Showing posts with label ความรู้ทั่วไป. Show all posts
Showing posts with label ความรู้ทั่วไป. Show all posts

Thursday, November 11, 2010

เป็นมะเร็ง ออกแรงได้ ไม่ต้องนอนพัก ออกเหงื่อได้เช่นคนปกติธรรมดา

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหมอจะสั่งให้คนไข้มะเร็งพยายามพักผ่อนให้มาก อย่าออกแรงทำสิ่งใดระหว่างที่รักษาอยู่ เพื่อเก็บแรงเอาไว้ ต่อสู้กับโรค

แต่ทุกวันนี้นับวันยิ่งมีหมอและนักวิจัยมากขึ้น พากันบอกให้คนไข้ใช้แรงให้มากเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะช่วยให้ชนะโรคได้มากกว่า จนคณะผู้ทรงคุณวุฒิของวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน ซึ่งเห็นหลักฐานความสำคัญของการออกกำลังของคนไข้มากขึ้น ได้ปรับปรุงข้อแนะนำในเรื่องนี้เสียใหม่

คณะได้ลงความเห็นว่า "คนไข้และผู้ที่รอดจากโรค ควรพยายามออกกำลัง ขนาดเดียวกับที่ได้แนะนำกับคนทั่วไป นั่นคือออกกำลังแบบแอโรบิก ในขนาดปานกลางถึงหนักหน่วง ให้ได้อาทิตย์ละ 150 นาที"

ผู้อำนวยการด้านโภชนาการและการออกกำลัง ของสมาคมแพทย์โรคมะเร็งอเมริกัน หมอโคลลีน ดอยล์ บอกว่า "การออกกำลังเป็นเรื่องสำคัญของคนไข้มะเร็ง แต่หมอและผู้มีอาชีพทางสาธารณสุขอีกหลายคน ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยอยู่ ทำให้สงสัยว่า การออกกำลังของคนไข้ จะปลอดภัยหรือไม่ สำหรับคณะของเราแล้วได้ลงความเห็นว่ามันปลอดภัย".

ที่มา : ไทยรัฐ

Friday, October 2, 2009

โรคถูกสาป

รู้จัก...โรคถูกสาป

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire

หลัง ข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ "โรคถูกสาป" ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ "โรคถูกสาป" นี้กันค่ะ...

โรค ถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curseป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย

สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก ดังนั้น การหลับนอนจึงจำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

คุณนนทิญา อินต๊ะ แม่น้องออมทรัพย์ หรือ ด.ญฐิติญาพร วัตรเยื้อง เล่าให้ฟังว่า ลูกของเธอเกิดวันที่ 26 กันยายน พ.ศ 2549 ปัจจุบันอายุ 2 ปี 5 เดือน น้องออมทรัพย์คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยในวันแรกที่คลอด แพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ จึงส่งตัวให้ทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ หาสาเหตุอาการป่วย และท้ายที่สุดแพทย์ได้สรุปว่า น้องออมทรัพย์ป่วยด้วยโรคถูกสาป คือ การสั่งการของสมองมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง

"ทั้งตัวเองและสามีไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เราเสียใจร้องไห้อยู่นาน คิดวนเวียนแต่ว่าเราไปทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงได้มาตกกับลูก ลูกต้องถูกเจาะคอและเจาะหน้าท้องเพื่อให้นมทางสายยาง แรกๆ เครียดมาก แต่พอได้อยู่กับลูกที่โรงพยาบาล ได้เห็นเตียงข้างๆ เขาเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กบางคนนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด แต่พ่อแม่เขายังสู้ เลยหันกับมาฮึดสู้เพื่อลูกบ้าง" คุณแม่น้องออมทรัพย์ กล่าว

ปัจจุบันน้องออมทรัพย์ไม่เคยได้กลับบ้าน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอน ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าทางพ่อและแม่สามารถพาน้องกลับบ้านได้ แต่จะต้องมีเครื่องช่วยหายใจกลับไปด้วย ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ว่านี้ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ราคาเครื่องละประมาณ 500,000 บาท นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว คุณแม่น้องออมทรัพย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมๆ กับการช่วยเหลืออีกแรงจากทีมแพทย์

"เงิน 500,000 แสนบาท มันเป็นเงินที่เยอะมากๆ สำหรับครอบครัวเรา ตัวเราเองก็พยายามวิ่ง ติดต่อทุกทางไปติดต่อที่ อบต.จังหวัด เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณเร่งด่วน ถ้าครอบครัวเราจะทำสัญญาผ่อนเงินจำนวนนี้จะไหวไหม เราก็เอากลับมาคิดตอนนี้ทั้งตัวเองและสามีก็พยายามหาทางเต็มที่ เราก็หวังว่าวันหนึ่ง ลูกจะได้กลับไปอยู่บ้าน ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ตอนนี้ก็พยายามไม่ร้องไห้ แต่อาจมีบ้างตอนคิดถึงลูกแล้วมาเยี่ยมไม่ได้"

ต่อมา เรื่องราวของน้องออมทรัพย์ได้รับการตีแผ่ผ่านรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ปรากฏว่า มี ผู้ใจบุญบริจาคเงินเข้ามามากสำหรับเครื่องช่วยหายใจทั้ง 1 เครื่อง โดยทีมแพทย์วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะให้กับน้องออมทรัพย์ก่อน เนื่องจากทางครอบครัวมีความพร้อมมากกว่า

ด้าน รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล หน่วยโรคระบบหายใจ ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ในเมืองไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคถูกสาปทั้งหมด 3 ราย คนไข้เคสแรกในเมืองไทย ชื่อ ข้าวปุ้น ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว พ่อและแม่เขาค่อนข้างมีฐานะเลยสามารถซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ ทุกวันนี้ เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ส่วนอีกคนคือ ชื่อน้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล อายุ 3 ขวบครึ่ง นอนอยู่เตียงใกล้กับน้องออมทรัพย์

"ปกติเด็กเหล่านี้ เราต้องให้เขาอยู่โรงพยาบาลถึง 3 ขวบ แต่น้องออมทรัพย์พัฒนาการค่อนข้างเร็วเลยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ ก่อน 3 ขวบ แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้นาน 5 ปี ซึ่งของเด็กจะราคาแพงกว่าเด็กโตหรือของผู้ใหญ่ แต่หากน้องโตแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดที่กระบังลมใส่เครื่องกระตุ้น กระบังลมในการหายใจให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน" คุณหมอ กล่าว

ล่า สุด ยอดการบริจาคมากพอสำหรับเครื่องช่วยหายใจอีก 1 เครื่อง สำหรับ น้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องช่วยหายใจและการรักษาอีกมากพอ สมควร ...ทีมงานกระปุกดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะช่วยเหลือ "น้องออมทรัพย์" สามารถบริจาคไปได้ที่บัญชีคุณแม่น้องออมทรัพย์ น.ส. นนทิญา อินต๊ะ เพื่อ ด.ญ. ฐิติญาพร วัตรเยื้อง ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดคลองสวน เลขที่บัญชี 310-2-31383-5 และผู้ที่สนใจบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจของ "น้องมิ้นท์" สามารถติดต่อบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-2-94149-6 ชื่อบัญชี หน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก, นิตยสาร marie claire


ผลของการรักษาสิวเป็นระยะเวลานาน กับยาหมอ!!!

พอดีว่าผมได้เรื่องนี้มาจากกระทู้ http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8368133/L8368133.html เห็นว่าน่าสนใจดีครับ ก็เลยขอเอามาแปะในบ้านของตัวเอง ฮ่าๆๆๆ

ตามไปอ่านกันได้เลยครับ
 
เตือนสาวๆ ที่กำลังรักษาสิวค่ะ vote  

ขอใช้บัตรผ่านนะคะ อายค่ะ กลัวเพื่อนมาเห็นทู้ค่า
ปกติไม่ค่อยได้เข้ามาห้องนี้เท่าไหร่ค่ะ แต่
อยากมาเล่าประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากได้บทเรียนราคาแพงจากการรักษาสิวค่ะ
เริ่มเป็นสิว ผื่นแพ้ ตอนอายุ 19 เป็นยัยหน้าสิวเขรอะ จนถึงประมาณอายุ 27 ค่ะ (ตอนนี้ 32 ค่ะ)
จนพี่ที่รู้จักกันแนะนำหมอรักษาสิวให้ค่ะ ก็เลยไปรักษาจนหายเป็นสิว หน้าใส สวยขึ้น
เลยไม่อยากกลับไปเป็นยัยสิวเขรอะแล้วค่ะ พอสิวมาอีกเมื่อไหร่ก็รีบไปหาหมอทันที
ไม่เคยปล่อยให้สิวอยู่บนหน้าเกิน 1 อาทิตย์ ค่ะ บางทีเจอสิวหัวช้างขึ้น ปุ๊บ ก็รีบไปฉีดสิวให้มันยุบค่ะ
จะภูมิใจมาก เวลาใครๆ ชมว่าผิวดี หน้าใสค่ะ แบบว่าคนมันเคยมีปมด้อยนี่น่า
รักษาสิวมา 5 ปี ทายา กินยา ตามที่หมอจัดให้ แต่ไม่สม่ำเสมอ บางทีแอบขี้เกียจ

เกริ่นจบแล้ว เข้าประเด็นล่ะ
เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นตกขาวค่ะ เยอะมาก แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง และไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ไม่คัน ไม่มีกลิ่นเหม็น
จนปล่อยให้มันลุกลามไปใหญ่ ทำให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ ถึงได้รู้จากหมอ
ว่าอาจจะมีผลมาจากตกขาว ก็กินยารักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจนหาย และได้ยาเหน็บ
รักษาอาการตกขาวมาด้วย แต่ไม่หายค่ะ ตอนนี้ตกขาวเริ่มผิดปกติมากแล้ว
จากเดิมเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา ก็เริ่มมีกลิ่น คัน ลามมาถึงข้างนอกแล้ว
ก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ก็ได้ข้อมูลว่ายารักษาสิวมันไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อส่วนนั้น พอไม่มีมันเชื้อราก็เลยบุกค่ะ
หลังจากหาข้อมูลจนมั่นใจแล้ว ว่ารู้สาเหตุ และคิดว่าไม่ต้องตรวจภายในค่ะ
แค่เล่าอาการ คุณหมอน่าจะจัดยามาให้ได้เลย
ทีนี้ก็เลยไปหาหมอค่ะ แต่ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจค่ะ ดันเจอคุณหมอดุ
พยายามต่อรองแล้ว แต่คุณหมอยืนยันว่าต้องตรวจภายใน และให้ขึ้นเตียงที่มีขาหยั่งค่ะ
อายมาก ทั้งคุณหมอ ทั้งคุณพยาบาล เฮ้อ นึกแล้วยังอายไม่หายเลยค่ะ
ยังดีนะที่ขอคุณหมอผู้หญิงไปตั้งแต่แรก
แต่ที่สำคัญ คุณหมอบอกว่ามันจะไม่หายขาด จะเป็นๆ หายๆ ค่ะ เสียใจที่พลาดไปแล้ว
กับการห่วงสวย จนไม่นึกถึงผลที่จะตามมา ไม่อยากโทษหมอที่รักษาสิว โทษตัวเองค่ะ โง่เอง

