัว กับรองเท้าส้นสูง คุณยังสามารถใช้ชุดชั้นใน เพื่อเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง ให้แตกต่างออกไปด้วย ก็ได้ เช่น อ่อนหวานหรือซุกซน ลองหาชุดชั้นในแบบที่พูดถึงตัวเอง อย่างชัดเจนที่สุด แล้วนำเอามันมาใช้ในห้องนอนดูบ้าง

  • สื่ออีโรติก
    สื่ออีโรติกสามารถทำให้คุณเกิดอารมณ์ และเป็นไอเดียอันบรรเจิด ที่คุณสามารถเอามาลอง กับคู่รักของคุณได้ โซล็อตบอกเช่นนั้น และคำว่า “สื่ออีโรติก” ของเราก็หมายความถึงสื่อทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือหนัง ทั้งหนังรักซาบซึ้ง หรือหนังเรตอาร์แสนวาบหวาม หนังสือเรตเอ็กซ์ หรือแม้แต่นิยายโรแมนติกก็ตามที

  • ความซื่อสัตย์และจริงใจ
    คุณไม่อาจเอาสิ่งนี้สอดไว้ใต้หมอน หรือใส่ไว้ที่ลิ้นชักหัวเตียงได้ แต่ความซื่อสัตย์ อาจเป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อใดก็ตามที่คุณเก็บงำอะไรเอาไว้ในใจ มันจะสร้างกำแพงที่กั้นขวางระหว่างคุณ กับความสุขในห้องนอน ลองเปิดใจตัวเองกับคู่ของคุณ และสื่อสารกันให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกฉากรักของคุณ ไม่ว่าจะมีของเล่นอะไรหรือไม่ก็ตาม เป็นฉากรักที่แสนยอดเยี่ยมทุกครั้งไป


Tuesday, December 21, 2010

เปลี่ยนหนุ่มเซ็กซ์ห่วย ให้เป็นหนุ่มร้อนแรง

ใช้เคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อนำทางชายหนุ่มของคุณให้ก้าวสู่สุดยอดในเรื่องบนเตียง

ใช่แล้ว คุณรักชายหนุ่มของคุณ และก็...ไม่เลย--คุณไม่ได้อยากเปลี่ยนเขาแม้แต่น้อย แต่มาพูดกันอย่างจริงใจหน่อยเถอะ มันไม่มีอะไรเลยสักอย่างเลยหรือหรือที่เขาทำ (หรือไม่ได้ทำ) ในเรื่องบนเตียง ที่คุณอยากจะแก้ไขมันสักหน่อย? ปัญหาก็คือ สิ่งสุดท้ายที่ผู้ชายต้องการก็คือ การตกเป็นหนึ่งในโครงการปรับปรุงบ้านให้ดีขึ้นของคุณ--โดยเฉพาะในเรื่องบนเตียงแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าคุณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยในเรื่องนี้ คุณก็แค่ต้องการแผนการดีๆ สักอย่างสองอย่าง เพื่อหลอกล่อให้ชายหนุ่มของคุณเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเองโดยไม่ทันรู้ตัว และนี่คือแผนการสำหรับคุณ

  • โค้ชเขา
    เช่นเดียวกับโค้ชทีมฟุตบอล ที่กระตุ้น และ แนะนำแนวทาง ให้ทีมของเขามุ่งสู่ชัยชนะ เราผู้หญิงก็สามารถนำทางผู้ชาย สู่ชัยชนะบนเตียงได้เช่นกัน ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การผลักดันเขาในแง่บวกและการคิดบวก เพราะปกติผู้ชายก็เป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว เขาอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นยังไงบ้าง และเขาอยากให้คุณเชียร์เขาให้ได้ชัยชนะ ฉะนั้น เพื่อจูงใจชายหนุ่มของคุณในทางที่ดี ลองกระตุ้นความกระตือรือร้นของเขาด้วยการแสดงความเห็นที่ให้กำลังใจกัน อะไรที่คุณไม่ควรทำน่ะหรือ? การวิจารณ์ไงล่ะ นั่นไม่มีทางได้ผลแน่นอน เช่นเดียวกับการดูถูกเขา ลองบอกเขาว่าสิ่งไหนที่เขาทำแล้วดีจะดีกว่า และก็เริ่มจากตรงนั้นแหละ

  • ล้างสมองเขา
    คนเราใช้การสะกดจิต เพื่อทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งลดความอ้วน ฉะนั้น ทำไมไม่ลองใช้รูปแบบของมัน เพื่อปลูกฝังความคิดบางอย่างในเรื่องเซ็กซ์ ลงไปในหัวของเขาดูบ้างล่ะ หลักการง่ายๆ ของการสะกดจิตก็คือ การสร้างคำพูดบางอย่าง ในเรื่องที่คุณต้องการ และพูดมันซ้ำๆ กันเพื่อให้มันฝังลงไปในจิตใต้สำนึก ฉะนั้น ลองเริ่มด้วยการหาว่า คุณต้องการอะไรในเรื่องเซ็กซ์ เช่น อยากให้เขาเล่นกันหน้าอกของคุณมากขึ้น ในระหว่างมีเซ็กซ์ จากนั้น ก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี การล้างสมองเขาต้องการพลังงานในแง่บวก ไม่ใช่การระเบิดอารมณ์ใส่เขาว่า “ทำไมคุณไม่เคยจับหน้าอกฉันเลย” ซึ่งจะกลายเป็นคนละเรื่องกันทันที ขั้นต่อมาก็หำพุดหรือการกระทำบางอย่าง ที่จะฝังลไงปในหัวของเขา เช่น ในขณะที่ทำเรื่องอย่างว่ากันอยู่ ลองสัมผัสหน้าอกตัวเองในแบบที่คุณชอบ หรือแอ่นหน้าอกตัวเองไปเคล้าเคลียใกล้ๆ เขา พร้อมกับพูดว่า “ฉันชอบมากเลยเวลาที่คุณเล่นกับหน้าอกของฉัน” มันจะทำให้เขาเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าการสัมผัสหน้าอกของคุณเป็นเรื่องที่ดี และเมื่อเขาทำตามก็ตบท้ายว่า “ดีเหลือเกิน วันหลังเราทำแบบนี้อีกนะ” มันจะยิ่งทำให้เขาเชื่อว่า การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่คุณรอคอย และเมื่อเขาเห็นหน้าอกคุณ เขาก็จะอยากเล่นกับมันอีก

  • ให้รางวัล
    นักฝึกสัตว์ใช้วิธีการง่ายๆ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมของสุนัข นั่นก็คือการให้รางวัล และถ้าเทคนิคของพวกเขาทำให้สุนัขแก่ๆ เรียนรู้ลูกเล่นใหม่ๆ ได้ มันก็น่าจะช่วยให้ชายหนุ่มของคุณทำอะไรใหม่ๆ ได้เช่นกัน แต่คุณต้องใช้มันให้ถูกจังหวะและเวลา นั่นก็คือให้แน่ใจว่าคุณให้รางวัล ชายหนุ่มของคุณทันทีที่ทำอะไรที่ถูกต้อง พูดออกไปทันทีว่า “ฉันช่างโชคดีอะไรเช่นนี้” ทันทีที่เขาทำในสิ่งที่คุณอยากให้เขาทำ หัวใจสำคัญอีกอย่างก็คือ การหยุดพูดถึงสิ่งที่คุณต้องการ และลงมือทำซะ บางทีผู้หญิงก็พูดมากเกินไป เช่นเดียวกับการที่คุณไม่เคยพยายาม ให้เหตุผลแก่สุนัขของคุณ เวลาคุณอยากให้มันทำอะไร แต่แค่แสดงให้เห็นมันว่าคุณอยากให้มันทำอะไร ผู้ชายก็เช่นกัน บางทีพวกเขาก็ไม่อยากฟังว่าคุณต้อกงารอะไร แต่อยากเห็นว่าคุณอยากได้อะไรมากกว่า

  • ท้าทายเขา
    เราทุกคนต่างรู้ว่าผู้ชายชอบเล่นเกม ฉะนั้น ทำไมไม่กระตุ้นความชอบ แข่งขันในตัวเขาดูบ้าง และทำให้ชีวิตเซ็กซ์ของคุณสนุกขึ้น ดว้ยการท้าทายสนุกๆ เพราะระดับเทสทอสเทอโรน ที่สูงอย่างมากในตัวผู้ชาย การได้ชัยชนะจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับเขา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ชายบางคนจึงชอบการแข่งขันบางอย่าง ถึงแม้มันจะดูบ้าอย่างมาก การท้าทายผู้ชาย เป็นการเล่นกับความปรารถนาที่ติดตัวมาแต่เกิดของเขา ที่จะพิสูจน์ตัวเองกับคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการท้าทายที่เน้นการกระทำ หรืออะไรที่ต้องใช้กำลังกายนั่นเอง ฉะนั้น ถ้าคุณอยากได้แอคชั่นบนเตียงที่มากขึ้น--ก็ลองท้าทายเขาได้เลย


Saturday, December 18, 2010

คนใจยักษ์ ใช้ความรักเป็นเหยื่อ ทำร้ายคู่ชีวิตอย่างแสบสันต์

ผมอ่านเจอ Mail นี้ใน Mail Group แต่อ่านจบแล้ว รู้สึกว่า Subject ข้อคิดจากชีวิตจริง ก่อนจะมีเซ็กซ์ มั่นใจหรือไม่ว่าปลอดเอดส์ มันไม่เหมาะกับเนื้อหาเลย ก็เลยขอเปลี่ยนเป็นแบบที่ตัวเองคิดว่าเห็นสมควร ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นอย่างไรนั้น ลองอ่านดูกันก็แล้วกันครับ
เรื่องที่ 1
เด็กหญิงอายุ 15 ปี มารดามาแจ้งความ ว่าพ่อเลี้ยงกระทำชำเราลูกสาวระหว่างแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เด็กบอกว่า ถูกพ่อเลี้ยงปลุกปล้ำ แต่ในครั้งต่อๆมา ตัวเด็กยินยอมมีพสพ.โดยสมัครใจ พยาบาลแผนกสังคมสงเคราะห์ซักประวัติมารดา ถึงสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ในครอบครัว ตัวคนเป็นแม่เล่าไปร้องไห้ไป ดูแล้วมีความคับข้องใจมาก คุณพยาบาลเข้าใจว่า มารดาคงจะเสียใจ ที่ลูกยอมนอนกับพ่อเลี้ยง

แต่ในที่สุด แม่ของเด็กก็เล่าความจริงออกมาว่า ตัวเธอตรวจพบว่า เป็นผู้ติดเชื้อมาหลายปีแล้ว สามีคนเก่าก็เสียชีวิตจากการติดเชื้อไปหลายปี จึงได้ย้ายที่อยู่ และ ในทีุ่สุดก็มาพบกับสามีคนปัจจุบัน และอยู่กินกัน โดยสามีใหม่ไม่ทราบ เพราะเธอเองกินยาสม่ำเสมอ สุขภาพแข็งแรงดีมาตลอด