เลยอยากจะมาเตือนสาวๆ ที่กำลังรักษาสิวค่ะ เวลาคุณหมอให้ยา เค้าจะไม่บอกถึงผลข้างเคียงของยาค่ะ
ถึงเราจะถามแล้ว เค้าก็พูดให้เราสบายใจตลอดว่าไม่เป็นไร ยาตัวนี้ขนาดเด็กยังกินได้เลยนะ
ไม่อันตรายจริงๆ ถ้าไม่กิน สิวก็ไม่หายขาด ขนาดเป็นสิวแค่ 2 เม็ดยังได้ยามากินเลย ก็โง่กินไง
ตอนนี้ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเลยว่าจะเป็นยังไง คงต้องหาหมออย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนตายหรือเปล่า
ไอ้แบคทีเรียที่เรากินยาฆ่ามันไป มันจะมาเกิดใหม่อีกมั้ย รู้สึกเหมือนโหยหาลูกที่ทำแท้งไปยังไงก็ไม่รู้
ทีแน่ๆ คือ เข็ดกับหมอสิวแล้วค่ะ ใครไม่เป็นอาจจะไม่รู้ว่ามันทรมานนะ
คือเราแต่งงานแล้ว ไอ้เชื้อราเนี่ย ทำให้เรามีอะไรกับแฟนไม่ได้ มันจะเจ็บมาก
อาคารคันอีก ยิ่งเกา ยิ่งคัน ไม่เกาก็ไม่ได้ ก็มันคันนี่ 555

จากคุณ : แก้ว
เขียนเมื่อ : 27 ก.ย. 52 16:35:19 A:192.3.24.143 X:203.130.131.130 TicketID:235308








Thursday, September 3, 2009

โละ 5 พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ

  1. ไม่สนอาหารมื้อเช้า
    "เช้าๆ กาแฟสักแก้ว แค่นี้ก็อยู่ท้อง" หากมื้อเช้าของคุณเป็นรูปแบบประมาณนี้ เปลี่ยนโดยด่วนค่ะ พึ่งอาหารสำเร็จรูปนานๆครั้งก็พอไหว แต่ถ้าทุกเช้าสารอาหารและพลังงานที่จำเป็นล่ะ หรือถ้าคิดรวบยอดกับมื้อเที่ยงก็โปรดอย่าลืมว่า อาหารเช้าเป็นมื้อที่ให้พลังงานเพื่อให้เราสู้งานไม่ถอย ไอเดียกระฉูด ถ้าตื่นเช้าอีกหน่อยหาเมนูง่ายๆจากร้านแถวออฟฟิศทาน อย่างนี้เวิร์คสุด ที่สำคัญมื้อเช้าไม่จำเป็นต้องเป็นข้าวเสมอไปหรอกค่ะ
  2. เครียด...เป็นนิจ
    แหม! คุณขา ชีวิตนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ไปซะทุกย่าง ขืนมัวคาดหวัง คิดเล็ก คิดน้อยไปซะทุกเรื่อง มันพานทำให้จิตใจท้อแท้ หดหู่ หมดแรงสู้ปัญหาที่คุณต้องเผชิญทั้งงานในบ้านและที่ทำงาน เครียดจนลืมกิน หรือยิ่งเครียดยิ่งกิน โรคอื่นๆก็เข้ามาก่อกวนสุขภาพคุณอีก ลองจัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง สื่อสารกับคนใกล้ตัวให้รับฟัง ช่วยกันคลี่คลายปัญหาอย่างน้อยๆ ก็ปลดล็อกชีวิตคุณให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น
  3. ชอบนอนหงาย
    จริงอยู่ว่าการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่บางทีก็ทำลายสุขภาพของคุณได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบนอนหงายเป็นประจำหรือชอบนอนคว่ำยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกปวดหลังทุกครั้งที่ลุกจากเตียง ทางที่ดีเวลานอนให้ใช้หมอนข้างหนุนใต้โคนขา ช่วยรักษาทรวดทรงกระดูก ถ้าเปลี่ยนเป็นนอนตะแคงได้ก็จะดีที่สุดแต่ขาล่างควรเหยียดตรง ส่วนขาบนและสะโพกให้ก่ายหมอนข้างไว้
  4. ติดฟัง MP3 – iPod
    การฟังเพลงในโลกส่วนตัวด้วย MP3 หรือ iPod ติดต่อกันนานๆ เป็นกิจวัตรที่ไม่ดีต่อสุขภาพการฟัง ระดับเสียงของเครื่องเล่นเหล่านี้ จะดังกว่าระดับเสียงมาตรฐานที่พอเหมาะกับหู แถมยังตั้งระดับความดังไว้เกินกว่ามาตรฐานอีก อย่างนี้โรคหูตึงอาจมาเยือนง่ายๆแบบไม่ต้องรอแก่เลยแหละ
  5. สวยด้วยส้นสูง
    รองเท้าส้นสูงเป็นคู่ใจสำหรับสาวทำงานไปเสียแล้ว จนลืมใส่ใจเท้าในฐานะอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักตลอดวัน ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นนิจพึงระวังโรคข้ออักเสบมาเยือนยามแก่ตัว ปรับลดความสูงของส้นลงมาบ้างสลับเปลี่ยนส้นสูงบ้างเตี้ยบ้างก็ดีค่ะ
ที่มา : Health Alert Free Magazine SHE's Smart


8 ข้อ ป้องกันโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกจะเป็นกับคนที่มีการใช้งานมือมากเกินไป หรือใช้ผิดวิธี โดยเฉพาะผู้หญิงถึงร้อยละ 80 ที่หิ้วของหนักๆซ้ำๆ นิ้วที่พบปัญหาล็อกบ่อยที่สุดคือ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วนาง อาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อกและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ แม่บ้านที่ต้องหิ้วของหนักๆ คนตัดสวน ตัดแต่งกิ่งไม้ ช่างไฟฟ้า หมอนวดแผนโบราณ พนักงานพิมพ์คอมพิวเตอร์ นักกีฬาแบดมินตัน นักกอล์ฟ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบได้ในคนที่มือเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ และพบร่วมกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบชนิด
รูมาทอยด์ หรือผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นมากกว่าปกติ
โรคนิ้วล็อก มีสาเหตุชัดเจน และหากรู้จักระมัดระวังการใช้นิ้วอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ปลอกหุ้มเส้นเอ็นได้ ดังนี้
  1. ไม่หิ้วของหนัก เช่น ถุงพลาสติก ตะกร้า ถังน้ำ ถ้าจำเป็นต้องหิ้ว ควรใช้ผ้าขนหนูรองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ แทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อนิ้วมือ หรือใช้วิธีการอุ้มประคองช่วยลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือได้
  2. ไม่ควรบิด ซักผ้าด้วยมือเปล่า จำนวนมากๆ และซ้ำบ่อยๆ และไม่ควรบิดผ้าให้แห้งสนิท เพราะจะยึดปลอกหุ้มเอ็นจนคราก และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนิ้วล็อก
  3. นักกอล์ฟที่ต้องตีแรง ตีไกล ควรใส่ถุงมือ หรือใช้ผ้าสักหลาดหุ้มด้ามจับให้หนาและนุ่มขึ้น เพื่อลดแรงปะทะ และไม่ควรไดรกอล์ฟต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
  4. เวลาทำงานที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่าง ควรระวังการกำ บด เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับให้ใหญ่และนุ่มขึ้น
  5. ชาวสวนระวังเรื่องการตัดกิ่งไม้ด้วยกรรไกร หรืออื่นๆที่ใช้แรงมือ ครวใส่ถุงมือเพื่อลดการบาดเจ็บของปลอกเอ็นกับเส้นเอ็นและควรใช้สายยางรดน้ำต้นไม้แทนการหิ้วถังน้ำ
  6. คนที่ยกของหนักๆเป็นประจำ เช่นคนส่งน้ำขวด ถังแก๊ส แม่ครัวพ่อครัว ควรหลีกเลี่ยงการยกมือเปล่า ควรมีผ้ามารองจับขณะยก และใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถลาก
  7. หากจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้มือกำ หยิบ บีบ เครื่องมือเป็นเวลานานๆ ควรใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้ผ้าห่อที่จับให้หนานุ่ม เช่น ใช้ผ้าห่อด้ามจับตะหลิวในอาชีพแม่ครัวพ่อครัว
  8. งานบางอย่างต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้าหรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ เช่นทำ 45 นาที ควรจะพักมือสัก 10นาที
    ถึงแม้โรคนิ้วล็อกจะเป็นโรคที่รักษาหายได้แต่ก็ควรกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 8 ฉบับ 16 มิถุนายน 2549 presented by : ชานิดา แสงสุริย์


9 วิธีหนีอ้วน

อยากผอมทำยังไงดีคะ? แน่นอนว่าถ้าสาวๆ ไม่เลือกอดอาหารยอมหิวจนตาลายก็ต้องโหมออกกำลังอย่างหนักเหลือทน แต่วันนี้เรามีทางเลือกให้คุณผอมหุ่นเพียวสวยด้วยวิธีง่ายๆ มาเสริฟถึงที่ค่ะ ที่สำคัญไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องโหมออกกำลังกายค่ะ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแสนง่าย 9 อย่างเท่านั้นเองค่ะ
  1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม
    จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า "นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ" และอีกด้านหนึ่งมันก็จะกระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลงของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ (แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน)
  2. ปิดวิทยุซะ
    คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้ามากขึ้นค่ะ
    ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย
  3. กินให้ครบทุกมื้อ
    ข้อนี้สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า "เอาเถอะน่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน" ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง นั่นแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ "คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ"
  4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง
    อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ยช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ
    แล้วล่ะยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ
  5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว
    อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่งมีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินอ อกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม...แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ (แต่อย่าอยากขนมมากทั้งวันนะ ไม่งั้นคงต้องไปตากแดดจนมะเร็งผิวหนังถามหาแน่ๆ )
  6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ในโถแก้ว
    เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ
  7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว
    ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการใช้ตะเกียบให้ถนัดมือ) หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ
  8. เปิดไฟทานอาหาร
    ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง
  9. แค่โกรธก็อ้วนแล้ว
    ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์ คุณ ก็นับ 1-10 สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today