แต่แล้ว เคราะห์กรรมก็มาตกกับลูกสาวอย่างคาดไม่ถึง!!!
เรื่องที่ 2

ผู้ชาย อายุราวๆ 35 ปี มาตรวจด้วยอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ไอเรื้อรัง จากประวัติในใบส่งตัว ระบุว่าเป็นวัณโรคปอด และได้เจาะ HIV พบว่าผลเป็นบวก

เราเดินไปตรวจคนไข้ที่เตียง เลียบๆเคียงๆถามว่า หมอที่รพ.แรกได้แจ้งผลตรวจเลือดหรือไม่ คนไข้บอกว่าไม่ทราบ

จึงถามอีกว่า คนไข้มีโรคประจำตัวหรือไม่ เคยกินยาใดๆประจำหรือไม่ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า ผป.โรคเอดส์บางส่วนจะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าตนเองเป็นโรค แต่ไม่อยากบอกหมอตรงๆ ถ้าถามไปแบบอ้อมๆ อาจจะพอบอกบ้าง

ปรากฏว่า คนไข้รายนี้ ตอบคำถามอย่างซื่อๆ ดูแล้วไม่มีความสงสัยเลยว่าตัวเองติดเชื้อ

เราก็เลยหันไปหาภรรยา เพื่อจะถามอาการเพิ่ม พอมองหน้าฝ่ายหญิง เราก็ต้องตกใจ เพราะผู้หญิงคนนี้ เป็นผู้ติดเชื้อ ที่เราเคยรักษาในรพ.อำเภอเมื่อหลายปีก่อน
คนไข้มารับยาต้านกินอยู่ประจำ

เราทำเป็นจำเขาไม่ได้ ก็ลองถามเรื่องสุขภาพ ต่างๆนานา เขาก็บอกว่าแข็งแรงดี

เราได้แต่คิดว่า ทำไมเลือดเย็นแบบนี้ เห็นผู้ชายแล้วเวทนา ฝ้าขาวเต็มปาก ตามขาก็พุพอง ถ้าเขารู้ตัว่าติดเชื้อ ก็จะได้กินยา ในขณะที่ฝ่ายหญิง กินยามาตลอด 5 ปี ดูสบายดีทุกอย่าง

ก็ไม่ได้ถามหรอกนะ ว่าสามีใหม่หรือเก่า หรือจะเป็นสามีที่นำโรคมาติด เลยแก้แค้นซะ?? แต่ถ้าเป็นสามีใหม่ ก็น่าสงสารมากๆ
เรื่องที่ 3

ผู้หญิง อายุ 35 ปี มาฝากท้อง ตรวจเลือดพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ คนไข้บอกว่าทราบมานานแล้ว และกินยาต้านอยู่ประจำ

สามีคนนี้เป็นคนที่สอง เพิ่งมาอยู่ด้วยกันได้ปีกว่าๆสามียังไม่เคยมีลูก ก็เลยไม่ได้ใช้ถุงยาง

เราถามว่า แล้วเขารู้หรือเปล่าว่าตัวคนไข้เป็นผู้ติดเชื้อ คนไข้ตอบว่า "คงรู้มั้ง ก็หนูมารพ.ทุกเดือน เขาคงรู้เอง"

เวรกรรม เราเชื่อว่าฝ่ายชายไม่รู้หรอก

เราไม่ได้ว่าเหมารวมผู้ติดเชื้อทั้งหมดนะ มันก็เหมือนสังคมทั่วไปหละ ต้องมีทั้งคนดี คนไม่ดี แต่อยากเตือนใจไว้ว่า ปัจจุบัน ยาต้านไวรัสมีจ่ายฟรีที่รพ.รัฐทุกแห่ง
ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีโอกาสรับยา จะว่าไปน่าจะเกือบ 100% เพราะตัดปัญหาค่าใช้จ่ายไปได้ บางคนถ้าอาย ก็ไปรับยาที่ต่างอำเภอที่ไกลจากบ้านตัวเอง

ผู้ติดเชื้อ ถ้ารับยาสม่ำเสมอ ร่างกายเขาก็จะแข็งแรงดี เหมือนได้เริ่มชีวิตใหม่

และในที่สุด ก็จะอยากมีครอบครัวใหม่ อยากมีคนรัก อยากมีลูก เพราะลึกๆแล้ว เขาอาจจะเชื่อว่า เขาหายแล้วก็ได้ เหมือนเป็นแค่ เบาหวาน ความดัน ที่กินยาทุกวันก็สบายดี

แล้วคนไทย ไม่นิยมเจาะเลือดก่อนแต่งซะด้วย จะว่าไป เคสเหล่านี้ก็มักจะไม่ได้แต่งงานอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว มักเป็นคนที่ผ่านชีวิตคู่มาบ้างแล้ว และก็เริ่มมีคู่ใหม่อย่างง่ายๆไม่มีพิธีรีตองอะไร

ก่อนจะแต่งงาน หรือมีเซ็กซ์กับใคร ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้สวมถุงยางเสมอ
เรื่องที่ 4

อีกกลุ่มที่น่าห่วงคือวัยรุ่น

เคยพบเด็กวัยรุ่น ที่ติดเชื้อจากพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิด เธอได้รับการดูแลอย่างดีจากญาติๆ และไปตรวจรับยาตามหมอนัดทุกครั้ง สุขภาพร่างกายแข็งแรงมาตลอด

จนอายุ 19 เป็นสาวสวย ที่ดูแล้วแข็งแรงสมบูรณ์ แล้วเธอก็ท้องกับเพื่อนชาย เราถามเด็กว่า แฟนหนูรู้มั้ย ว่าหนูเป็นโรคอะไร เด็กตอบว่า "เขารู้ แต่เขาไม่กลัว" เออหนอ ไม่รู้ว่ากล้าหาญเพราะรักจริง หรือว่ามันเด็กจนไม่รู้จักกลัวอะไร

ถ้าคุณเป็นเธอ ที่ติดโรคจากแม่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พอโตเป็นสาว อยากมีแฟนเหมือนคนอื่น คุณจะทำยังไง วัยรุ่นอายุเท่านี้ จะคิดถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตคนอื่นได้หรือไม่? ในเมื่อเขาก็มีความต้องการทางร่างกาย จิตใจเหมือนคนอื่นๆ

ล่าสุด เด็กสาวอายุ 15 มาคลอดลูก ตรวจเลือดพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ เด็กคนนี้ติดจากเพศสัมพันธ์กับแฟนที่อายุมากกว่า

แล้วในวันข้างหน้า อนาคตอีกหลายสิบปีของเด็กคนนี้ เด็กจะมีความยับยั้งชั่งใจพอหรือเปล่า ที่จะไม่แพร่เชื้อสู่คนอื่นต่อไปอีก?

ในเมื่อเราห้ามคนอื่นไม่ได้ ก็จงระวังตัวของท่านเองให้ดีๆก็แล้วกัน
เรื่องที่ 5

ครั้งหนึ่งตอนที่จบตรีใหม่ๆ ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องเข้าไปเป็นตัวเสริมในการให้คำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์

ได้เจอคนที่กำลังจะแต่งงานกันคู่หนึ่งมาตรวจเลือด ผลปรากฏว่าฝ่ายชายติดเชื้อ รู้ตัวอยู่แล้ว ระหว่างรอผล แวะมาบอกแพทย์ว่าไม่ต้องการบอกฝ่ายหญิง เอาจรรยาแพทย์มาขู่ว่า หมอบอกผลเลือดของเขาให้แฟนรู้ไม่ได้ ถ้าเขาไม่ยินยอม

รายนี้เล่นเอาจิตตก เพราะนอกจากจะไม่ต้องการบอกแล้ว ยังจะเอาการตรวจเป็นประกันอีกว่าไม่มีโรค

พูดออกมาได้ว่า เดี๋ยวตอนเขาป่วยจะไม่มีใครดูแล

ช่างไม่คิดถึงผู้หญิงที่ตัวเองบอกว่ารัก ผู้หญิงที่แข็งแรงสมบรูณ์ ผู้หญิงที่มีความฝันว่าจะมีลูก จะสร้างครอบครัวกับคนที่เธอรักที่สุด

ในโรงพยาบาลส่งต่อกันให้วุ่น จนถึงมือจิตแพทย์ ก็ไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไรนะ เพราะขอลาออกจากทีมมาก่อน บอกหัวหน้าไปว่า คงยังเด็กไป วุฒิภาวะยังไม่พอจะรับมือกับเคสนี้

ให้คำปรึกษาก่อนตรวจนั้นทำได้ วางแผนเพื่อบอกผลก็ทำได้ นัดให้คำปรึกษาหลังจากที่รู้ผลแล้ว และต้องปรับตัวก็ทำได้

แต่จะให้นั่งมองหน้าฆาตกร นั่งฟังเขาระบายความห่วงใยตัวเองว่าจะไม่มีใครดูแลในอนาคต จนต้องทำลายคนอีกคนหนึ่ง มันทำไม่ได้จริงๆ

ปล ถึงตอนนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับเคสแบบนี้ไหว
เรื่องที่ 6

แถมไปอีกสักอัน เมื่อวานนี้เอง

ผู้ชายอายุ 36 ปี ตายไม่ทราบสาเหตุ ประวัติจากภรรยาว่าไม่มีโรคประจำตัว อ่อนเพลีย ปวดหัวมากมาราวๆ 2 สัปดาห์ ไปตรวจแล้วCTแล้วก็ไม่พบความผิดปกติ แพทย์นัดตรวจในอีก 1 สัปดาห์แต่ตายไปก่อน

เรานั่งฟังประวัติ ดูอายุ ก็สั่งตรวจเลือดหา HIV ทันที ผลก็คือบวกไม่พลิกโผอะไร เจาะน้ำไขสันหลังมาส่อง .....แหม รายั้วเยี้ยเชียว ได้เหตุตายเรียบร้อย

แต่ที่ยากก็คือการบอกกับภรรยาเขานี่สิ เราบอกไปทั้งๆที่สงสารเขามากๆ พอภรรยาเขารู้ว่าสามีตัวเองตายจากอะไรนี่...จากที่ร้องไห้กลายเป็นนั่งนิ่งตาค้างแล้วก็พึมพำว่า "ไม่จริงๆ"

และที่มันน่าอนาถที่สุดก็คือการที่ผลออกมาว่าภรรยาของเขามีผลเลือดเป็นบวก เพิ่งแต่งงานกันมาได้แค่ปีกว่า และกำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน......
.
.
.
ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ "กรณีนี้เป็นเคสทั่วๆไปที่พบได้แทบจะทุกสัปดาห์"

ที่มา ข้อคิดจากชีวิตจริง ก่อนจะมีเซ็กซ์ มั่นใจหรือไม่ว่าปลอดเอดส์


Friday, November 19, 2010

พบวิธีตรวจหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เจอตั้งแต่ ไม่มีอาการ

ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง มหาวิทยาลัย บริสตอล แห่งอังกฤษ ค้นพบสิ่งที่อาจเป็นตัวบอกให้ทราบล่วงหน้าของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ตั้งแต่ยังไม่ทันปรากฏอาการขึ้น

พวกเขาได้พบโปรตีน 2 ชนิด ที่เรียกกันว่า "ปัจจัยเติบโต" ปรากฏอยู่ในผู้ชายที่ป่วยเป็นปริมาณสูง โปรตีนทั้งคู่มีหน้าที่ควบคุมการเติบโต และพัฒนาตามปกติในอวัยวะกับเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะในมดลูกและระหว่างช่วงตอนเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญแมรี แอนน์ โรแลนด์ส หัวหน้าคณะศึกษา กล่าวว่า "ยังเร็วเกินกว่าที่จะบอกได้ว่า จะใช้มันเป็นตัวชี้บอกของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายระยะแรก ก่อนหน้าจะปรากฏอาการได้หรือไม่"

ทุกวันนี้หมอได้อาศัยการวัดหาสารที่สร้างจากต่อมลูกหมาก ซึ่งจะมีระดับสูงเมื่อมีมะเร็งต่อมลูกหมาก หากแต่การตรวจแบบนี้ไม่บอกให้รู้ตั้งแต่ระยะต้นๆ และยังไม่ค่อยแม่นยำนัก บางครั้งบอกผิดทั้งที่ไม่ใช่บ่อยๆก็มี.

ที่มา : ไทยรัฐ


Thursday, November 11, 2010

เป็นมะเร็ง ออกแรงได้ ไม่ต้องนอนพัก ออกเหงื่อได้เช่นคนปกติธรรมดา

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหมอจะสั่งให้คนไข้มะเร็งพยายามพักผ่อนให้มาก อย่าออกแรงทำสิ่งใดระหว่างที่รักษาอยู่ เพื่อเก็บแรงเอาไว้ ต่อสู้กับโรค

แต่ทุกวันนี้นับวันยิ่งมีหมอและนักวิจัยมากขึ้น พากันบอกให้คนไข้ใช้แรงให้มากเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะช่วยให้ชนะโรคได้มากกว่า จนคณะผู้ทรงคุณวุฒิของวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน ซึ่งเห็นหลักฐานความสำคัญของการออกกำลังของคนไข้มากขึ้น ได้ปรับปรุงข้อแนะนำในเรื่องนี้เสียใหม่

คณะได้ลงความเห็นว่า "คนไข้และผู้ที่รอดจากโรค ควรพยายามออกกำลัง ขนาดเดียวกับที่ได้แนะนำกับคนทั่วไป นั่นคือออกกำลังแบบแอโรบิก ในขนาดปานกลางถึงหนักหน่วง ให้ได้อาทิตย์ละ 150 นาที"

ผู้อำนวยการด้านโภชนาการและการออกกำลัง ของสมาคมแพทย์โรคมะเร็งอเมริกัน หมอโคลลีน ดอยล์ บอกว่า "การออกกำลังเป็นเรื่องสำคัญของคนไข้มะเร็ง แต่หมอและผู้มีอาชีพทางสาธารณสุขอีกหลายคน ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยอยู่ ทำให้สงสัยว่า การออกกำลังของคนไข้ จะปลอดภัยหรือไม่ สำหรับคณะของเราแล้วได้ลงความเห็นว่ามันปลอดภัย".

ที่มา : ไทยรัฐ

Friday, October 2, 2009

โรคถูกสาป

รู้จัก...โรคถูกสาป

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire

หลัง ข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ "โรคถูกสาป" ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ "โรคถูกสาป" นี้กันค่ะ...

โรค ถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curseป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย

สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก ดังนั้น การหลับนอนจึงจำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

คุณนนทิญา อินต๊ะ แม่น้องออมทรัพย์ หรือ ด.ญฐิติญาพร วัตรเยื้อง เล่าให้ฟังว่า ลูกของเธอเกิดวันที่ 26 กันยายน พ.ศ 2549 ปัจจุบันอายุ 2 ปี 5 เดือน น้องออมทรัพย์คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยในวันแรกที่คลอด แพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ จึงส่งตัวให้ทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ หาสาเหตุอาการป่วย และท้ายที่สุดแพทย์ได้สรุปว่า น้องออมทรัพย์ป่วยด้วยโรคถูกสาป คือ การสั่งการของสมองมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง

"ทั้งตัวเองและสามีไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เราเสียใจร้องไห้อยู่นาน คิดวนเวียนแต่ว่าเราไปทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงได้มาตกกับลูก ลูกต้องถูกเจาะคอและเจาะหน้าท้องเพื่อให้นมทางสายยาง แรกๆ เครียดมาก แต่พอได้อยู่กับลูกที่โรงพยาบาล ได้เห็นเตียงข้างๆ เขาเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กบางคนนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด แต่พ่อแม่เขายังสู้ เลยหันกับมาฮึดสู้เพื่อลูกบ้าง" คุณแม่น้องออมทรัพย์ กล่าว

ปัจจุบันน้องออมทรัพย์ไม่เคยได้กลับบ้าน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอน ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าทางพ่อและแม่สามารถพาน้องกลับบ้านได้ แต่จะต้องมีเครื่องช่วยหายใจกลับไปด้วย ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ว่านี้ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ราคาเครื่องละประมาณ 500,000 บาท นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว คุณแม่น้องออมทรัพย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมๆ กับการช่วยเหลืออีกแรงจากทีมแพทย์

"เงิน 500,000 แสนบาท มันเป็นเงินที่เยอะมากๆ สำหรับครอบครัวเรา ตัวเราเองก็พยายามวิ่ง ติดต่อทุกทางไปติดต่อที่ อบต.จังหวัด เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณเร่งด่วน ถ้าครอบครัวเราจะทำสัญญาผ่อนเงินจำนวนนี้จะไหวไหม เราก็เอากลับมาคิดตอนนี้ทั้งตัวเองและสามีก็พยายามหาทางเต็มที่ เราก็หวังว่าวันหนึ่ง ลูกจะได้กลับไปอยู่บ้าน ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ตอนนี้ก็พยายามไม่ร้องไห้ แต่อาจมีบ้างตอนคิดถึงลูกแล้วมาเยี่ยมไม่ได้"

ต่อมา เรื่องราวของน้องออมทรัพย์ได้รับการตีแผ่ผ่านรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ปรากฏว่า มี ผู้ใจบุญบริจาคเงินเข้ามามากสำหรับเครื่องช่วยหายใจทั้ง 1 เครื่อง โดยทีมแพทย์วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะให้กับน้องออมทรัพย์ก่อน เนื่องจากทางครอบครัวมีความพร้อมมากกว่า

ด้าน รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล หน่วยโรคระบบหายใจ ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ในเมืองไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคถูกสาปทั้งหมด 3 ราย คนไข้เคสแรกในเมืองไทย ชื่อ ข้าวปุ้น ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว พ่อและแม่เขาค่อนข้างมีฐานะเลยสามารถซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ ทุกวันนี้ เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ส่วนอีกคนคือ ชื่อน้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล อายุ 3 ขวบครึ่ง นอนอยู่เตียงใกล้กับน้องออมทรัพย์

"ปกติเด็กเหล่านี้ เราต้องให้เขาอยู่โรงพยาบาลถึง 3 ขวบ แต่น้องออมทรัพย์พัฒนาการค่อนข้างเร็วเลยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ ก่อน 3 ขวบ แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้นาน 5 ปี ซึ่งของเด็กจะราคาแพงกว่าเด็กโตหรือของผู้ใหญ่ แต่หากน้องโตแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดที่กระบังลมใส่เครื่องกระตุ้น กระบังลมในการหายใจให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน" คุณหมอ กล่าว

ล่า สุด ยอดการบริจาคมากพอสำหรับเครื่องช่วยหายใจอีก 1 เครื่อง สำหรับ น้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องช่วยหายใจและการรักษาอีกมากพอ สมควร ...ทีมงานกระปุกดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะช่วยเหลือ "น้องออมทรัพย์" สามารถบริจาคไปได้ที่บัญชีคุณแม่น้องออมทรัพย์ น.ส. นนทิญา อินต๊ะ เพื่อ ด.ญ. ฐิติญาพร วัตรเยื้อง ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดคลองสวน เลขที่บัญชี 310-2-31383-5 และผู้ที่สนใจบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจของ "น้องมิ้นท์" สามารถติดต่อบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-2-94149-6 ชื่อบัญชี หน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก, นิตยสาร marie claire


ผลของการรักษาสิวเป็นระยะเวลานาน กับยาหมอ!!!

พอดีว่าผมได้เรื่องนี้มาจากกระทู้ http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8368133/L8368133.html เห็นว่าน่าสนใจดีครับ ก็เลยขอเอามาแปะในบ้านของตัวเอง ฮ่าๆๆๆ

ตามไปอ่านกันได้เลยครับ
 
เตือนสาวๆ ที่กำลังรักษาสิวค่ะ vote  

ขอใช้บัตรผ่านนะคะ อายค่ะ กลัวเพื่อนมาเห็นทู้ค่า
ปกติไม่ค่อยได้เข้ามาห้องนี้เท่าไหร่ค่ะ แต่
อยากมาเล่าประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากได้บทเรียนราคาแพงจากการรักษาสิวค่ะ
เริ่มเป็นสิว ผื่นแพ้ ตอนอายุ 19 เป็นยัยหน้าสิวเขรอะ จนถึงประมาณอายุ 27 ค่ะ (ตอนนี้ 32 ค่ะ)
จนพี่ที่รู้จักกันแนะนำหมอรักษาสิวให้ค่ะ ก็เลยไปรักษาจนหายเป็นสิว หน้าใส สวยขึ้น
เลยไม่อยากกลับไปเป็นยัยสิวเขรอะแล้วค่ะ พอสิวมาอีกเมื่อไหร่ก็รีบไปหาหมอทันที
ไม่เคยปล่อยให้สิวอยู่บนหน้าเกิน 1 อาทิตย์ ค่ะ บางทีเจอสิวหัวช้างขึ้น ปุ๊บ ก็รีบไปฉีดสิวให้มันยุบค่ะ
จะภูมิใจมาก เวลาใครๆ ชมว่าผิวดี หน้าใสค่ะ แบบว่าคนมันเคยมีปมด้อยนี่น่า
รักษาสิวมา 5 ปี ทายา กินยา ตามที่หมอจัดให้ แต่ไม่สม่ำเสมอ บางทีแอบขี้เกียจ