Sunday, August 23, 2009

เลิกบุหรี่ ภายใน 7 วัน ด้วย 13 เคล็ดลับ

"ไม่ ใช่ไม่รู้ แต่เพราะบุหรี่เป็นภัยผ่อนส่งที่ใช้เวลานานกว่าจะได้รับดอกเบี้ยโรคภัยแบบทบ ต้นทบดอก ดังนั้นหลายคนจึงขอทำเป็นลืมๆ ในระหว่างที่พ่นควันผุยๆ บางคนอยากเลิก แต่ใจละลายง่ายก็เลยยังต้องซื้อต้องแชะๆ แบบมวนต่อมวนกันต่อไป ที่จริงการหยุดสูบไม่ได้ยาก และไม่ ต้องใช้เวลานาน แค่อาศัยความตั้งมั่น และการรู้จักธรรมชาติของตัวเอง และตัวยา เลิกใน 7 วัน ทำได้ง่ายกว่าที่คิด และนี่คือ 13 วิธีที่แค่อ่านแล้ว ฉุกคิด มลพิษก็ถูกถอดรหัสทันที"
  1. การเลิกโดยเด็ดขาดทันทีทันใดให้ผลชะงัดกว่าการลดปริมาณ ทนทรมานได้สำเร็จใน 2-3 วัน ยังดีกว่าทรมานอย่างช้าๆ และช่วงเวลา 3 วันแรก เป็นช่วงที่ลำบากใจที่สุด หลังจากผ่านไปได้โอกาสเลิกบุหรี่จะเป็นไปได้สูงมาก
  2. เซตวันสุดท้ายของการเลิกบุหรี่ พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่คุณมีภาระต้องรับผิดชอบ เช่น ช่วงสอบ ช่วงที่ต้องไปงานเลี้ยงหรืองานสังคม เพราะอาจมีแรงจูงใจทำให้ไม่สามารถเลิกได้ตามที่ตั้งใจไว้
  3. สร้างพิธีกรรมเล็กๆ สำหรับวันส่งท้าย ด้วยการนำบุหรี่ที่เหลือ และซองบุหรี่มาเผาไฟต่อหน้าต่อตา พร้อมกับกระดาษที่จดข้อความของโทษการสูบบุหรี่สำหรับวันแรกของการเลิก เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา อาจหายใจให้เต็มปอดสัก สิบครั้งช้าๆ ลึกๆ และปล่อยใจ ให้จินตนาการรู้สึกดีกับมวลอากาศบริสุทธิ์
  4. ออกกำลังเบาๆ อย่างน้อยสามสิบถึงสี่สิบนาที เช่น ว่ายน้ำ, เดินเล่น หรือปั่นจักรยานวันละสองรอบเพื่อกระตุ้นร่างกายให้แข็งแรงและซ่อมแซมส่วนที่ เสียหายจากภัยบุหรี่
  5. หายใจลึกๆ ช้าๆ ติดต่อกัน ต่อเนื่องกันห้านาทีทุกวัน ด้วยการหลับตา สูดลมเข้าช้าๆ ด้วยจมูกจนเต็มปอด แล้วปล่อยออกช้าๆ ทางลมปากจนหมด ระหว่างทำ ให้สร้างความรู้สึก ดีไปด้วย จินตนาการถึงความรู้สึกที่แตกต่างของการไม่มีควันบุหรี่ในชีวิต คุณอาจยังไม่รู้สึกนัก แต่ควรสร้างอุปทาน เช่น รู้สึกว่าเหนื่อยน้อยลงหรือ ลมหายใจหอมสดชื่น หรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งดีๆ ของการไม่สูบบุหรี่
  6. อาบน้ำหรือแช่ในน้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที หลังจากอาบน้ำอุ่นแล้ว ควรตามด้วยการราดน้ำเย็นเพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น
  7. ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว น้ำจะช่วยกำจัดนิโคตินออกจากร่างกาย ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า หลังอาหารทุกมื้อช่วงระหว่างมื้อและก่อนนอน
  8. หลีกเลี่ยงสุรา ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะจะทำให้เกิดความอยากสูบบุหรี่
  9. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมันจัด อาหารหวานจัด อาหารเผ็ด เพราะอาหารมีผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต
  10. กินวิตามินบีรวม ในรูปแคปซูลหรือเม็ดหรือจะกินส่าข้าวสาลี (Wheat Germ) 1-2 ช้อนโต๊ะหลังอาหารโดยอาจผสมกับนมสด
  11. อย่ากดดันตัวเองจนเครียด และอย่ารู้สึกผิดจนเกินไปเมื่อคุณเผลอ ให้อภัยตัวเอง และเริ่มกลับเข้าสู่โปรแกรมงดบุหรี่ทันที ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ งด แล้วจะหยุดได้เอง อย่างน้อยก็ลดปริมาณบุหรี่ที่เคยสูบได้มากกว่าเดิม
  12. ถ้าต้องสูบจริงๆ ให้ลองเปลี่ยนมือคีบบุหรี่ เปลี่ยนชนิดบุหรี่เป็นยี่ห้อที่คุณไม่ชอบ และจำกัดสถานที่สูบบุหรี่ให้ตัวเอง เช่น นอกบ้าน บนระเบียงชั้นสาม
  13. เมื่ออยากสูบบุหรี่ อย่าตอบสนองตัวเองทันที ทำเฉไฉสักห้านาที แล้วค่อยจุดสูบ เพื่อลดความกระวนกระวายที่ต้องทำทันทีเมื่อรู้สึกต้องการ
ที่มา FW Mail


สลายขี้หูได้ ไม่ต้องแคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันโรคหูตึง

สุขภาพหู ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การ แคะหูจึงเป็นเรื่องต้องห้าม เหตุเพราะมีอันตรายต่อสุขภาพหู อาจทำให้เป็นโรคหูตึงได้ วันนี้เราจึงหยิบเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการแคะหู มาฝากกันค่ะ

คุณสาวๆ ขา แม้ว่าการแคะหูจะเป็นเรื่องต้องห้าม ด้วยว่ามีผลต่อสุขภาพหู แต่ถ้าขี้หูมาลามปามสร้างความอุดตันจนคุณๆ กลายเป็นสาวหูตึง (ชั่วคราว) ล่ะก็ ยิ้มหวานมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน อโรมาเธอราพี มาฝากจ้า

เทน้ำมันมะกอกในขวดแก้วขนาด 20 มิลลิลิตร ผสมด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย 5 หยด นำขวดแช่น้ำอุ่นสัก 10 นาที แล้วค่อยๆ เอามาเทในหูสักเล็กน้อย อุดด้วยสำลี ทำวันละ 2 ครั้ง สัก 3 วัน

นั่น!!หายแล้วใช่มั้ยเอ่ย

ที่มา FW Mail

Friday, June 26, 2009

เมื่อคุณมี "ความต้องการ" มากกว่าเขา

ความ เชื่อผิดๆ อย่างหนึ่งก็คือว่า ผู้ชายนั้นมีอารมณ์ทางเพศอย่างรุนแรง และเร่าร้อนตลอดเวลา ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ผู้ชายเองก็สามารถ "หมดอารมณ์" กับคุณผู้หญิงทั้งหลายได้ ด้วยสาเหตุดังนี้

เขาเครียดมากไปหรือเปล่า

ปํญหาที่มักเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อาจจะเครียดจากงานประจำ เรื่องเงิน เรื่องความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นตัวทำลายเซ็กซ์ได้เสมอ ถ้าคุณรู้สึกว่าเขาเริ่มที่จะห่างเหินคุณไปแล้วละก็ ลองสังเกตุเขาให้ดีว่า เขาเครียดมากไปหรือเปล่า ลองกอดเขา หรือนวดให้เขารู้สึกผ่อนคลายบ้างสิคะ คุณทราบหรือไม่ว่า การนวดให้กันและกันนั้น นอกจากจะเป็นการประชับความสัมพันธ์กันและกันแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายทั้งกล้ามเนื้อ และจิตใจให้กับเขาได้อีกด้วย เมื่อจิตใจของเขาผ่อนคลายแล้วละก็ โดยมากเขาก็จะกลับมา "เร่าร้อน" เหมือนเดิมคะ

เขาโกรธอะไรคุณอยู่
โดย มาก ชายหนุ่มมักจะไม่แสดงออกอะไรมากนักเกี่ยวกับการอารมณ์ ไม่ว่าจะรักหรือโกรธ เขามักจะเก็บเอาไว้ข้างในเสมอ หากเขาอยู่ๆ ก็นิ่งๆ ห่างเหินคุณไปละก็ ให้ลองนึกย้อนดูก่อนวันเกิดเหตุสิคะว่า ก่อนวันที่เขาจะ "เปลี่ยนไป" นั้น เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง หากเขาโกรธ หรือน้อยใจอะไรละก็ พูดและทำความเข้าใจให้ตรงกันนะคะ จะได้ไม่มีปัญหาอะไรในระยะยาว

คุณปล่อยตัวมากเกินไปหรือเปล่า
แม้ ว่าความรักจะเป็นเรื่องของความรู้สึก แม้ว่าเขาจะไม่เคยนึกรังเกียจในรูปร่างของคุณแต่อย่างใดก็ตาม แต่หากคุณปล่อยตัวจนน้ำหนักขึ้นมากไป ความรู้สึกต่ออารมณ์เพศของเขาก็อาจจะเปลี่ยนไปได้เช่นกัน ทางที่ดี คุณก็ควรที่จะหันมาออกกำลังกาย กระชับสัดส่วนบ้างนะคะ

เขากำลังมีคนใหม่
ปัญหา นี้ อาจจะเกิดขึ้นได้หากคุณไม่ได้แก้ไขปัญหาข้างต้นมาเป็นเวลานานๆ เพราะผู้ชายโดยมาก เมื่อเขามีปัญหา หากเขาได้รับการดูแลเอาใจใส่ ความห่วงใย และใส่ใจจากใครคนอื่น ที่แสดงออกได้มากกว่าคึณแล้วละก็ เป็นไปได้มากที่เขาจะเทใจให้คนอื่น ดังนั้น หากคุณเริ่มเห็นว่าเขา "ห่างเหิน" ละก็ นั้นอาจจะเป็นสัญญาณอันตรายได้คะ


10 ขั้นสู่สวรรค์ออรัลเพื่อเธอ

บ่อยครั้งที่ผู้ชายไม่รู้เทคนิคใช้ลิ้นให้ถูกใจผู้หญิง ปัญหาที่เจอประจำคือ พ่อเจ้าประคุณลงแค่ปลายลิ้นจึ๊กๆ หรือไม่ก็ละเลงทั้งปาก ทั้งดูด และเลีย อย่างกับกำลังแทะฝักข้าวโพด หาความพอดีมิได้ เราจึงขอนำเสนอเทคนิคออรัลเอาไว้กระซิบบอกหนุ่มของคุณ ตำรับนี้ได้มาจากหนุ่มๆที่เค้าศึกษากันมาเป็นอย่างดี