เกริ่นจบแล้ว เข้าประเด็นล่ะ
เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นตกขาวค่ะ เยอะมาก แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง และไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ไม่คัน ไม่มีกลิ่นเหม็น
จนปล่อยให้มันลุกลามไปใหญ่ ทำให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ ถึงได้รู้จากหมอ
ว่าอาจจะมีผลมาจากตกขาว ก็กินยารักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจนหาย และได้ยาเหน็บ
รักษาอาการตกขาวมาด้วย แต่ไม่หายค่ะ ตอนนี้ตกขาวเริ่มผิดปกติมากแล้ว
จากเดิมเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา ก็เริ่มมีกลิ่น คัน ลามมาถึงข้างนอกแล้ว
ก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ก็ได้ข้อมูลว่ายารักษาสิวมันไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อส่วนนั้น พอไม่มีมันเชื้อราก็เลยบุกค่ะ
หลังจากหาข้อมูลจนมั่นใจแล้ว ว่ารู้สาเหตุ และคิดว่าไม่ต้องตรวจภายในค่ะ
แค่เล่าอาการ คุณหมอน่าจะจัดยามาให้ได้เลย
ทีนี้ก็เลยไปหาหมอค่ะ แต่ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจค่ะ ดันเจอคุณหมอดุ
พยายามต่อรองแล้ว แต่คุณหมอยืนยันว่าต้องตรวจภายใน และให้ขึ้นเตียงที่มีขาหยั่งค่ะ
อายมาก ทั้งคุณหมอ ทั้งคุณพยาบาล เฮ้อ นึกแล้วยังอายไม่หายเลยค่ะ
ยังดีนะที่ขอคุณหมอผู้หญิงไปตั้งแต่แรก
แต่ที่สำคัญ คุณหมอบอกว่ามันจะไม่หายขาด จะเป็นๆ หายๆ ค่ะ เสียใจที่พลาดไปแล้ว
กับการห่วงสวย จนไม่นึกถึงผลที่จะตามมา ไม่อยากโทษหมอที่รักษาสิว โทษตัวเองค่ะ โง่เอง

เลยอยากจะมาเตือนสาวๆ ที่กำลังรักษาสิวค่ะ เวลาคุณหมอให้ยา เค้าจะไม่บอกถึงผลข้างเคียงของยาค่ะ
ถึงเราจะถามแล้ว เค้าก็พูดให้เราสบายใจตลอดว่าไม่เป็นไร ยาตัวนี้ขนาดเด็กยังกินได้เลยนะ
ไม่อันตรายจริงๆ ถ้าไม่กิน สิวก็ไม่หายขาด ขนาดเป็นสิวแค่ 2 เม็ดยังได้ยามากินเลย ก็โง่กินไง
ตอนนี้ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเลยว่าจะเป็นยังไง คงต้องหาหมออย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนตายหรือเปล่า
ไอ้แบคทีเรียที่เรากินยาฆ่ามันไป มันจะมาเกิดใหม่อีกมั้ย รู้สึกเหมือนโหยหาลูกที่ทำแท้งไปยังไงก็ไม่รู้
ทีแน่ๆ คือ เข็ดกับหมอสิวแล้วค่ะ ใครไม่เป็นอาจจะไม่รู้ว่ามันทรมานนะ
คือเราแต่งงานแล้ว ไอ้เชื้อราเนี่ย ทำให้เรามีอะไรกับแฟนไม่ได้ มันจะเจ็บมาก
อาคารคันอีก ยิ่งเกา ยิ่งคัน ไม่เกาก็ไม่ได้ ก็มันคันนี่ 555

จากคุณ : แก้ว
เขียนเมื่อ : 27 ก.ย. 52 16:35:19 A:192.3.24.143 X:203.130.131.130 TicketID:235308








Thursday, September 3, 2009

โละ 5 พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ

  1. ไม่สนอาหารมื้อเช้า
    "เช้าๆ กาแฟสักแก้ว แค่นี้ก็อยู่ท้อง" หากมื้อเช้าของคุณเป็นรูปแบบประมาณนี้ เปลี่ยนโดยด่วนค่ะ พึ่งอาหารสำเร็จรูปนานๆครั้งก็พอไหว แต่ถ้าทุกเช้าสารอาหารและพลังงานที่จำเป็นล่ะ หรือถ้าคิดรวบยอดกับมื้อเที่ยงก็โปรดอย่าลืมว่า อาหารเช้าเป็นมื้อที่ให้พลังงานเพื่อให้เราสู้งานไม่ถอย ไอเดียกระฉูด ถ้าตื่นเช้าอีกหน่อยหาเมนูง่ายๆจากร้านแถวออฟฟิศทาน อย่างนี้เวิร์คสุด ที่สำคัญมื้อเช้าไม่จำเป็นต้องเป็นข้าวเสมอไปหรอกค่ะ
  2. เครียด...เป็นนิจ
    แหม! คุณขา ชีวิตนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ไปซะทุกย่าง ขืนมัวคาดหวัง คิดเล็ก คิดน้อยไปซะทุกเรื่อง มันพานทำให้จิตใจท้อแท้ หดหู่ หมดแรงสู้ปัญหาที่คุณต้องเผชิญทั้งงานในบ้านและที่ทำงาน เครียดจนลืมกิน หรือยิ่งเครียดยิ่งกิน โรคอื่นๆก็เข้ามาก่อกวนสุขภาพคุณอีก ลองจัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง สื่อสารกับคนใกล้ตัวให้รับฟัง ช่วยกันคลี่คลายปัญหาอย่างน้อยๆ ก็ปลดล็อกชีวิตคุณให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น
  3. ชอบนอนหงาย
    จริงอยู่ว่าการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่บางทีก็ทำลายสุขภาพของคุณได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบนอนหงายเป็นประจำหรือชอบนอนคว่ำยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกปวดหลังทุกครั้งที่ลุกจากเตียง ทางที่ดีเวลานอนให้ใช้หมอนข้างหนุนใต้โคนขา ช่วยรักษาทรวดทรงกระดูก ถ้าเปลี่ยนเป็นนอนตะแคงได้ก็จะดีที่สุดแต่ขาล่างควรเหยียดตรง ส่วนขาบนและสะโพกให้ก่ายหมอนข้างไว้
  4. ติดฟัง MP3 – iPod
    การฟังเพลงในโลกส่วนตัวด้วย MP3 หรือ iPod ติดต่อกันนานๆ เป็นกิจวัตรที่ไม่ดีต่อสุขภาพการฟัง ระดับเสียงของเครื่องเล่นเหล่านี้ จะดังกว่าระดับเสียงมาตรฐานที่พอเหมาะกับหู แถมยังตั้งระดับความดังไว้เกินกว่ามาตรฐานอีก อย่างนี้โรคหูตึงอาจมาเยือนง่ายๆแบบไม่ต้องรอแก่เลยแหละ
  5. สวยด้วยส้นสูง
    รองเท้าส้นสูงเป็นคู่ใจสำหรับสาวทำงานไปเสียแล้ว จนลืมใส่ใจเท้าในฐานะอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักตลอดวัน ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นนิจพึงระวังโรคข้ออักเสบมาเยือนยามแก่ตัว ปรับลดความสูงของส้นลงมาบ้างสลับเปลี่ยนส้นสูงบ้างเตี้ยบ้างก็ดีค่ะ
ที่มา : Health Alert Free Magazine SHE's Smart


8 ข้อ ป้องกันโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกจะเป็นกับคนที่มีการใช้งานมือมากเกินไป หรือใช้ผิดวิธี โดยเฉพาะผู้หญิงถึงร้อยละ 80 ที่หิ้วของหนักๆซ้ำๆ นิ้วที่พบปัญหาล็อกบ่อยที่สุดคือ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วนาง อาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อกและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ แม่บ้านที่ต้องหิ้วของหนักๆ คนตัดสวน ตัดแต่งกิ่งไม้ ช่างไฟฟ้า หมอนวดแผนโบราณ พนักงานพิมพ์คอมพิวเตอร์ นักกีฬาแบดมินตัน นักกอล์ฟ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบได้ในคนที่มือเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ และพบร่วมกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบชนิด
รูมาทอยด์ หรือผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นมากกว่าปกติ
โรคนิ้วล็อก มีสาเหตุชัดเจน และหากรู้จักระมัดระวังการใช้นิ้วอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ปลอกหุ้มเส้นเอ็นได้ ดังนี้
  1. ไม่หิ้วของหนัก เช่น ถุงพลาสติก ตะกร้า ถังน้ำ ถ้าจำเป็นต้องหิ้ว ควรใช้ผ้าขนหนูรองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ แทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อนิ้วมือ หรือใช้วิธีการอุ้มประคองช่วยลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือได้
  2. ไม่ควรบิด ซักผ้าด้วยมือเปล่า จำนวนมากๆ และซ้ำบ่อยๆ และไม่ควรบิดผ้าให้แห้งสนิท เพราะจะยึดปลอกหุ้มเอ็นจนคราก และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนิ้วล็อก
  3. นักกอล์ฟที่ต้องตีแรง ตีไกล ควรใส่ถุงมือ หรือใช้ผ้าสักหลาดหุ้มด้ามจับให้หนาและนุ่มขึ้น เพื่อลดแรงปะทะ และไม่ควรไดรกอล์ฟต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
  4. เวลาทำงานที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่าง ควรระวังการกำ บด เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับให้ใหญ่และนุ่มขึ้น
  5. ชาวสวนระวังเรื่องการตัดกิ่งไม้ด้วยกรรไกร หรืออื่นๆที่ใช้แรงมือ ครวใส่ถุงมือเพื่อลดการบาดเจ็บของปลอกเอ็นกับเส้นเอ็นและควรใช้สายยางรดน้ำต้นไม้แทนการหิ้วถังน้ำ
  6. คนที่ยกของหนักๆเป็นประจำ เช่นคนส่งน้ำขวด ถังแก๊ส แม่ครัวพ่อครัว ควรหลีกเลี่ยงการยกมือเปล่า ควรมีผ้ามารองจับขณะยก และใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถลาก
  7. หากจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้มือกำ หยิบ บีบ เครื่องมือเป็นเวลานานๆ ควรใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้ผ้าห่อที่จับให้หนานุ่ม เช่น ใช้ผ้าห่อด้ามจับตะหลิวในอาชีพแม่ครัวพ่อครัว
  8. งานบางอย่างต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้าหรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ เช่นทำ 45 นาที ควรจะพักมือสัก 10นาที
    ถึงแม้โรคนิ้วล็อกจะเป็นโรคที่รักษาหายได้แต่ก็ควรกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 8 ฉบับ 16 มิถุนายน 2549 presented by : ชานิดา แสงสุริย์


นิ้วล็อค

นิ้วล็อค เมื่อนิ้วของคุณกระดุ๊กกระดิ๊ก
ผมมักไม่ค่อยเรื่องโรคใดโรคหนึ่งหากแต่มักเขียนเป็นอาการ... แต่เรื่องนี้จัดเป็นข้อยกเว้น หนึ่งที่อาการที่นำผู้ป่วยมาเป็นอาการสากลจนกระทั่งกลายเป็นชื่อโรคไปเสียแล้ว

เจ้าโรคที่ว่านี้ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญไปจนถึงสร้างความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งพบได้ง่ายขึ้นในปัจจุบันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าจะรู้เอาไว้บ้างครับ

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อสมัยผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปี 1 ตอนนั้นกำลังพยายามหัดเล่นกีต้าร์อยู่ ก็มีเพื่อนคนนึงที่เล่นกีต้าร์มาก่อนซื้อเครื่องบริหารนิ้วมาใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงของนิ้ว โดยจะต้องกำอุปกรณ์ดังกล่าวในมือและทำการบีบเต็มแรงแล้วก็ปล่อย วันนั้นผมฝึกอยู่นานก่อนจะเข้านอน พอตื่นเช้ามาก็พบว่ามือซ้ายเกิดอาการพิกลๆกล่าวคือ เมื่อกำมือเข้ามันก็กำได้ปกติ แต่ไอ้เจ้าตอนที่จะเหยียดแบบมือออกเนี่ยสิ ปรากฎว่านิ้วนางกับนิ้วก้อยดันดึงเหยียดไม่ออกร่วมกับมีอาการปวด ต้องใช้อีกมือนึงช่วยดึงจึงจะออก แถมถ้ากำมือเข้าไปใหม่ก็จะเกิดลักษณะแบบเดิมอีกก็คือเหยียดไม่ได้
มือผมกระดุ๊กกระดิ๊กอยู่ 2-3 วันจะกำก็ไม่กล้า จะเหยียดก็เจ็บ ต้องอยู่นิ่งๆไม่ทำอะไรก่อนที่มันจะค่อยๆหายไปเอง
จริงๆเจ้านิ้วก้อยผมก็เป็นอยู่บ้างแล้วล่ะครับ คาดว่าเป็ฯมาตั้งแต่สมัยที่เรียนมัธยม ที่ต้องถือกระเป๋าหนังสือเรียนทุกวัน (หนักเฉลี่ยประมาณ 3 กิโลได้กระมังเพราะมันมีชีท สมุด หนังสือ)แล้วช่วงนั้นรถติดอย่างกับอะไรดี ผมก็ชอบเดินกลับบ้านใช้เวลาวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงทุกๆวันจนหนังที่มือด้านแข็งเป็นจุดๆ
ปัจจุบันอาการพวกนี้ดีขึ้นมากและก็หายไป ... หายไปก่อนที่จะมาเรียนเจอทีหลังว่ามันเป็ฯอาการชื่อดังที่มีชื่อว่า"โรคนิ้วล๊อค"หรือ Trigger finger อันโด่งดังนั่นเอง

เกิดอะไรขึ้นในนิ้ว นิ้วถึงได้ล๊อค
การที่คนเรากำมือได้นั้นเกิดจากกล้ามเนื้อที่บริเวณท้องแขนหดตัว .... ใช่ครับกล้ามเนื้อที่ท้องแขน ไม่ใช่ที่มือ ไม่เชื่อลองกำมือซ้ายแล้วเอามือขวาจับที่ท้องแขนก็ได้ว่าแข็งขึ้นจริง
กล้ามเนื้อที่แขนพอหดเกร็งตัวก็จะดึงเส้นเอ็นที่โยงไปที่ปลายนิ้วให้งอเข้า ... ซึ่งเอ็นเหล่านี้จะร้อยลอดผ่านเอ็นขึงข้อนิ้ว (retinacular pulley)ที่อยู่ตามข้อมือและข้อนิ้วเป็นหลักการเดียวกับรอกของปั้นจั่น
ถ้าเอ็นมีสภาพปกติ มันก็จะเลื่อนไหลได้อย่างสะดวกโยธินทั้งขาเข้าและขาออก แต่ในโรคนิ้วล๊อคนี้ เอ็นที่ผิดปกติจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนทำให้เมื่อเอ็นที่ใช้งอนิ้วลอดผ่านเอ็นขึงข้อนิ้ว ก็จะเกิดการล๊อคไม่สามารถเหยียดกลับออกมาได้

สาเหตุ
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือการบาดเจ็บที่นิ้วครับ โดยคำว่าบาดเจ็บนี้มีตั้งแต่การกระทบกระแทกชัดเจน การติดเชื้อที่เอ็นไปจนถึงการใช้งานผิดวิธีเกินกำลังของนิ้วเป็นเวลานานๆ ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบในเอ็นจนเกิดก้อนได้
สาเหตุที่พบได้อื่นๆนอกเหนือจากการใช้งานหนักหรือการบาดเจ็บทั่วไป ก็คือ โรคที่ก่อให้เกิดก้อนตามส่วนต่างๆ เช่นเบาหวาน เกาท์ รูมาตอยด์ เป็นต้น

การรักษา
หากคุณเป็นโรคนิ้วล๊อคแล้วไปรักษา การรักษาจะเป็นประมาณนี้ครับ
  • เมื่อพบว่าเป็นแน่ๆ แพทย์จะแนะนำให้คุณหยุดการใช้งานมือ จากนั้นก็มักจะจ่ายยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบจำพวก NSAIDs มาให้กิน จากนั้นก็ให้สังเกตดูเอาเอง หรือนัดกลับมาดูอีกครั้งเพื่อประเมินว่าอาการดีขึ้นไหม
  • ถ้าไม่ดีขึ้น ทางต่อไปก็คือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในช่องหุ้มเอ็น เพื่อลดการอักเสบของเอ็นและให้ก้อนดังกล่าวยุบตัวลง
  • หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจจะมีการใส่เฝือกที่มือ เพื่อให้มืออยู่ในท่าที่ไม่เคลื่อนไหวระยะหนึ่ง เป็นการบังคับให้เอ็นได้พักและลดการอักเสบ
  • ถ้าทำทุกทางก็ไม่ได้ผล ก็จะทำการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีสามแบบคือ แบบผ่าเปิดตรงๆ แบบผ่าส่องกล้อง และแบบที่สามที่เข้าใจว่าในเมืองไทยคงมีคนทำไม่กี่คน(แต่กลับเป็นที่รู้จักมากที่สุด)คือแบบใช้ปลายมีดจิ๋วสอดเข้าไป
คำถามเกี่ยวกับนิ้วล๊อคที่ถูกถามบ่อย
  • ยากินได้ผลจริงหรือ ?
    ตามที่ผมเขียนไปว่าโรคนี้ช่วงต้น แพทย์จะให้ยากลุ่มต้านการอักเสบ ... ซึ่งมีผู้รู้หลายคนบอกว่าการรักษาด้วยยานั้นไม่ได้ผลตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ... ซึ่งจริงๆก็เป็นอย่างนั้นคือถ้าเป็นโรคนิ้วล๊อคจริงๆชัดเจน การให้ยาพวกนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร
    แต่ในคนที่มีปัญหานิ้วล๊อคจนต้องไปพบแพทย์ หลายคนจะไปตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆหรือเป็นครั้งแรกๆ ซึ่งการล๊อคนั้นยังไม่มาก บางครั้งบางคราวการบาดเจ็บ ที่มือหรือการใช้งานหนักเพิ่งผ่านไปไม่นาน (ดังตัวอย่างเรื่องของผมเองข้างต้น) การให้ยาจะช่วยผู้ป่วยในกลุ่มนี้ได้ครับ
    ส่วนใครที่คลำได้ก้อน เป็นมาเป็นปีๆ ส่วนใหญ่มักโดนแนะนำให้ผ่าตั้งแต่แรกครับ

  • ทำไมเป็นนิ้วล๊อค แต่เจอหมอถามโน่นถามนี่ที่ไม่เกี่ยวกับนิ้ว แถมโดนเจาะเลือดตรวจหลายอย่าง
    เนื่องจากโรคนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคอื่นๆเช่นเบาหวาน เกาท์ ซึ่งก่อให้เกิดก้อนหรือการอักเสบขึ้นตามเส้นเลือดในร่างกายได้ จึงไม่แปลกที่จะถูกถามประวัติที่เกี่ยวข้องหรือเจาะเลือดตรวจครับ

  • ได้ยินว่ามีวิธีการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ผ่าใช้เวลาแค่10นาที ผ่าเสร็จกลับได้เลยไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด
    เป็นคำถามที่ถูกถามมากที่สุดสำหรับโรคนี้ เพราะในเมืองไทยมีแพทย์ที่สามารถผ่าตัดชนิดนี้ได้ และเคยประชาสัมพันธ์ออกสื่อหลายครั้ง
    การผ่าชนิดดังกล่าว คือการกรีดเปิดเข้าไปในช่องทางของเอ็นที่ลอดผ่านเอ็นยึดข้อ จากนั้นสอดมีดขนาดเล็กเข้าไปตามช่องดังกล่าวและทำการสะกิด ข้อดีของวิธีนี้คือ ผ่าเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้ แผลเล็กนิดเดียว พักการใช้งานมือไม่กี่วันก็ทำงานได้ปกติ
    แต่การผ่าตัดนิ้วล๊อคแบบมาตรฐานในขณะนี้ ยังเป็นแบบเปิดผ่าในห้องผ่าตัดอยู่ครับ โดยจะทำการฉีดยาชาระงับความรู้สึกของแขน จากนั้นทำการผ่าเข้าไปโดยตรง ข้อด้อยของการผ่าแบบนี้คือ ผ่าแล้วอาจจะต้องนอนโรงพยาบาล(เพราะแขนชาทั้งข้าง) มีแผลใหญ่กว่า และต้องพักฟื้นใส่เฝือกที่มือเป็นสัปดาห์

    ฟังดูดีกว่า ... แต่ปัญหาคือการผ่าแบบแผลเล็กๆที่ว่านั้น มันเป็นวิธีที่ใช้สัมผัสจากมือเป็นหลัก เวลาตัดเอ็น ผู้ตัดจะมองไม่เห็นว่ากำลังตัดอะไรอยู่ (ต่างประเทศเรียกวิธีนี้ว่า Blind Method)... ความเสี่ยงที่จะไปตัดถูกส่วนที่ไม่ต้องการจะตัดนั้นก็มี(ของแถวๆนี้ ถ้าตัดขาดก็ต่อยาก) นับว่าเป็นการทำหัตถการการผ่าตัดที่ต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้เครื่องมือก็ไม่ได้มีแพร่หลาย ทำให้การผ่าตัดชนิดนี้ยังไม่เป็นที่นิยม(ของแพทย์)หรือสอนกันทั่วไป
    ในขณะการผ่าตัดแบบเปิดจะมองเห็นได้ดีกว่า เห็นได้ชัดกว่าว่ากำลังจะตัดอะไร โอกาสตัดผิดมีน้อยกว่ามาก ....
    ฟังแล้วอาจจะน่ากลัว แต่เวลามีคนไข้นิ้วล๊อคมาถามผมว่าผ่าแบบแผลเล็กผ่าที่ไหน ... ผมก็บอกไปทุกรายนะครับ (เพราะก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวผิดปกติ และก็เป็นการผ่าตัดที่เมืองนอกเขาก็ทำกัน)
สรุปว่าใช้งานมืออย่างทะนุถนอมตั้งแต่ต้น จะเป็นการดีที่สุดครับ