10 ขั้นสู่สวรรค์ออรัลเพื่อเธอ
  1. อย่าเร่ง ผู้หญิงเครื่องร้อนช้าและถึงจุดสุดยอดช้ากว่าผู้ชาย ควรให้เวลาเธอซักนิด
  2. เริ่มอย่างนุ่มนวล ใช้มือโลมลูบ จูบและเลียทั่วเรือนร่าง จากนั้นลงไปยังจุดยุทธศาสตร์
  3. จัดท่วงท่า เลือกท่วงท่าให้ดีตามความถนัด และสะดวกสบายของเธอ อาจเสียเวลานิดหน่อยแต่คุ้มค่ะ
  4. สร้างความชุ่มชื้น อย่าปล่อยให้ส่วนนั้นแห้งผาก ใช้น้ำลายเยอะๆ ตอนเลียพื้นที่รอบๆ จากนั้นค่อยพุ่งเป้ามาที่คลิตอริส อย่าใช้แค่ปลายลิ้น ควรใช้ลิ้นทั้งแผ่น
  5. รักษาจังหวะ เรื่องนี้สำคัญมาก การเปลี่ยนจังหวะและเทคนิคบ่อยๆ ไม่เวิร์กค่ะ ทำให้อารมณ์ขาดห้วง พานเซ็งเปล่าๆ
  6. ส่งเสียงพึงพอใจ ผู้ชายควรส่งเสียงให้เธอรู้สึกว่า เขาชอบที่ได้บริการเธอ เพื่อให้เธอสบายใจ ไม่เครียดเกร็งเกินไป
  7. อย่ารุนแรงเกินไป เบาๆลิ้นหน่อยเถอะค่ะ นุ่มๆเนิบๆ เร้าใจจะตายไป เพิ่มลีลาวนลิ้นเป็นวงกลม วู้ย.สยิวกิ้วมากๆ
  8. นิ้วเพิ่มความเสียว ผู้หญิงบางคนชอบให้สอดนิ้วเข้าไปเมื่อเกือบถึงจุดสุดยอด เพิ่มอารมณ์เซ็กซ์ได้มากขึ้นหลายเท่า
  9. ประตูหลังก็เวิร์ก ผู้หญิงบางคนชอบใช้นิ้วชโลมสารหล่อลื่นสอดเข้าทางประตูหลัง ขณะถึงจุดสุดยอด ถามเธอก่อนว่าชอบไหม จากนั้นบริการให้เต็มที่เลยค่ะ
  10. อย่าหยุด เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ ผู้ชายมักหยุดลิ้นเมื่อเห็นผู้หญิงเกร็งตัวค้าง เพราะคิดว่าเธอถึงจุดสุดยอดแล้ว อย่าหยุดเชียวนะคะ ต้องลงลิ้นบรรเลงต่อไป เนื่องจากผู้หญิงถึงจุดสุดยอดนานกว่าผู้ชาย
5 สิ่งที่ผู้ชายทำพลาดประจำ
  1. ทำอย่างขอไปที แถมยังทำท่าเหม็นแบบไม่เกรงใจ การที่ผู้ชายที่เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า มันมีกลิ่น ทั้งที่ผู้หญิงเพิ่มอาบน้ำ เป็นเรื่องตลกสิ้นดี เพราะกลิ่นตามธรรมชาติจะฉุนนิดหน่อย อย่าใช้เป็นข้ออ้างเปลี่ยนแฟน ถ้าทำใจยอมรับไม่ได้
  2. รุนแรงเกินไป ผู้หญิงชอบลิ้นแข็งแรงแต่อ่อนโยน อย่าทำให้ความเสียวกลายเป็นความเจ็บปวด
  3. ทำไม่นานพอ ผู้หญิงใช้เวลากรุยทางสู่จุดสุดยอดนานกว่าผู้ชาย ให้เวลาเธอตามสบาย รับรองว่ารักตายเลยล่ะ
  4. เปลี่ยนเทคนิคบ่อยเกิน จังหวะกำลังได้ เสียวกำลังดี เคลิ้มๆเกือบๆแล้ว จู่ๆคุณผู้ชายก็เปลี่ยนลีลาซะงั้น อารมณ์ก็สะดุดสิคะ ต้องเสียเวลาทำความคุ้นเคยกับลีลาใหม่อีกแล้ว
  5. หยุดตอนกำลังถึงพริกถึงขิง จุดสุดยอดของผู้หญิงยาวนานกว่าผู้ชาย ถ้าเห็นทำตัวเกร็งเมื่อไหร่ ขอร้องว่าอย่าหยุดลิ้น กรุณาบรรเลงต่อไปค่ะ ไม่งั้นอาจค้างเติ่งเสียอารมณ์เพลงได้
รู้หรือไม่
ผู้หญิงร้อยละ 73 ชอบให้ผู้ชายทำออรัลให้
ผู้หญิงร้อยละ 24 ชอบทำออรัลให้ผู้ชาย


ควรมีเซ็กส์มากแค่ไหน เพื่อให้สุขภาพดีตลอดไป

เดือนละครั้ง : สามารถลดอันตรายจากการเป็นมะเร็งเต้านมได้ โดยนักวิจัยเข้าใจว่า เซ็กส์ช่วยทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนโดยตรง ดร.ชวาร์ทซ์ บอกว่า จากการศึกษาหลายต่อหลายครั้งบอกให้รู้ว่าโปรเจสเตอฌรนที่เพิ่มขึ้นมานั้น มีส่วนสัมพันธ์กับการลดลงของอันตรายจากมะเร็งเต้านม และยังมีอีกหลายกรณีที่บ่งบอกว่า ยิ่งมีเซ็กส์บ่อยขึ้น อันตรายจากการเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งลดน้อยลง

สัปดาห์ละครั้ง : ไม่เป็นหวัด ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ เพราะจาการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยวิลด์ ในเพนซิลวาเนีย ระบุว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ จะมีระดับสารต้านทานโรคในร่างกายที่มากกว่าผู้ที่ไม่มีเพศสัมพันธ์เลย อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะการมีเซ็กส์บ่อยจะเปิดช่องโหว่ให้กับพวกแบคทีเรีย จุลินทรีย์ทั้งหลาย ร่างกายของเราจึงต้องรีบสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ข้อสำคัญ การมีเซ็กส์บ่อยครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยให้ภูมิคุ่มกันมีมากขึ้นไปอีก ผู้ที่มีกิจกรรมทางเพศสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ระดับสารต้านทานโรคกลับต่ำลง จึงทำให้รับเชื้อไวรัสต่าง ๆ เช่นหวัด ไข้หวัดใหญ่ ได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้มีเซ็กส์เลย

สัปดาห์ละ 3 ครั้ง : ทำให้ดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง โดยในการศึกษาวิจัยครั้งหนึ่ง อาศัยชาย-หญิงชาวยุโรปและอเมริกัน กว่า 3,500 คน เป็นกลุ่มเป้าหมาย นักวิทยาศาสตร์ได้สอบถามอาสาสมัครในหลายประเด็น รวมทั้งจำนวนครั้งของการมีเพศสัมพันธ์กัน ผลคือ ผู้ที่ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์มากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง 7-12 ปี


ศิลปะบนเตียง 23 ประการ ของสุภาพบุรุษ

เอาล่ะ ขณะนี้คุณอยู่บนเตียงกับเธอ... แต่กลับรู้สึกไม่มั่นใจ ว่า ควรทำอะไรต่องั้นหรือเปล่า? ไม่ต้องห่วง นี่คือ "ศิลปะ 23 ประการ" เพื่อให้สุภาพบุรุษแน่ใจว่า คุณจะเป็นสุภาพบุรุษเมื่ออยู่บนเตียงและเธอ....จะกลับมาอีกครั้ง
  1. เริ่มด้วยการจูบ การเลี่ยงริมฝีปาก แต่กลับจู่โจมตรงดิ่งไปยังเรือนร่าง ส่วนที่ไวต่อความรู้สึกทางเพศของ เธอในทันที ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยอดคิดไม่ได้ ชายผู้นี้คงรู้สึกว่าตัวเองเสียไปมากแล้ว ทั้งเวลาและเงินทอง ตอนนี้คงกำลังพยายามทวง ความคุ้มค่าคืนมาให้เร็วที่สุด โดยหารู้ไม่ การจูบด้วยความดื่มด่ำ เป็นพื้นฐานสำคัญของการเร้าอารมณ์

  2. อย่าเป่าลมเข้าหูเธอแรงนัก เชื่อเถอะการเป่าลมเพื่อสร้างความอีโรติก กับการเป่าลมเพื่อดับเทียนบนเค้ก ฉลองครบรอบ 50 ปีของคุณ นั้นต่างกัน การเป่าลมเข้าหูแรงๆ สร้างความเจ็บปวดได้

  3. โกนหนวดให้เรียบร้อย ผู้ชายมักลืมเสมอๆ เหนือริมฝีปากและบริเวณคางของตัวเอง เต็มไปด้วยสิ่งที่คล้ายขนเม่น และผู้ชายมักใช้ร่างกายส่วนนี้ซุกไซ้อยู่กับใบหน้า และทรวงอกของอีกฝ่าย ในยามที่เธอเอียงศีรษะไปซ้ายทีขวาที นั่นไม่ใช่ด้วยรู้สึกเสน่หา แต่เพราะพยายามหลีกเลี่ยงขนเม่นเหล่านั้นมากกว่า

  4. อย่าเปลื้องผ้าเธอให้อยู่ในสภาพน่าเกลียด ผู้หญิงไม่ชอบถูกมองดูเป็นยายเซ่อ ถ้าคุณถอดสเวตเตอร์เธอออกไว้แค่คอ นั่นแหละใช่เลย เปลื้องผ้าเธอให้เหมือนกับคุณกำลังแกะห่อของขวัญที่แสนจะมีค่า อย่าทำเหมือนเด็กแกะกล่องของเล่น

  5. ว่าด้วยการเคล้าคลึงทรวงอก ผู้ชายส่วนมากทำเหมือนกับเวลาที่คุณแม่บ้าน ทดสอบผลไม้จำพวกแตงว่าสุกหรือยัง พอหยิบได้ ก็เอาแต่ใช้อุ้งมือบีบ ลองเปลี่ยนเป็นใช้วิธีลูบคลำด้วยความนุ่มนวลดูบ้าง

  6. ว่าด้วยการขบกัด ผู้ชายมักทำเหมือนพยายามดึงจุกสำหรับเป่าลม ของลูกบอลพลาสติกออกด้วยปาก ความจริงแล้ว "ยอดอก"ของสตรีเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกมาก ทนกิริยาที่เหมือนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแบบนั้นไม่ไหว แค่เพียงสะบัดลิ้นผ่านก็เพียงพอ อย่าเห็นเป็นของเล่นสำหรับลูกหมาฟันเพิ่งขึ้นแบบนั้น

  7. อย่าทิ้งของขวัญไว้ให้เธอจัดการ การกำจัดถุงยางอนามัยใช้แล้ว เป็นหน้าที่ของเพศชาย คุณเป็นผู้สวม ก็ต้องเป็นผู้ทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง

  8. อย่าเล่นงานคลิตอริสโดยตรง แรงกดโดยตรงสร้างความเจ็บปวดมากสำหรับผู้หญิง ใช้นิ้วมือหมุนวนเฉพาะด้านข้าง ด้วยความนุ่มนวล จะดีกว่า

  9. อย่าผลักไสสิ่งใดเข้าไประหว่างเล้าโลมขั้นต้น การไล้มือด้วยความแผ่วเบา ผ่านกางเกงชั้นใน ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ได้มาก แต่การพยายามผลักสิ่งใดเข้าไป ในช่วงระยะเวลานี้ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

  10. อย่านวดให้รุนแรงนัก ถ้าตั้งใจจะใช้วิธีการนวดเพื่อเร้าอารมณ์และความรู้สึกทางเพศ ฝ่ามือและปลายนิ้วเป็นที่ยอมรับได้ ที่ห้ามใช้คือข้อศอกและหัวเข่า

  11. อย่าเปลื้องผ้าก่อนเวลาอันควร ห้ามเร่งรัดสถานการณ์ ด้วยการชิงเป็นฝ่ายแก้ผ้าก่อน ควรปล่อยให้เธอเป็นฝ่ายชี้นำ เช่น เมื่อเธอเริ่มแกะกระดุมคุณ

  12. อย่าถอดกางเกงออกเป็นชิ้นแรก ผู้ชายในสภาพที่ตัวเหลือแต่กางเกงในกับถุงเท้าทำงาน เป็นภาพที่แย่ที่สุดทางที่ดีควรปล่อยให้ถุงเท้าหลุดจากร่างกายไปก่อนเป็น อันดับแรก

  13. อย่าเร่งความเร็วเกินไป เมื่อบางส่วนของร่างกายคุณอยู่ในร่างกายเธอ สิ่งที่แย่ที่สุดที่ผู้ชายมักทำ คือ เร่งความเร็วเหมือนโยกคันปั๊มน้ำเหมือนการปั๊มน้ำขึ้นจากบ่อบาดาลในไม่ช้า ผู้หญิง ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเครื่องจักรล้าสมัยที่คนงานจำเป็น ต้องออกแรงอย่างหนักที่ดีกว่าคือเริ่มด้วยจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอไม่ต้องเร่งร้อนให้เป็นไปตามธรรมชาติ

  14. อย่าไปถึงจุดนั้นเร็วเกินไปนัก เป็นความกลัวของผู้ชายทุกคน ใครที่ไปถึงจุดสุขสุดยอดก่อนที่จะเห็นดวงตาของอีกฝ่ายกลอกกลิ้งจนแทบจะหาตา ดำไม่พบทำใจได้เลยคุณต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับความสุขของเธอที่ยังมาไม่ถึง

  15. อย่าไปไม่ถึงสักที เป็นความเข้าใจของผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ว่า การร่วมรักเป็นชั่วโมงโดยไม่ไคลแมกซ์ เป็นสัญลักษณ์ของชายชาตรี แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว เต็มไปด้วยความปวดระบม

  16. อย่าถามว่าเธอไปถึงแล้วใช่ไหม คำถามนี้มีความหมายเทียบเท่ากับที่เธอถามคุณว่า "อยู่ข้างในแล้วใช่ไหมคะ" ปกติแล้วผู้ชายจะรู้ถ้าผู้หญิงไปถึง ผู้หญิงส่วนใหญ่มักส่งเสียง แต่ถ้าไม่ทราบจริงๆ ก็อย่าถาม ณ ขณะนั้น ให้นำเรื่องนี้มา ถามภายหลัง ทำให้เหมือนเรื่องปกติที่สามี-ภรรยาพูดคุยกัน

  17. อย่าใช้ศอกดันศีรษะเธอลง ถ้าต้องการรับสัมผัสรักจากปากคู่รัก อย่าใช้มือกดหรือใช้ข้อศอกดันศีรษะเธอลงไป นอกจากไม่สุภาพแล้ว ผู้หญิงยังรู้สึกถูกบีบบังคับ และกดขี่ทางเพศหน่อยๆ ควรใช้วิธีกระซิบหว่านล้อมจะดีกว่า

  18. เตือนให้เธอรู้ว่าคุณจะไคลแมกซ์ รสชาติของเหลวจากการไคลแมกซ์ของเพศชาย เหมือนน้ำทะเลผสมไข่ขาว ไม่ใช่ทุกคนจะชอบรสนี้ เมื่อคู่รักทำออรัลเซ็กซ์ให้ เตือนให้เธอรู้ตัวสักหน่อย เผื่อเธอจะมีวิธีรับมือตามความถนัดของเธอ

  19. ว่าด้วยความสะอาด เด็กหนุ่มควรได้รับการชี้แนะให้ทำความสะอาดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเป็นประจำ ทุกวัน ไม่เช่นนั้น อวัยวะเพศอาจติดเชื้อ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ถ้าผู้ปกครองลืมชี้แนะ รีบเข้าไปในห้องน้ำแล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ : ค่อยๆ ดึงหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไปด้านหลัง ถูเบาๆ ด้วยสบู่อ่อน ชำระล้างด้วยน้ำอุ่น ถ้ามีคราบสกปรกติดอยู่ ใช้นิ้วค่อยๆ เช็ดออก แล้วปล่อยหนังหุ้มปลายกลับมาอยู่ที่เดิม

  20. อย่าปฏิบัติตามธรรมเนียมหนังเอ็กซ์ ในภาพยนตร์ประเภทนี้ ผู้หญิงดูเหมือนคลั่งไคล้เมื่อผู้ชายฉีดพ่นของเหลวในขณะไคลแมกซ์ไปทั่วร่าง กายเธอ แต่ในชีวิตจริง นั่นหมายถึงงานซักรีดที่ต้องเหนื่อยแรงมากขึ้น

  21. อย่าปล่อยให้เธออยู่ข้างบนนานเกินไป การขอให้เธอเป็นฝ่ายอยู่ข้างบนเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อเธอขึ้นไปอยู่ด้านบนแล้ว คุณก็ไม่ควรนอนเฉยๆ จงลูบไล้เรือนร่างเธอด้วยความละมุนละมัยเธอจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไป และปล่อยให้เธอลงมาพักบ้าง

  22. ว่าด้วยการขอถ่ายรูป เมื่อผู้ชายเอ่ยปาก "ผมขอถ่ายรูปคุณตอนนี้ได้ไหม" สิ่งที่เธอได้ยินต่อก็คือ "...เพื่อจะได้เอาไว้อวดเพื่อนๆ ของผมไง" ถ้าคุณประทับใจจริงๆ ครั้งนี้เก็บภาพเธอไว้ด้วยความทรงจำจะดีกว่า

  23. เป็นนักจินตนาการเข้าไว้ "การจินตนาการ" รวมความหมายได้ตั้งแต่ การใช้นิ้วลากเป็นตัวอักษร บนแผ่นหลังอันเปลือยเปล่า ของเจ้าหล่อน ราดน้ำผึ้งบนตัวหล่อนแล้วเลียออก หรืออะไรก็ตามที่หยิบฉวยได้ด้วยมือ เช่น ผลไม้ น้ำแข็ง ผ้าพันคอ การอาบน้ำหรือแช่ในอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยฟองสบู่หอมยกเว้น "น้ำตาเทียนร้อนๆ" อาจเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป


Thursday, June 25, 2009

10 Steps of Oral Sex

ช่วงเวลาที่สุขที่สุดของการมีเซ็กซ์ คงหนีไม่พ้นจุดสุดยอดเป็นแน่ แต่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงจุดนั้น มีวิธีหนึ่งที่ทำให้รู้สึกดีไม่แพ้กัน นั่นคือการ เล้าโลมด้วยปาก หรือว่าง่ายๆ ก็คือ Oral Sex แต่วิธีการนี้ก็ยังมีหลายคู่ หลายคน ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ต้องทำอย่างไรบ้าง เอาเป็นว่าผมจะไล่เรียงแต่ละขั้นแต่ละตอนให้เห็นภาพกันจะๆ ละกันครับ

บอกไว้ก่อนว่า วิธีการต่างๆ นั้น เป็นเพียงแค่คำแนะนำเท่านั้น หากคุณอยากจะให้รักของคุณออก มาพึงพอใจทั้งคู่ ลองมานั่งคุยกันว่าพอใจไหม ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร อย่าไปอายเลยครับ นึกเสียว่า ไม่รู้วันนี้ ดีกว่า เลิกกันไปแล้วมานั่งเสียดาย

Step1: เปิดใจก่อนเปิดปาก
หลายๆ คน มองวิธีการทำรักด้วยปากเป็นเรื่องต่ำ น่ารังเกียจ ไม่สนุก ไม่ปลื้ม ฯลฯ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นคุณต้องเลิกความเชื่อเหล่านี้เสีย แล้วทดลองดูก่อน ผมเชื่อว่าคู่รักหลายๆ คู่ มีสิทธิ์ที่จะตกอยู่ในภวังค์ของกันและกันไปในทันที เริ่มต้นขั้นตอนแรกไม่ใช่เรื่องยากครับ ทำใจยอมรับให้ได้เสียก่อนว่าความสุขกำลังจะตามมา

Step2: ความสะอาดต้องมาก่อน
ความสะอาดของคุณเป็นส่วนสำคัญที่สุดก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมนี้ เพราะจุดสำคัญของคุณคงไม่ได้หอมดังกลิ่นกุหลาบหรือหวานปานน้ำผึ้งใช่มั้ยครับ ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มอะไรสนุกๆ คุณควรจะอาบน้ำทำความสะอาดเสียก่อน โดยเฉพาะตามซอก ตามหลีบที่เป็นจุดให้ความสนุก ยิ่งต้องเน้นเป็นพิเศษครับ

Step3: อบอุ่นร่างกายก่อนลงสนามจริง
ก่อนที่คุณจะก้มลงไปที่หว่างขาของเธอนั้น คุณอาจจะใช้ลูกเล่นสักนิดหน่อย อมน้ำร้อนไว้ในปากสักนิด เพื่อให้ความอบอุ่นเกิดขึ้นที่ปลายลิ้น เพียงแค่นี้เนินน้อยๆ ของเธอก็จะได้รับสัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวล

Step4: โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง
ค่อยๆ บรรเลงบทเพลงรักไปเรื่อยๆ ช้าๆ เหมือนคลื่นที่ค่อยๆ ซัดเข้าหาฝั่ง การใช้มือและลิ้น ค่อยๆ สัมผัสกับร่างกายของฝ่ายหญิงอย่างนุ่มนวล ให้เหมือนเป็นจุดเริ่มของบทรักบทนี้อย่างอิ่มเอมใจ

Step5: ฝ่ามือกุมขมิบ
ใช้ฝ่ามือของคุณ ค่อยๆ กุมไปที่น้องหนูเอาไว้ให้มิดชิด จากนั้นสอดมืออย่างช้าๆ ไปที่บริเวณด้านบนของเธอ ใช้การแตะ สัมผัสเบาๆ หรือจะบดบี้ ขยี้อย่างไร้ความปรานีก็ตามแต่ แต่ควรกำหนดทิศทางให้อย่างชัดเจนเพื่อไล่เรียงความเสียวไปด้วย เช่นเป็นวงกลม ขึ้นๆ ลงๆ ก็ได้เช่นกัน

Step6: ชิวหาพาเพลิน
กระตุ้นอารมณ์ด้วยมือได้สักพัก แล้วหันมาใช้ลิ้นอุ่นๆ ค่อยๆ สัมผัสกับน้องหนูเบาๆ บริเวณซอกขา ไล่ไปที่จุดเสียว ระหว่างที่ใช้ลิ้นแตะ ก็ใช้มือลูบไล้จุดกระตุ้นอารมณ์ส่วนอื่นไปด้วยก็ได้

Step7: 69 ท่าไม้ตายสุดคลาสสิค
ท่านี้เป็นท่าที่คนส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ท่า 69 กลับหัวกลับหาง ทำรักให้กันและกัน วิธีนี้ไม่จำเป็นจะต้องนอนราบอย่างเดียวเท่านั้น จะนอนข้าง ตะแคง หรือจะหกคะเมนแค่ไหนก็ได้ ตามแต่ใจชอบเลยครับ

Step8: เปิดธารน้ำไหล
การใช้ลิ้นจนเพลินเกินไป อาจจะทำให้บริเวณเนินน้องนั้นแห้งผาก ให้ใช้มือช่วยเปิดกระตุ้นให้น้ำไหลออกมาครับเท่านี้ก็จะเหมือนน้ำที่ทะลักออกมาจากซอกหินให้เราเพลินเพลินเจริญใจต่อ