-=By หมอแมว=-


9 วิธีหนีอ้วน

อยากผอมทำยังไงดีคะ? แน่นอนว่าถ้าสาวๆ ไม่เลือกอดอาหารยอมหิวจนตาลายก็ต้องโหมออกกำลังอย่างหนักเหลือทน แต่วันนี้เรามีทางเลือกให้คุณผอมหุ่นเพียวสวยด้วยวิธีง่ายๆ มาเสริฟถึงที่ค่ะ ที่สำคัญไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องโหมออกกำลังกายค่ะ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแสนง่าย 9 อย่างเท่านั้นเองค่ะ
  1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม
    จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า "นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ" และอีกด้านหนึ่งมันก็จะกระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลงของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ (แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน)
  2. ปิดวิทยุซะ
    คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้ามากขึ้นค่ะ
    ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย
  3. กินให้ครบทุกมื้อ
    ข้อนี้สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า "เอาเถอะน่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน" ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง นั่นแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ "คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ"
  4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง
    อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ยช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ
    แล้วล่ะยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ
  5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว
    อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่งมีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินอ อกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม...แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ (แต่อย่าอยากขนมมากทั้งวันนะ ไม่งั้นคงต้องไปตากแดดจนมะเร็งผิวหนังถามหาแน่ๆ )
  6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ในโถแก้ว
    เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ
  7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว
    ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการใช้ตะเกียบให้ถนัดมือ) หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ
  8. เปิดไฟทานอาหาร
    ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง
  9. แค่โกรธก็อ้วนแล้ว
    ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์ คุณ ก็นับ 1-10 สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today


ผู้หญิงเซ็กส์เสื่อม

ผู้หญิงเซ็กส์เสื่อม (Slim Up)

อกอีแป้นจะแตกแล้วค่ะคุณขา เมื่อดิฉันได้ทราบข่าวร้ายมาว่า นับวันคุณสาวๆ จะมีโอกาสเกิด "เซ็กส์เสื่อม" ได้ เช่นเดียวกับบรรดาคุณหนุ่มๆ มะเขือเผาทั้งหลาย ที่สำคัญโรคนี้มีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยสิ เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะกลายเป็น "ท่อนซุง" นอนทื่อไร้ความรู้สึกอยู่บนเตียง มาทำความรู้จักและหาทางป้องกันกันเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ

"โรคเซ็กส์เสื่อม" หรือ โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ นั้น ทางการแพทย์เรียกว่า Erectile Dysfunction หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ED ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ชายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผู้หญิงที่ยังไม่ถึงวัยทองจำนวนไม่น้อยก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน โดยโรคเซ็กส์เสื่อมในผู้หญิงนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจาก "จิตใจ" โดยเฉพาะความเครียด และความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน เพราะไหนจะต้องทำงานบ้าน ไหนจะต้องทำงานนอกบ้าน ไหนจะเครียดเรื่องเงินทองไม่พอใช้ เรียกได้ว่ากว่าหัวจะถึงหมอนก็เหนื่อยกายเหนื่อยใจจนพาลให้หมดอารมณ์บรรเจิด ไปซะก่อนแล้วล่ะค่ะ

ส่วนสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ บรรดา "คุณผู้ชาย" ทั้งหลายนี่แหละค่ะ เพราะถ้าบังเอิญคุณได้ผู้ชายที่มีคุณสมบัติยอดแย่ไปครอบครอง ก็อาจทำให้เซ็กส์ของคุณเสื่อมได้เช่นกัน คุณสมบัติที่ว่านี้ก็เช่น เขามักจะมีเซ็กส์แบบเห็นแก่ตัว (ตามสไตล์ของผู้ชายส่วนใหญ่) คือ มักจะชิงรุกและถึงจุดสุดยอดก่อนเสมอ โดยทิ้งให้คุณนอนอารมณ์ค้างเติ่งอยู่เพียงผู้เดียว หรือบังคับให้คุณมีเซ็กส์ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมอยู่บ่อยๆ จนทำให้คุณรู้สึกว่าการมีเซ็กส์เป็นเรื่องฝืนความรู้สึก หรือในทางกลับกัน ถ้าเขาเป็นคนบ้างานจนไม่มีเวลาทำการบ้านกับคุณอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดากว่าจะเริ่มต้นกุ๊กกิ๊กกันใหม่ ก็กลายเป็นว่าคุณ "กามตายด้าน" ไปซะแล้ว

ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้คุณสาวๆ ทั้งหลายป่วยเป็นโรคเซ็กส์เสื่อม ล้วนเกิดจากภาวะทางอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าภาวะทางร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากโรคเซ็กส์เสื่อมในผู้ชายที่เกิดจากสรีระ คือ อวัยวะเพศที่เสื่อมและใช้งานไม่ได้ เมื่อมีความต้องการทางเพศก็จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ (หรือที่เรียกว่า "นกเขาไม่ขัน" นั่นแหละค่ะ) แต่ถึงอย่างไร ผลที่ตามมาก็ร้ายแรงไม่ต่างกัน เพราะไม่ว่าโรคเซ็กส์เสื่อมจะเกิดกับผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตด้วยกันทั้งนั้น

รู้ถึงสาเหตุสำคัญของโรคแล้ว คราวนี้มาดูกันดีกว่าค่ะว่าคุณเข้าข่ายเป็นผู้หญิงเซ็กส์เสื่อมหรือเปล่า โดยเริ่มจากลำดับอาการเบื้องต้นคือ คุณจะไม่เกิดความรู้สึกอยากที่จะมีเซ็กส์กับคนรักแต่อย่างใด หรือถ้าจำเป็นต้องมีเซ็กส์ คุณก็จะไม่รู้สึกมีความสุข หรือไม่มีการตอบสนองต่อคนรักแต่อย่างใด เรียกง่ายๆ ว่านอนเป็นท่อนไม้หายใจได้อย่างไรอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงเซ็กส์เสื่อมบางคนอาจมีอาการต่อต้านเซ็กส์ร้ายแรงถึงขั้นเกร็งกล้าม เนื้อช่องคลอด จนไม่สามารถมีเซ็กส์ได้เลย

หากผู้หญิงคนไหนสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเริ่มมีอาการดังกล่าว พึงระลึกได้เลยค่ะว่า โรคเซ็กส์เสื่อมกำลังถามหา ซึ่งถ้าคุณยังเป็นสาวโสดอยู่ก็คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าหากมีครอบครัวแล้ว อาจจะส่งผลกระทบถึงสัมพันธภาพระหว่างคุณกับคนรักก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นรีบหาทางออกกันดีกว่าค่ะ

การรักษาโรคเซ็กส์เสื่อมในผู้หญิงที่ดีที่สุดต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างคุณและคนรักเป็นสำคัญ โดยต้องเริ่มจากตัวคุณก่อนใครเพื่อน นั่นคือ เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหมดอารมณ์ทางเพศ หรือมีความต้องการทางเพศลดลงให้รีบจัดระเบียบชีวิตในแต่ละวันเสียใหม่ โดยพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนแต่หัวค่ำ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ที่สำคัญต้องหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จะทำให้เลือดคั่งค้างส่วนนั้นของคุณได้ดีขึ้น เวลามีอะไรมาปลุกเร้าอารมณ์ คุณจะได้รู้สึกตอบสนองดีขึ้น นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะแร่ธาตุจำพวกสังกะสี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนที่จะไปปลุก อารมณ์ทางเพศของคุณให้กลับมาซู่ซ่าอีกครั้ง

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ไขเซ็กส์เสื่อของคุณได้คือการเสริม และการสร้างอารมณ์รักให้บรรเจิดเหมือนแรกรัก ซึ่งคุณกับคนรักต้องมาพูดคุยตกลงกันก่อนว่า ชอบแบบไหนไม่ชอบแบบไหน หรือมีอะไรบ้างที่จะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้กลับมาอีกครั้ง เช่น การลูบไล้ เทคนิคการจูบ เสียงเพลงแสงเทียน หรือแม้แม้แต่การปฏิบัติกิจในสถานที่แปลกใหม่ ซึ่งถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง หรือดูน่าเกลียดจนเกินไป ก็น่าลองทำดูนะคะ เพราะอย่างน้อยๆ มันจะช่วยสร้างบทอัศจรรย์ใหม่ๆ ให้คุณไม่ตายซากไปเฉยๆ แต่ถ้าใช้วิธีการดังกล่าวไม่ได้ผลแนะนำไห้เดินหน้าพบจิตแพทย์ได้เลยค่ะ อย่าอายเด็ดขาด เพราะถ้ามัวแต่อาย อาจเฉาตายไม่รู้ด้วยนะคะ

ที่มา FW Mail


Monday, August 31, 2009

14 อารมณ์ที่ทำให้สาวสาวอยากมี SEX

ความต้องการทางเพศ เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นผู้ที่แสดงออกถึงความต้องการเรื่องเพศมากกว่าผู้หญิง แต่เราจะไม่ค่อยทราบเลยว่า ผู้หญิงนั้นก็มีความต้องการทางเพศไม่ต่างจากผู้ชายเลย แต่คุณทราบไหมค่ะว่าอารมณ์แบบไหนบ้าง ที่ผู้หญิงนั้นต้องการเซ็กซ์...
  1. เมื่อมีความสุข
    ไม่ว่าจากความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนไปถึงการได้รับสิ่งของต่างๆ ในวันพิเศษ หรือเทศกาลต่างๆ คุณผู้หญิงจะมีอารมณ์ทางเพศมากขึ้นทันที
  2. เมื่ออยู่ในบรรยากาศดีๆ
    ถ้าบ้านมีเสียงโครมคราม เสียงร้องไห้ทะเลาะกันของลูกหลาน อารมณ์ทางเพศของคุณผู้หญิงจะพลอยหดหาย วาระที่สำคัญ เช่น วันวาเลนไทน์ วันขึ้นปีใหม่ วันลอยกระทง ฯลฯ ในบรรยากาศที่โรแมนติก จะช่วยสร้างอารมณ์อย่างว่าได้เป็นอย่างดี
  3. หลังจากทะเลาะกัน
    โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิด เธอมักจะง้อด้วยเรื่องเซ็กซ์
  4. เมื่อรู้ว่ามีคู่แข่ง
    หากคุณผู้ชายมีใครมาทำท่าอี๋อ๋อ ฝ่ายหญิงมักจะเตือนว่า คุณมีฉันอยู่แล้วด้วยเซ็กซ์ แต่อย่าอี๋อ๋อมากเกินไป เพราะแทนที่จะเพิ่มเซ็กซ์ ฝ่ายชายอาจจะต้องถึงกับหัวร้างข้างแตกได้
  5. เมื่อได้ดื่ม
    เชื่อว่าไวน์หรือแอลกอฮอล์เล็กๆ น้อยๆ เพิ่มความต้องการทางเพศทั้งหญิงและชาย ส่วนถ้ามอมจนเมานั้น จะลดความต้องการทางเพศ
  6. เมื่อได้เห็นพระเอกที่เธอชอบ
    ขณะที่ผู้ชายดูหนังโป๊จึงจะเกิดอารมณ์ แต่ผู้หญิงนั้นแค่เห็นหน้าติ๊ก หรือบีม หรือฉัตรชัย หรือพระเอกที่เธอชอบก็สามารถเพิ่มความต้องการทางเพศได้
  7. วันที่ 10-14 ของรอบประจำเดือน
    ช่วงนี้เป็นช่วงไข่ตกของคุณผู้หญิง ธรรมชาติทำให้เกิดความต้องการทางเพศมากในช่วงนี้
  8. เมื่ออ้อนด้วยคำหวานๆ
    พูดจาหรือเขียนการ์ดด้วยคำไพเราะแสดงให้รู้ว่ารักเธอมากเพียงใด มักจะสร้างอารมณ์ได้
  9. เมื่ออยู่ห่างกันคนละทิศ
    นานๆ เจอกันครั้ง เป็นสิ่งที่เร้าอารมณ์ทางเพศของเธอให้เกิดขึ้น
  10. เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ
    คุณผู้หญิงที่หัวยุ่งทั้งวันทั้งคืน จะหวังให้มีอารมณ์นั้นยากนัก
  11. เมื่อว่างเว้นจากกิจกรรมเพศไปนานๆ
    ของอะไรกินมากไปก็แน่นท้อง ต้องกินพอเหมาะไม่ถี่หรือบ่อยมากเกินไป
  12. เมื่อเปลี่ยนรูปแบบการมีเซ็กซ์
    ของอะไรกินแบบเดิมก็ซ้ำซากจำเจ เปลี่ยนแบบ เปลี่ยนท่า เปลี่ยนสถานที่บ้าง
  13. เมื่อกำลังมีความคิดสร้างสรรค์
    ไม่น่าเชื่อว่าคุณผู้หญิงบางท่านนั้น จะมีอารมณ์อย่างว่าเป็นอย่างมากเมื่อกำลังมีความคิดสร้างสรรค์งานอดิเรก ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง นางเอกมีงานอดิเรกในการปั้น ขณะกำลังปั้นแจกันพระเอกก็มาช่วยและมีเซ็กซ์กัน แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูคู่ของเราให้ดี บางคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอดิเรกด้วยความคิดอันบรรเจิด ขืนพรวดพราดเข้าไป อาจจะถูกถีบออกมาไม่ทันก็เป็นไปได้
  14. เมื่อมีความเครียด
    เมื่อคุณผู้หญิงมีความเครียด คุณผู้ชายอาจจะช่วยได้โดยการนวดผ่อนคลายความเครียดให้ และเรื่องทั้งหมดก็มักจะลงเอยด้วย..
ที่มา FW Mail


Sunday, August 30, 2009

10 คำถามเรื่องเซ็กซ์ที่ผู้หญิงไม่กล้าถามใคร

  1. คนอื่นๆเขามีเซ็กส์กันบ่อยกว่าที่ฉันมีอยู่หรือเปล่า?
    เชื่อได้ว่า ทุกคนมักตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง เพราะคิดว่ากิจกรรมเซ็กส์ที่ทำนี่มันน้อยหรือมากไปไหม ก็จากความอยากรู้ ว่าตัวเองสูงหรือต่ำกว่าระดับมาตรฐานนั่นแหละ แต่เรื่องสำคัญก็คือ เราจะเอา "มาตรฐาน" จากตรงไหน กุญแจสำคัญที่จะต้องถามก็คือ ไม่เกี่ยวว่าทำบ่อยแค่ไหน แต่มีความสุขทุกครั้งหรือเปล่า เพราะเรื่องแบบนี้ปริมาณไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพหรอกนะคะ ควรตรวจสอบว่า สัมพันธภาพของคุณกับคู่รักยังดีอยู่หรือเปล่า
  2. ทำไมตอนกลางคืน หลังถึงจุดสุดยอดแล้วฉันจะต้องร้องไห้ออกมาด้วย?
    การถึงจุดสุดยอดทำให้เกิดปฎิกิริยาเคมีกับอารมณ์และร่างกายได้หลายอย่าง บางคนส่งเสียงครวญคราง บางคนก็กรีดร้องออกมา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันเป็นสภาวะแห่งการรู้สึกปลดปล่อยทั้งร่างกายและอารมณ์อย่างแท้จริง เป็นวิธีระบายความเครียดนั่นเองค่ะ และยังหมายถึงว่าเซ็กส์ของคุณไม่น่าเบื่ออีกด้วย
  3. คนอื่นๆเขาใช้เวลานานเท่าไหร่ในแต่ละครั้ง?
    การหลั่งของผู้ชายที่อยู่ในระหว่าง 5 - 15 นาทีของเวลาการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องปกติ การใช้เวลาจะอยู่กับการเล้าโลมเป็นส่วนใหญ่ คุณต้องบอกเขาเองค่ะว่าต้องการให้ใช้เวลาในการเล้าโลมนี้สักเท่าไร หากเขาหลั่งเร็วภายใน 5 นาทีของการมีเพศสัมพันธ์ ก็ควรแนะนำหรือทำให้เขาเครียดเรื่องเซ็กส์น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ ลองใช้ท่าการเคลื่อนไหวอื่นๆที่ไม่ทำให้เกิดความกดดัน กับบริเวณส่วนปลายของอวัยวะเพศของเขามากเกินไป แต่ผู้ชายที่อายุน้อยและไม่มีประสบการณ์เรื่องเพศมากนัก ก็มีแนวโน้มการหลั่งเร็วกว่าปกติ เนื่องจากตื่นเต้นสูงกว่า จนมีคนบอกว่า สำหรับเรื่องเซ็กส์ของผู้ชายแล้ว ก็เหมือนกับไวน์ ที่ต้องเลือกอายุมากๆเข้าไว้จะนุ่มนวลและดีกว่า
  4. ขนาดคลิตอริสของฉันมีผลกับความสามารถไปถึงจุดสุดยอดหรือไม่?
    ไม่ว่าจะเป็นขนาดของอวัยวะเพศผู้ชาย หรือคลิตอริสของผู้หญิง ก็ไม่มีผลทำให้จิตใจกับความรู้สึก เรื่องเซ็กส์มีการเปลี่ยนแปลงแต่อยางใด ในเรื่องความตื่นเต้นของจุดสุดยอด คลิตอริสของคุณก็ยังทำงานเป็นปกติเมื่อถูกปลุกเร้า และอวัยวะเพศชายก็มีความรู้สึกแบบนั้น แม้การกระตุ้นที่คลิตอริส จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงไปถึงจุดสุดยอด แต่สภาวะการถึงจุดสุดยอดอย่างสมบูรณ์ของผู้หญิงนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออวัยวะ 3 ส่วน ได้แก่ มดลูก ช่องคลอดและกล้ามเนื้อบริเวณเชิงกราน มีการบีบรัดตัวเป็นจังหวะเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ควรกังวลเกี่ยวกับขนาดของคลิตอริสของคุณให้มากเกินไป
  5. ในขณะที่มีเซ็กส์อยู่กับคู่ของเรา มันผิดปกติไหมถ้าเราจะนึกถึงผู้ชายอีกคนที่เราไม่ได้กำลงนอนอยู่ด้วย?
    เรื่องนี้ก็ตัดสินลงไปไม่ได้ทีเดียวว่ามันถูกหรือผิดปกติ แต่ถ้าทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เพราะมันอยู่ในใจเราเอง ที่สำคัญอย่าหลุดปากออกมาก็แล้วกัน จริงๆแล้ว บางคนบอกว่าแบบนี้ทำให้เราตื่นเต้นดีมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะการจินตนาการแบบนี้ ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังเบื่อคู่รักหรือป่วยทางจิต แต่มันอาจแปลว่า คุณกำลังรู้สึกจำเจกับกิจวัตรบนเตียงแบบเดิมๆ
  6. อัณฑะของผู้ชายเป็นจุดที่ควรทำอย่างไรในการเล้าโลม
    จุดนี้อาจเรียกว่าเป็นการสำรวจที่พื้นที่ก่อนปฎิบัติจริงก็ได้นะ เพราะแพทย์ระบุว่า มีเส้นประสาทจำนวนนับร้อยๆเส้นที่จุดนี้ ช่วยให้ความรู้สึกของเขาตื่นตัวได้ดีขึ้น เพียงแต่ต้องทำอย่างนุ่มนวลเท่านั้น มันอาจจะช่วยผู้หญิงได้มาก หากจะบอกว่าจุดนี้ของผู้ชายก็เหมือนกับอวัยวะที่เรียกว่าแคมนอกหรือแคมในของผู้หญิง ให้สัมผัสที่จุดนี้เบาๆและนุ่มนวล เป็นการเริ่มเล้าโลมเขาก่อน และลองดูเองว่าปฎิกิริยาสนองตอบเป็นอย่างไร แต่โดยมากผู้ชายจะชอบ แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องเล่นกับมันอย่างทะนุถนอมและอ่อนโยนมากๆ ห้ามบีบ กัดหรือทำรุนแรงเป็นอันขาด
  7. การแว๊กซ์ขนที่อวัยวะเพศหญิง จะช่วยเพิ่มความพอใจให้เขาไหม
    เรื่องนี้มีความเห็นที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละคู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกคนบอกตรงกันก็คือ หากทำแล้วเพิ่มความพอใจให้กับคู่ของตนก็พร้อมที่จะทำ และมีเรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ผู้ชายส่วนมากมักอยากทำออรัลเซ็กส์ให้คนรักมากขึ้นหลังผู้หญิงทำการแว๊กซ์มาแล้ว แต่มีผู้ชายอีกพวกที่บอกว่ามันดูแปลกๆไป หากจะทำเพื่อเซอร์ไพรส์เขา ก็จงอย่าเอาออกจนหมดในครั้งแรก
  8. ของสามีฉันจะเล็กกว่าผู้ชายคนอื่นๆหรือเปล่า?
    ยากมากที่จะบอกขนาดที่เหมาะสมว่าควรเป็นเท่าไหร่ จากการวิจัยเรื่องขนาดและพฤติกรรมนี้ของมหาวิทยาลัยเวสเทอร์น ออนตาริโอพบว่า ขนาดความยาวเฉลี่ยของผู้ชายเอเชียเมื่อขยายตัวจะอยู่ที่ 10 - 14 ซม. และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กกว่าชาวอาฟริกัน และจากงานวิจัยเดียวกันก็ระบุว่าผู้หญิงเอเชียส่วนใหญ่ ก็มีช่องคลอดที่เล็กกว่าจะเหมาะสมกับขนาดที่ระบุนี้ เมื่อมีการเล้าโลมเกิดขึ้น ช่องคลอดของผู้หญิงก็จะบวมตัวด้วยเลือดที่มาคั่งเมื่อถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวเรื่องเพศ ทำให้ขนาดที่บอกไว้นั้นลดลงอีกประมาณ 30%
  9. ทำไมบางครั้งถึงมีเสียงลมระหว่างมีเซ็กส์
    เสียงลมนั้นเกิดจากการอัดของอากาศเมื่อเวลาที่มีการดันของอวัยวะเข้าสู่ช่องคลอดในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์และทำให้เกิดเสียงไม่พึงประสงค์ขึ้น ผู้หญิงจะรู้สึกอายโดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นครั้งแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เสียงนั้นเป็นเครื่องหมายแสดงว่า ทั้งคู่กำลังมีความสุขกับเซ็กส์ที่เกิดขึ้น เพราะแพทย์บอกว่า "สิ่งนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้หญิงมีน้ำหล่อลื่นออกมามากเพียงพอเท่านั้น"
  10. ทำไมเมื่อถูกเล้าโลมแล้วส่วนนั้นยังคงแห้งอยู่
    ปัญหานี้มักเกิดขึ้นในผู้หญิงที่วัยใกล้หมดรอบเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดน้อยลง ทำให้ร่างกายผลิตน้ำหล่อลื่นออกมาน้อยกว่าที่เคยเป็น ซึ่งแก้ได้ง่ายๆจากการให้ฮอร์โมนทนดแทนโดยแพทย์ หรือใช้เจลหล่อลื่นที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำ ก็จะแก้ปัญหาได้ดี แต่หากเกิดกับผู้หญิงอายุน้อยๆ อาจเป็นเพราะได้รับการเล้าโลมไม่เพียงพอ ความเครียดหรือความวิตกกังวลในขณะที่มีเซ็กส์ ทำให้ร่างกายต่อต้าน วิธีแก้ไขก็คือร่วมมือกัน บอกคู่รักให้เข้าใจและเล้าโลมนานกว่านี้ โดยปกติ ระยะเวลาการเล้าโลมที่เหมาะสมควรอยู่ประมาณระหว่าง 15 นาทีขึ้นไป ผู้หญิงจึงจะมีอารมณ์ร่วม แต่หากไม่ดีขึ้นอาจจะต้องไปพบแพทย์เพราะอาจเป็นเรื่องของการติดเชื้อราบางชนิดทำให้ช่องคลอดแห้งกว่าปกติ หรือการบริโภคยาบางอย่างตามแพทย์สั่งอยู่และทำให้ช่องคลอดแห้งเกินไปจากผลข้างเคียงของยา