Step9: เวลาจะช่วยอะไร
หากใช้เวลาในการทำนานเกินไป อาจจะทำให้อีกฝ่ายหมดอารมณ์ไปเลยก็ได้นะครับ แนะนำว่าระยะเวลาที่พอเหมาะสำหรับการทำรักด้วยวิธีนี้ อยู่ที่ประมาณ 20 นาที จากนั้นก็เริ่มซุกซนไปที่อื่นได้แล้ว

Step10: ส่งท้ายเดินหน้าลุยหรือโบกมือลา
จากเริ่มต้นมาถึงจุดนี้ อารมณ์ของทั้งคู่คงถึงที่สุดแล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก หากพร้อมแล้วที่จะไปต่อ คุณก็เดินหน้าลุยไปได้เลย แต่ถ้ายังไม่พร้อม ก็หลุดความสุขสันต์ไว้ที่แค่นี้ก็พอครับ

Monday, June 22, 2009

Wake UP เซ็กซ์...เอ็กซ์กันแต่เช้า

การซุกตัวอิงแอบกัน ยามเช้าแล้วแปรเปลี่ยนไปเป็นเซ็กซ์ ร้อนแรงเหนือความคาดหมาย ถือเป็นความเซ็กซี่ที่พิเศษ สุดยอด ซึ่งกลายเป็นความชื่นมื่นคึกคักทำให้หน้าตา บานแฉ่งจนเพื่อนร่วมงานต้องร้อง ทักว่า วันนี้มีอะไรพิเศษ หรือเปล่าหนอ สำหรับผู้ชายการมีเซ็กซ์ตอนเช้าเป็นสิ่งแรกถือเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ตื่น ตัว และตอนเช้ายังเป็นช่วงดีที่สุดเหมาะแก่การมีเซ็กซ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน จะเพิ่มขึ้นสูงสุดในตอนเช้า นอกจากนั้น ทั้งเราและเขาควรพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่เครียดไม่เซ็ง และพร้อมเตรียมลุยได้แบบไม่เกรงใจใคร ขอแนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกเร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 1 ชั่วโมงแล้วลองทำตามเคล็ดลับ ซุกซนดังต่อไปนี้
ปลุกให้ตื่น

ธรรมชาติ ของผู้ชายทุกคนคือแข็งตัวเมื่อตื่นนอนตอนเช้า โดยไม่มีอารมณ์เพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องของระบบร่างกายมากกว่า เรื่องอย่างว่า คล้ายกับร่างกายต้องการทดสอบเครื่องเคราเมื่อเริ่มวันใหม่ นั่นแหละ ดังนั้น ผู้หญิงจึงควรฉวยโอกาสนี้จัดการกระตุ้นเร้าอารมณ์เซ็กซ์ ของเขาก่อนที่จะรุกเข้าสู่โหมดร้อนแรงยิ่งขึ้น ด้วยการบรรจงจูบเขาให้ตื่น จากหลับไหล โดยเริ่มที่บริเวณขมับ ริมฝีปาก แล้วไล่เรื่อยลงมาตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่เจ้าหนู อย่าลืมใช้เวลาละเลียดอยู่แถวต้นขาด้านใน จากนั้นตบท้ายด้วยการอ้ำเจ้าหนูอย่างเอร็ดอร่อยจนเขาต้องครางฮือ
ข้อควรจำ : เขาสามารถใช้วิธีนี้ปลุกเราได้เช่นกัน

เซ็กซ์จานด่วน
ถ้า เป็นคนที่ต้องรีบร้อน เสมอในยามเช้า ลุกขึ้นจากเตียง ก็ต้องอาบน้ำแต่งตัวรีบไปทำงาน ลองหาเวลาทำเซ็กซ์จานร้อนแบบด่วนจี๋ซูเปอร์สปีดสิคะ เริ่มด้วยการผลักเขาลงนอน แล้วจัดการจูบแบบบดขยี้หนักหน่วงเพื่อให้เขารู้ว่าเราต้องการเขาเดี๋ยวนี้! จากนั้น กระโดดขึ้นคร่อมแบบสาวคาวเกิร์ลควบขี่ เอนตัวไปข้างหน้า จับแขนเขาไว้ในท่าขึงพืดการทำตัวเป็นผู้รุกราน จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจมากขึ้น แถมยังได้ทำตัวเป็นเจ้าแม่ไปตลอดวันนั้นเลยค่ะ

อำนาจแห่งน้ำ
แทน ที่จะทะเลาะกันแย่งห้องน้ำทุกเช้า ลองเข้าไปแจมใต้บัวอาบน้ำกับเขาดีกว่าค่ะ แล้วแตะเนื้อต้องตัวแลกเปลี่ยนสัมผัสที่เร้าอารมณ์ต่อกันจนกระทั่งทั้งเขา และเราตื่นเต็มตาและตื่นตัว ขอแนะนำให้ลองท่านี้ : ยืนขาเดียวโดยบาลานซ์ตัวให้ดี และยกขาอีกข้างเกี่ยวไว้เหนือสะโพกของเขาไว้ เพื่อเปิดทางให้สอดใส่ทางด้านหน้าได้เต็มที่ รับรองว่าห้องน้ำจะร้อนเร่าราวกับ ห้องซาวน่าเลยทีเดียว

ปรนเปรอด้วยมื้อเช้า
สร้าง อารมณ์หวามไหวด้วยการผลัดกันป้อนมื้อเช้าบนเตียงให้กันและกัน อาหารที่เหมาะกับการ ป้อนไปนัวเนียไปควรเป็นอาหารเบาๆ ที่เป็นชิ้นหรือขนาดพอคำ เช่น ผลไม้ ครัวซองต์ที่ฉีกเป็นชิ้นแล้วจิ้มกาแฟ หรือขนมปังปิ้งจิ้มไข่ดาวก็เวิร์กดี และถ้ามีอะไรหยดไหลเยิ้ม ไม่ต้องเช็ดออกค่ะขอแนะนำให้ใช้ปากให้เป็นประโยชน์ด้วยการบรรจงเลีย... เลีย... และเลียอาหารจากร่างกายกันและกัน (วิธีนี้เวิร์กมากหากยังอยู่ในชุดนอน หรือชุดอื่นที่ไม่ใช่ชุดทำงานเต็มยศ)


Friday, June 5, 2009

รู้จักภาษากาย ในวันสีแดง!

ในวันนั้นของเดือน มีสารพัดอาการที่สำแดงเดชในช่วงฮอร์โมนแปรปรวน เขยิบเข้ามาอีกนิด เพราะวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่จะเกิดขึ้นให้ช่วงวันแดงเดือด อ่านแล้วคุณสาวๆจะได้ตั้งรับและหาวิธีป้องกันแก้ไขได้ทันใจ ไร้กังวล...

เรื่องเบสิกที่คุณผู้หญิงควรปฏิบัติก็คือ รักษาสุขภาพกายให้แข็งแรงเมื่อใกล้ถึงกำหนดวันมีประจำเดือน รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่และหมั่นออกกำลังกาย เพราะในช่วงวันนั้น ฮอร์โมนและแร่ธาตุต่างๆมักจะแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจไม่สดใสเต็มร้อยอย่างเคย ดังนั้นจึงควรเติมแมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี ธาตุเหล็ก วิตามินบี และวิตามินซีคืนให้กับร่างกายเพื่อปรับสมดุล

ปวดท้องเมื่อไหร่... มองหาวิตามินบี6
อาการที่พบบ่อยๆในสาวๆที่เผชิญภาวะวันแดงเดือด คือการปวดเกร็งที่ท้องน้อย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน(Prostaglandin) ที่กระตุ้นให้ผนังมดลูกบีบตัวเพื่อขับเลือดประจำเดือนออกจากร่างกาย เมื่อมีอาการปวดเกร็งอย่างนี้ คุณสาวๆก็มักจะหันไปพึ่งยาแก้ปวดหรือกระเป๋าน้ำร้อน แต่จริงๆ เพียงบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีวิตามินบี 6 ไนอาซิน โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ก็จะสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้แล้วล่ะ

นอกจากการเติมสารอาหารให้กับร่างกายแล้ว การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รับประทานอาหารให้พอเหมาะไม่มากจนเกินไป และออกกำลังกายอย่างส่ำเสมอก็จะสามารถลดการปวดท้องผู้หญิงแบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน... เห็นไหมว่ามันไม่ยากอยากที่คิด

ปวดท้องสุดๆ หนำซ้ำยังมามาก... ยังงี้หาหมอดีกว่า
สาวๆควรจดจำและรู้ลิมิตการปวดประจำเดือนของตัวเอง หากบางเดือนมีอาการปวดมากกว่าที่เคย ก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังประสบภาวะ อันโอวูลาทอรี ไซเคิล (Unovulatory Cycle) หรือการมีประจำเดือนโดยไร้การตกไข่ อาการแบบนี้ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการผิดปกติของร่างกายที่ไม่ร้ายแรง แค่พึ่งยาแก้ปวดและดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ก็โอเคแล้ว

แต่อย่าพึ่งนิ่งนอนใจไป เพราะยังมีสาเหตุอื่นๆอีกที่ทำให้ปวดประจำเดือนจนทนไม่ไหว อาทิ โรคเชิงกรานอักเสบ หรือ ภาวะเอนโดเมทริโอซิส(Endometriosis) ที่เกิดจากการมีเยื่อบุของมดลูกไปก่อตัวผิดที่ รวมทั้งการมีปัญหาต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้นอกจากจะทำให้ปวดท้องมากแล้ว ยังทำให้มีประจำเดือนมามากกว่าปกติด้วย หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ ขอแนะนำว่าหาหมอค่ะ

วันมาน้อย แถมไม่ตรงเวลา.. ก็อันตรายนะ
สาวๆบางคนอาจมีอาการเลือดออกมากระปริดประปรอยก่อนการมีประจำเดือนจริงประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นอย่างนี้ทุกเดือนเหมือนเป็นสัญญาณเตือนเพื่อให้ทันตั้งรับเทศกาลวันแดงเดือด ยังถือว่าปกติ แต่หากจู่ๆ ประจำเดือนเจ้ากรรมกลับโผล่มากะจิ๊ดริดแถมไม่ตรงต่อเวลา แบบนั้นอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ร้ายแรง อย่างเนื้องอก ผังพืด หรือถึงขั้นมะเร็งมดลูก ทางที่ดีปรึกษาหมอให้ช่วยวินิจฉัยจะดีกว่า

หงุดหงิ๊ดหงุดหงิด เพราะเจ็บคัดเต้านม
การเจ็บคัดเต้านมในช่วงมีรอบเดือนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยมีเจ้าฮอร์โมนเอสโตรเจนตัวดีเป็นสาเหตุ แม้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ประจำเดือนและสามารถหายได้เอง แต่ก็ทำให้สาวๆหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย หากอยากลดอาการเจ็บคัดเต้านม แนะนำให้งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนโดยเด็ดขาด หันหลังให้ชา กาแฟ และน้ำอัดลมที่มีคาเฟอีน แล้วหันมาพึ่งวิตามินอี เพราะวิตามินอีนี่แหละที่มีฤทธิ์พอจะต่อต้านเจ้าเอสโตรเจนได้ดี

อันนี้พูดถึงเฉพาะกรณีเจ็บคัดเต้านมขณะมีประจำเดือนเท่านั้นนะ เพราะยังมีอาการเจ็บเต้านมจากสาเหตุอื่นๆ อีก อย่าง เป็นซีสต์ เนื้องอก เนื้อร้าย หรือกระดูกซี่โครงอักเสบ ซึ่งควรได้รับการดูแลและรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ผิวสวยก่อนมีรอบเดือน

ผู้หญิงผิวสวยก่อนมีรอบเดือนระบบฮอร์โมนในร่างกายเราจะเริ่มเมื่อมีประจำเดือนเป็นวันแรกจนถึงวันสุดท้าย กินเวลาได้ตั้งแต่ 21-40 วัน วงจรการผลิต(ตก)ไข่ คือ เมื่อเกิดการตกไข่และรอการผสมจนกระทั่งฝ่อไป จะเกิดขึ้นในช่วงหรือประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน ช่วงสัปดาห์แรกหลังจากหมดประจำเดือนครั้งสุดท้าย ฮอร์โมนเอสโทรเจนจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันก่อนมีรอบเดือนจะมีโอกาสมากที่สุดที่จะมีผิวที่มันเยิ้มและเป็นสิวค่ะ

สิ่งบ่งบอกถึงปัญหาผิวที่เกิดจากระบบฮอร์โมน คือ
มักมีสิวเกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์ก่อนจะมีรอบเดือน และมีสิวขึ้นมากบริเวณขากรรไกร คางและคอ ผิวจะเซ้นส์ซิทีฟมากในระหว่างช่วงอาทิตย์ที่ 4 ของระบบรอบเดือน ช่วงนี้ควรงดการแว๊กซ์ขนและนวดหน้าอย่างยิ่ง มักจะมีรอบเดือนที่ไม่สม่ำเสมอและหรือมีขนขึ้นมากผิดปกติบนใบหน้า หรือบนร่างกายร่วมกับการเกิดสิว อาการนี้อาจเกิดจากระบบฮอร์โมน

แก้ไขแบบง่ายๆ
  1. เลือกเคลนเซอร์ทำความสะอาดผิวอย่างฉลาด เมื่อใดที่ผิวอยู่ในสภาพย่ำแย่มากๆให้เลือกใช้เคลนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพช่วยละลายการอุดตันของรูขุมขนอย่างที่มีส่วนผสมของ salicylic acid
  2. เพิ่มขั้นตอนผลัดผิวที่อ่อนโยนเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน ทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเป็นประจำ เพื่อช่วยทำให้เซลล์เสื่อมสภาพที่เข้าไปอุดตันในรูขุมขนและกักเก็บน้ำมันส่วนเกิน (ที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน) หลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
  3. ถึงผิวจะมันก็ไม่ควรมองข้ามขั้นตอนการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แต่เลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (oil-free) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (noncomedongenic)
  4. ใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่ได้ผล
โปรแกรมดูแลผิว เพื่อแก้ปัญหาสิวก่อนรอบเดือน
ช่วงประจำเดือนมาอาทิตย์ที่ 1
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะลดต่ำลงอย่างฉับพลันในระหว่างเดือน ทำให้ผิวพรรณฟื้นตัวจากอาการสิวเห่อก่อนรอบเดือนและทำให้ผิวดูหมองกว่าที่เคย

สิ่งที่ควรทำ
  • การดูแลผิวที่สม่ำเสมอและอ่อนโยนเป็นพิเศษ เลือกกิจวัตรทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ใช้เคลนเซอร์ที่ไม่ทำร้ายผิวมากจนเกินไป แค่ปลายนิ้วก็เพียงพอแล้วที่จะนวดผิวในขณะทำความสะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว อย่างอะโลเวร่าหรือชาเขียว
  • บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือมาส์กผลัดผิวเพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวจากการหลุดลอกและช่วยพลิกฟื้นผิวที่หม่นหมองให้ดูสดใสขึ้น ทิ้งมาส์กไว้บนผิวหน้าประมาณ 10 นาที เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิว สำหรับสิวที่เหลืออยู่ ซึ่งมีส่วนผสมของสารที่ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนอย่าง salicylic acid หรือมีคุณสมบัติช่วยฆ่าแบคทีเรียอย่าง benzoyl peroxide
  • ปกปิดสิวที่ยังไม่หายด้วยคอนซีลเลอร์ชนิดไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งมีส่วนผสมช่วยกำราบสิวอย่าง salicylic acid หรือ sulfur

อาทิตย์หลังการมีประจำเดือนอาทิตย์ที่ 2
ในช่วงนี้ ระดับฮอร์โมนแอสโทรเจนในร่างกายจะลดต่ำลงอย่างถึงที่สุด และฮอร์โมนอีกตัวในร่างกายคือโปรเจสเตอโรนพุ่งขึ้นสูง การที่ระดับฮอร์โมนเกกิดการผันผวนนี้ทำให้ผิวมันและเกิดสิวได้

สิ่งที่ควรทำ
  • รักษาสภาพผิวและการป้องกันในช่วงนี้ถึงแม้ว่าผิวจะยังดูดีอยู่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยนะคะ ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง และทำความสะอาดคราบเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดทุกครั้งหลังแต่งหน้าและก่อนเข้านอน
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดเดิมที่ใช้อาทิตย์แรก ช่วงนี้เน้นความสะอาดของผิวพรรณ ผลัดผิว โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดผิวจากสารเคมีที่ช่วยส่งเสริมการ ผลัดผิวตามธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ กรดไกลโคลิก กรดแลคติกหรือกรดซาลิไซลิก นัดทรีทเมนท์ผิวหน้า เพราะเวลานี้ผิวจะไม่เซ้นส์ซิทีฟมากจึงเป็นช่วงที่เหมาะจะดูแลผิวหน้าด้วยการนวดหรือทรีทเมนต์ต่างๆ
ช่วงไข่ตก อาทิตย์ที่ 3
ช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ผิวดูดีและเนียนใสที่สุดของเดือน ต้องขอบคุณการเพิ่มของระดับฮอร์โมนแอสโทรเจน (เอสโทรเจนช่วยรักษาระดับน้ำมันบนผิว)

สิ่งที่ควรทำ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์กำราบสิวและการผลัดเซลล์ผิว ช่วงนี้ล่ะควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิวได้แล้วเป็นประจำทุกวันจนกระทั่งเริ่มมีประจำเดือน เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำความสะอาดผิว โดยทำความสะอาดผิวทั้งเช้าและเย็น แต่หากว่ามีผิวที่มันมาก ให้เพิ่มการใช้โทนเนอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หลังการล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึก (แต่หากว่าผิวแห้งมากๆก็ควรเว้นากรใช้โทนเนอร์) แล้วลองใช้มาส์กพอกผิวที่ช่วยลดการเกิดสิวสำหรับอาทิตย์นี้
  • ดูแลผิวช่วงก่อนนอนด้วยผลิตภัณฑ์ ที่ป้องกันการเกิดสิว เลือกที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิก แอซิด ไกลโคลิก แอซิด เพอร์รอกไซด์และที ทรี ออยล์ ใช้กระดาษซับความมัน ในช่วงอาทิตย์นี้และอาทิตย์ถัดไป พกพาเอาไว้ติดตัวเพื่อซับเอาน้ำมันออกจากผิว
อาทิตย์ช่วงก่อนเริ่มมีประจำเดือน อาทิตย์ที่ 4
ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนยังเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเอสโทรเจนตกฮวบลง ช่วงนี้ล่ะบรรดาสิวทุกรูปแบบจะเริ่มปรากฎ ผิวจะมีความมันที่สุด

สิ่งที่ควรทำ
  • อ่อนโยนกับผิวพรรณให้มาก พยายามหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผลบนผิว เช่นการแว๊กซ์ขน การทำเลเซอร์ การขัดผิวและทรีทเมนต์หน้าแบบต่างๆ ผู้หญิงหลายคนจะพบว่าการทำทรีทเมนต์ผิวแบบใดก็ตามในช่วงนี้จะรู้สึกเซ้นส์ซิทีฟมาก ดูแลผิวบริเวณที่เป็นสิวทั้งเช้าและเย็น(ก่อนนอน) ด้วยผลิตภัณฑ์แต้มสิว เพิ่มเข้าไปในขั้นตอนการทำความสะอาดวันละ 2 ครั้งทุกวัน
  • ใช้มาส์กพอกผิวสำหรับสิวอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงอาทิตย์นี้ เพื่อชวดลดการอุดตันรูขุมขน มองหาส่วนผสมที่จะช่วยทำให้สิวแห้งเร็ว คือ sulfur อำพรางรอยสิวด้วยเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิก แอซิด แล้วเลือกชนิดที่บอกว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน
  • ครั้งต่อไปที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้า อย่าลืมดูส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ด้วยนะคะ
ขั้นตอนการเกิดสิว!!! (เพื่อความรู้นะจ๊ะ)
  1. เมื่อร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน มักเกิดขึ้นในช่วงก่อน/หลังมีประจำเดือน ซึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวขยายใหญ่ขึ้น
  2. เมื่อต่อมไขมันถูกขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วน้ำมันนี้จะเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติของผิว แต่เมือ่ถูกผลิตออกมามากเกินไป ยิ่งซ้ำร้ายหากในขณะที่ทำกลังเดินทางจากต่อมไขมันสู่ปากรูขุมขน เกิดไปผสมเข้ากับแบคทีเรียและเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งอยู่ในรูขุมขน ทำให้เกิดการเข้มข้นเป็นพิเศษจึงเกิดการอุดตันรูขุมขน อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว
  3. ตามปกติ เซลล์ที่ตายแล้วในรูขุมขนจะค่อยๆถูกกำจัดออกสู่ปากรูขุมขนโดยน้ำมันหรือเหงื่อ แต่เมื่อฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นให้ต่อมไขมันใหญ่ขึ้นและผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนก็จะผลิตและตายเร็วขึ้นด้วย เมื่อมีเซลล์ที่ตายอยู่มาก ก็จะเกิดการอุดตันในรูขุมขนมากขึ้นเป็นทวีคูณ
  4. เมื่อรูขุมขนเกิดอุดตัน บวกเข้ากับเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งปกติแล้วก็อาศัยอยู่ตามผิวหนังและรูขุมขน แต่เมื่อเกิดการอุดตัน เจ้าเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ซึ่งไม่ชอบออกซิเจน ก็จะแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ จนเกิดเป็นสาเหตุของการอักเสบในรูขุมขนขึ้น
  5. เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นแล้ว เม็ดเลือดขาวในร่างกายก็จะส่งมาเพื่อฆ่าแบคทีเรียนี้ ตอนนี้นั่งเอาที่ทำให้สิวเกิดเป็นตุ่มแดง บวม เจ็บ และเกิดเป็นหัวหนองในที่สุด