Sunday, August 23, 2009

เลิกบุหรี่ ภายใน 7 วัน ด้วย 13 เคล็ดลับ

"ไม่ ใช่ไม่รู้ แต่เพราะบุหรี่เป็นภัยผ่อนส่งที่ใช้เวลานานกว่าจะได้รับดอกเบี้ยโรคภัยแบบทบ ต้นทบดอก ดังนั้นหลายคนจึงขอทำเป็นลืมๆ ในระหว่างที่พ่นควันผุยๆ บางคนอยากเลิก แต่ใจละลายง่ายก็เลยยังต้องซื้อต้องแชะๆ แบบมวนต่อมวนกันต่อไป ที่จริงการหยุดสูบไม่ได้ยาก และไม่ ต้องใช้เวลานาน แค่อาศัยความตั้งมั่น และการรู้จักธรรมชาติของตัวเอง และตัวยา เลิกใน 7 วัน ทำได้ง่ายกว่าที่คิด และนี่คือ 13 วิธีที่แค่อ่านแล้ว ฉุกคิด มลพิษก็ถูกถอดรหัสทันที"
  1. การเลิกโดยเด็ดขาดทันทีทันใดให้ผลชะงัดกว่าการลดปริมาณ ทนทรมานได้สำเร็จใน 2-3 วัน ยังดีกว่าทรมานอย่างช้าๆ และช่วงเวลา 3 วันแรก เป็นช่วงที่ลำบากใจที่สุด หลังจากผ่านไปได้โอกาสเลิกบุหรี่จะเป็นไปได้สูงมาก
  2. เซตวันสุดท้ายของการเลิกบุหรี่ พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่คุณมีภาระต้องรับผิดชอบ เช่น ช่วงสอบ ช่วงที่ต้องไปงานเลี้ยงหรืองานสังคม เพราะอาจมีแรงจูงใจทำให้ไม่สามารถเลิกได้ตามที่ตั้งใจไว้
  3. สร้างพิธีกรรมเล็กๆ สำหรับวันส่งท้าย ด้วยการนำบุหรี่ที่เหลือ และซองบุหรี่มาเผาไฟต่อหน้าต่อตา พร้อมกับกระดาษที่จดข้อความของโทษการสูบบุหรี่สำหรับวันแรกของการเลิก เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา อาจหายใจให้เต็มปอดสัก สิบครั้งช้าๆ ลึกๆ และปล่อยใจ ให้จินตนาการรู้สึกดีกับมวลอากาศบริสุทธิ์
  4. ออกกำลังเบาๆ อย่างน้อยสามสิบถึงสี่สิบนาที เช่น ว่ายน้ำ, เดินเล่น หรือปั่นจักรยานวันละสองรอบเพื่อกระตุ้นร่างกายให้แข็งแรงและซ่อมแซมส่วนที่ เสียหายจากภัยบุหรี่
  5. หายใจลึกๆ ช้าๆ ติดต่อกัน ต่อเนื่องกันห้านาทีทุกวัน ด้วยการหลับตา สูดลมเข้าช้าๆ ด้วยจมูกจนเต็มปอด แล้วปล่อยออกช้าๆ ทางลมปากจนหมด ระหว่างทำ ให้สร้างความรู้สึก ดีไปด้วย จินตนาการถึงความรู้สึกที่แตกต่างของการไม่มีควันบุหรี่ในชีวิต คุณอาจยังไม่รู้สึกนัก แต่ควรสร้างอุปทาน เช่น รู้สึกว่าเหนื่อยน้อยลงหรือ ลมหายใจหอมสดชื่น หรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งดีๆ ของการไม่สูบบุหรี่
  6. อาบน้ำหรือแช่ในน้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที หลังจากอาบน้ำอุ่นแล้ว ควรตามด้วยการราดน้ำเย็นเพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น
  7. ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว น้ำจะช่วยกำจัดนิโคตินออกจากร่างกาย ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า หลังอาหารทุกมื้อช่วงระหว่างมื้อและก่อนนอน
  8. หลีกเลี่ยงสุรา ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะจะทำให้เกิดความอยากสูบบุหรี่
  9. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมันจัด อาหารหวานจัด อาหารเผ็ด เพราะอาหารมีผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต
  10. กินวิตามินบีรวม ในรูปแคปซูลหรือเม็ดหรือจะกินส่าข้าวสาลี (Wheat Germ) 1-2 ช้อนโต๊ะหลังอาหารโดยอาจผสมกับนมสด
  11. อย่ากดดันตัวเองจนเครียด และอย่ารู้สึกผิดจนเกินไปเมื่อคุณเผลอ ให้อภัยตัวเอง และเริ่มกลับเข้าสู่โปรแกรมงดบุหรี่ทันที ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ งด แล้วจะหยุดได้เอง อย่างน้อยก็ลดปริมาณบุหรี่ที่เคยสูบได้มากกว่าเดิม
  12. ถ้าต้องสูบจริงๆ ให้ลองเปลี่ยนมือคีบบุหรี่ เปลี่ยนชนิดบุหรี่เป็นยี่ห้อที่คุณไม่ชอบ และจำกัดสถานที่สูบบุหรี่ให้ตัวเอง เช่น นอกบ้าน บนระเบียงชั้นสาม
  13. เมื่ออยากสูบบุหรี่ อย่าตอบสนองตัวเองทันที ทำเฉไฉสักห้านาที แล้วค่อยจุดสูบ เพื่อลดความกระวนกระวายที่ต้องทำทันทีเมื่อรู้สึกต้องการ
ที่มา FW Mail


สลายขี้หูได้ ไม่ต้องแคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันโรคหูตึง

สุขภาพหู ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การ แคะหูจึงเป็นเรื่องต้องห้าม เหตุเพราะมีอันตรายต่อสุขภาพหู อาจทำให้เป็นโรคหูตึงได้ วันนี้เราจึงหยิบเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการแคะหู มาฝากกันค่ะ

คุณสาวๆ ขา แม้ว่าการแคะหูจะเป็นเรื่องต้องห้าม ด้วยว่ามีผลต่อสุขภาพหู แต่ถ้าขี้หูมาลามปามสร้างความอุดตันจนคุณๆ กลายเป็นสาวหูตึง (ชั่วคราว) ล่ะก็ ยิ้มหวานมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน อโรมาเธอราพี มาฝากจ้า

เทน้ำมันมะกอกในขวดแก้วขนาด 20 มิลลิลิตร ผสมด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย 5 หยด นำขวดแช่น้ำอุ่นสัก 10 นาที แล้วค่อยๆ เอามาเทในหูสักเล็กน้อย อุดด้วยสำลี ทำวันละ 2 ครั้ง สัก 3 วัน

นั่น!!หายแล้วใช่มั้ยเอ่ย

ที่มา FW Mail

Friday, June 26, 2009

อย.เตือนภัยครีมกันแดด - แก้ฝ้า 15 ชนิดใช้แล้วหน้าพัง

อย.เตือนภัยครีมกันแดด - แก้ฝ้า 15 ชนิดใช้แล้วหน้าพัง

ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าววันที่ 23 มิถุนายนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกำหนดให้เครื่องสำอางจำนวน 15 รายการ เป็นเครื่องสำอางที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย ประกอบด้วย
  1. BEANNE บีแอน ครีมไข่มุกตราแตร
  2. แอนตี้-ฟาร์ ครีม
  3. แอนตี้ – ฟาร์ โลชั่นกันฝ้า ปรับผิว
  4. ROSE ครีมขจัดฝ้า
  5. FAR-ACT ครีมรักษาฝ้า
  6. CN คลินิก 99
  7. ครีมฝ้าเมลาแคร์
  8. โลชั่นกันแดด กันฝ้า เมลาแคร์
  9. ครีมวินเซิร์ฟ
  10. โลชั่นวินเซิร์ฟ ลดฝ้ากันแดด
  11. MUI LEE HIANG PEARL CREAM
  12. เอสจี โลชั่นปรับสภาพผิว
  13. เลนาว ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน
  14. NEW CARE นิวแคร์ ครีมประทินผิว
  15. NEW CARE นิวแคร์ โลชั่นปรับสภาพผิว
มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผิดกฎหมายทั้ง 15 รายการดังกล่าวยังวางจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด ขออย่าซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทุกรุ่นการผลิตมาใช้อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ หากพบมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ผู้ผลิต / ผู้นำเข้า และผู้ขาย มีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา มติชนออนไลน์