Tuesday, March 3, 2009

ถั่วเหลือง อาหารมหัศจรรย์

คุณรู้หรือเปล่าว่าเจ้าเมล็ดเล็กๆ เหลืองๆ ที่ใครๆ เรียกกันว่า 'ถั่วเหลือง' เนี่ย มีคุณประโยชน์มากกว่าขนาดของมันหลายเท่านัก เพราะในถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งส่วนประกอบหลักๆ ในถั่วเหลือง คือ
  • โปรตีน : โปรตีนในถั่วเหลืองเป็นโปรตีนจากพืชเพียง ชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และมีกรด Amino Acid ที่สำคัญอยู่ถึง 9 ชนิด
  • ไขมัน : ในถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและมีวิตามินอีสูง ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fat) ร้อยละ 63 ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ร้อยละ 15 ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (Monounsaturated) ร้อยละ 24 และกรด Linoleic Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
นอกจากนี้ ในถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสาร อาหารอื่นๆ อีกมาก ทั้งคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12, ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E แถมยังมีเลซิทิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รับรองกินแล้วไม่อ้วน! แน่นอน ไม่เพียงแต่ถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพแล้ว มันยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูสภาพผิวและคืนความกระจ่างใสให้กับใบหน้าด้วย เพราะในถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติที่พบได้ในพืช แต่มีคุณสมบัติที่คล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจน ช่วยในเรื่องของสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ รวมถึงโรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพดีและผิวสวยใสปราศจากรอยหมองคล้ำแล้วละก็ ลองหันมาทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองดูสิ เพราะนอกจากจะไม่มีน้ำตาลแล็กโทสแล้ว ยังมีวิตามิน B1 ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี แต่ขอแนะนำอีกนิดว่า หากอยากจะดื่มนมถั่วเหลืองให้ได้คุณค่าสูงสุดนั้น ควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว และควรจะทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงควบคู่กันไปด้วย เช่น ผักใบเขียว หรือปลาทอดกรอบ เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง

Sunday, February 1, 2009

ผิวของคุณเป็นแบบไหน

ก่อนที่จะเริ่มดูแลรักษาผิวพรรณให้ดูมีสุขภาพดี สิ่งแรกก็คือ ทำความรู้จักกับสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะจะได้บำรุงผิวได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำตอบหาได้ง่ายๆ แค่บอกว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เมื่ออ่านแบบทดสอบข้างล่างนี้
  1. ผิวของคุณแลดูหมองคล้ำหรือบางทีก็แห้งเป็นสะเก็ด
  2. ผิวของคุณดูมันวาว เวลาจับจะรู้สึกลื่นๆ
  3. บางครั้งก็รู้สึกคันที่ผิว บางทีก็รู้สึกตึง
  4. เวลาส่องกระจกทำไมรูขุมขนมันกว้าง แถมยังมีจุดดำสิวอุดตันและมีสิวปกติด้วย
  5. ผิวเกิดอาการง่าย ถ้าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ สารเคมี น้ำหอม และสีสังเคราะห์
  6. มีคนชมว่า ผิวดี ดูมีน้ำมีนวล พอเอามือกดๆ ก็จะเด้งกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ
  7. บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางจะรู้สึกมัน แต่ถ้าเป็นผิวบริเวณรอบๆ แก้ม ตา และปาก กลับดูปกติหรือไม่ก็แห้งไปเลย
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือ 3 แสดงว่า เป็นคนผิวแห้งเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมันเพื่อช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล และไม่แห้งกร้าน
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 2 หรือ 4 แสดงว่า เป็นคนผิวมันผิวแบบนี้จะแลดูอ่อนเยาว์และอ่อนนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่อย่าเพิ่งดีใจมากไป เพราะถ้าหากคุณไม่ดูแลรักษาผิวเป็นอย่างดีแล้ว สิวอาจถามหาคุณได้ง่ายๆ วิธีบำรุงผิวควรทำการอบไอน้ำผิวด้วยทรีเมนต์อโรมา หรือจะหาโอกาส มาสก์หน้าด้วยดิน (Clay Mask) ก็ได้
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 5 แสดงว่า เป็นคนผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์และทรีตเมนต์ที่สกัดมาจากธรรมชาติหรือมีความอ่อนโยนมากๆ
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 6 แสดงว่า เป็นคนผิวธรรมดาเพียงแค่ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ โดยใช้โทเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มาจากธรรมชาติก็เพียงพอ
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 7 แสดงว่า เป็นคนผิวผสมนอกจากการบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ทริคง่ายๆ ก็คือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วนของใบหน้า และไม่ต้องแปลกใจไปหากตัวเองจะมีมอยส์เจอไรเซอร์ที่แตกต่างกัน 2-3 ชนิดสำหรับการดูแลผิวหน้าในครั้งเดียว


Thursday, January 1, 2009

โรคบูลีเมีย... ค่านิยมผิดๆ หรือโรคจิตกันแน่ !

โรคบูลีเมีย... ค่านิยมผิดๆ หรือโรคจิตกันแน่ !
รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล


อ้วน อ้วน อ้วน ....
คำสั้นๆ คำนี้ค่อนข้างทรงอิทธิพลป่วนคุณภาพชีวิตคนยุคนี้ไม่น้อยเลย

โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะกังวลกับรูปร่างและน้ำหนักของตัวเองเกินจริง แม้กระทั่งจะเปรียบเทียบกับตารางดัชนีมวลกายแล้วยังอยู่ต่ำกว่า 22.9 หรือเรียกว่ายังมีหุ่นได้มาตรฐานอยู่แล้วก็ตาม เธอเหล่านั้นก็ยังมักจะคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ดี

ความอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และมีข่าวครึกโครมหลายเรื่องเกี่ยวกับอันตรายจากการลดความอ้วน โดยวิธีที่ไม่ถูกต้องสำหรับผู้ที่อ้วนจริงการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากความอ้วน แต่ควรที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกวิธีการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและได้ผลยาวนาน

ในขณะที่มีการรณรงค์ให้ลดน้ำหนักเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อิทธิพลของสื่อโฆษณาวิธีการและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นภาพลักษณ์ของผู้หญิงผอมมีหุ่นแบบบางเป็นแบบอย่าง สร้างแรงจูงใจให้ผู้หญิงทั่วไปอยากมีหุ่นบางเหมือนนางแบบเหล่านั้นบ้าง กลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งไปในที่สุดทั้งที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็น

ค่านิยมอยากผอมบางนี้ทำให้เกิด "โรคกลัวอ้วน" ที่มีชื่อ ภาษาอังกฤษว่า "บูลีเบีย (Bulemia)" ในหมู่ของผู้หญิงสาวที่ไม่ได้อ้วนจริง แต่มีความประสงค์จะทำให้ตัวเองผอมให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นอย่างมาก

โรคบูลีเมีย เกิดจากการสร้างนิสัยผิดๆ ให้กับตนเอง เป็นความผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งแสดงอาการโดยรับประทานอาหารอย่างมากมายหลังจากที่กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน ในบางรายอาจใช้ยาถ่ายช่วยให้ตัวเองมีน้ำหนักลดลง หรือใช้วิธีการลดน้ำหนักที่ผิดวิธีอื่นๆ เมื่อผู้ที่เป็นโรคนี้รับประทานอาหารมากเกินไปจะควบคุมตัวเองไม่ได้เลย และจะพยายามทุกวิถีทางที่ขจัดเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกโดยการอาเจียน หรือใช้วิธีอดอาหารและออกกำลังกายอย่างหนักมาก ความกดดันทางอารมณ์ที่ตนเองมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะกลับส่งผลให้รับประทานอาหารมากมายผิดปกติเป็นวัฎจักรเลวร้ายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคบูลีเมีย ไม่พบว่ามีองค์ประกอบประการใดที่เป็นสาเหตุอย่างแน่ชัด ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมเศร้า เครียด หรือรู้สึกกังวลกับน้ำหนักตัวหรือรูปร่างของตนเองเกินขอบเขต ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างผอมมาก แต่ยังคิดว่าตัวเองหนักหรือมีไขมันส่วนเกินมากเกินไปจนทนตัวเองไม่ได้ จากประสบการณ์ที่พบผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทย มักจะพบในผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี หน้าตาดี และมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการมักจะมาจากถูกคนใกล้ชิดล้อเลียนหรือใช้ถ้อยคำเหน็บแนมเกี่ยวกับรูปร่าง ยังไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติอย่างชัดเจนว่ามีผู้เป็นโรคนี้มากน้อยเท่าใด แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก

5 ลักษณะอาการที่ชี้ชัดว่าเป็นโรคบูลีเมีย
  1. รับประทานอาหารมากเป็นระยะ โดยทั่วไปจะรับประทานบ่อยกว่า 2 ชั่วโมง และรับประทานครั้งละมากๆ
  2. ควบคุมตนเองไม่ได้เลยเกี่ยวกับการควบคุมอาหาร
  3. ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้น เช่นการล้วงคอให้อาเจียน ใช้ยาระบายในปริมาณเกินควร เป็นต้น
  4. มีความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินพอดี
  5. มีอาการผิดปกติในการรับประทานอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป หมายถึง เมื่อรับประทานอาหารแล้วอาเจียนโดยอัตโนมัติ
คุณจะเห็นว่าเมื่อเกิดค่านิยมที่อยากมีหุ่นผอมบางแล้วเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารแล้วล้วงคอให้อาเจียนนี้วิธีการที่ผิดอย่างมาก เพราะจะสร้างนิสัยที่เคยชินให้กับระบบของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายคุณไม่ยอมรับอาหารและกลายเป็นโรคขาดอาหารไปในที่สุด อีกทั้งยังฉุดคุณภาพชีวิตคุณเองให้จมอยู่กับกิจกรรมสองอย่างนี้ด้วย

โรคบูลีเมียจึงเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างงรุนแรง จนทำให้รู้สึกด้อยค่าในที่สุด เมื่ออาเจียนเป็นเนืองนิตย์ก็จะทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จนอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ การใช้นิ้วมือล้วงคอให้อาเจียน อาจทำให้เกิดแผลหรือเนื้อเยื่อทะลุในทางเดินอาหาร หรืออย่างการใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนและสุขภาพทรุดโทรมลงได้

การแลกมาเพื่อหุ่นผอมบางกับอาการทรมานร่างกายต่างๆ เหล่านี้ไม่คุ้มค่ากันเลย ในที่สุดก็ต้องหันมาพึ่งพาการรักษากับคุณหมอเป็นทางออกสุดท้ายเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ซึ่งการรักษาโรคบูลีเมียมีด้วยกัน 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
  • การใช้ยาระงับอาการซึมเศร้า และการบำบัดทางจิตวิทยา แต่ผลของการรักษายังไม่ดีนัก
  • การนำเอาหลักการปรับพฤติกรรมและให้ความรู้ทางโภชนาการอย่างเหมาะสม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น แต่วิธีที่ดีที่สุด คือการปรับมุมมองของตนเอง (Self Image) ให้เหมาะสม
เนื่องจากโรคบูลีเมีย เป็นปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างใหม่ของประเทศไทย หากคุณมีบุตรหลานที่มีอาการบูลีเมียควรหาทางนำมาปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด และเพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ ไม่ควรที่จะสร้างปมด้อยให้กับผู้อื่นในเรื่องของรูปร่างและน้ำหนักตัว เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดโรคร้ายแรงนี้ด้วย อีกทั้งยังไม่ควรริอ่านที่จะใช้วิธีล้วงคอให้อาเจียน หรือใช้ยาระบาย เพื่อหวังผลในการลดน้ำหนักโดยเด็ดขาดครับ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today