Showing posts with label Illness. Show all posts
Showing posts with label Illness. Show all posts

Saturday, December 18, 2010

คนใจยักษ์ ใช้ความรักเป็นเหยื่อ ทำร้ายคู่ชีวิตอย่างแสบสันต์

ผมอ่านเจอ Mail นี้ใน Mail Group แต่อ่านจบแล้ว รู้สึกว่า Subject ข้อคิดจากชีวิตจริง ก่อนจะมีเซ็กซ์ มั่นใจหรือไม่ว่าปลอดเอดส์ มันไม่เหมาะกับเนื้อหาเลย ก็เลยขอเปลี่ยนเป็นแบบที่ตัวเองคิดว่าเห็นสมควร ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นอย่างไรนั้น ลองอ่านดูกันก็แล้วกันครับ
เรื่องที่ 1
เด็กหญิงอายุ 15 ปี มารดามาแจ้งความ ว่าพ่อเลี้ยงกระทำชำเราลูกสาวระหว่างแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เด็กบอกว่า ถูกพ่อเลี้ยงปลุกปล้ำ แต่ในครั้งต่อๆมา ตัวเด็กยินยอมมีพสพ.โดยสมัครใจ พยาบาลแผนกสังคมสงเคราะห์ซักประวัติมารดา ถึงสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ในครอบครัว ตัวคนเป็นแม่เล่าไปร้องไห้ไป ดูแล้วมีความคับข้องใจมาก คุณพยาบาลเข้าใจว่า มารดาคงจะเสียใจ ที่ลูกยอมนอนกับพ่อเลี้ยง

แต่ในที่สุด แม่ของเด็กก็เล่าความจริงออกมาว่า ตัวเธอตรวจพบว่า เป็นผู้ติดเชื้อมาหลายปีแล้ว สามีคนเก่าก็เสียชีวิตจากการติดเชื้อไปหลายปี จึงได้ย้ายที่อยู่ และ ในทีุ่สุดก็มาพบกับสามีคนปัจจุบัน และอยู่กินกัน โดยสามีใหม่ไม่ทราบ เพราะเธอเองกินยาสม่ำเสมอ สุขภาพแข็งแรงดีมาตลอด

แต่แล้ว เคราะห์กรรมก็มาตกกับลูกสาวอย่างคาดไม่ถึง!!!
เรื่องที่ 2

ผู้ชาย อายุราวๆ 35 ปี มาตรวจด้วยอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ไอเรื้อรัง จากประวัติในใบส่งตัว ระบุว่าเป็นวัณโรคปอด และได้เจาะ HIV พบว่าผลเป็นบวก

เราเดินไปตรวจคนไข้ที่เตียง เลียบๆเคียงๆถามว่า หมอที่รพ.แรกได้แจ้งผลตรวจเลือดหรือไม่ คนไข้บอกว่าไม่ทราบ

จึงถามอีกว่า คนไข้มีโรคประจำตัวหรือไม่ เคยกินยาใดๆประจำหรือไม่ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า ผป.โรคเอดส์บางส่วนจะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าตนเองเป็นโรค แต่ไม่อยากบอกหมอตรงๆ ถ้าถามไปแบบอ้อมๆ อาจจะพอบอกบ้าง

ปรากฏว่า คนไข้รายนี้ ตอบคำถามอย่างซื่อๆ ดูแล้วไม่มีความสงสัยเลยว่าตัวเองติดเชื้อ

เราก็เลยหันไปหาภรรยา เพื่อจะถามอาการเพิ่ม พอมองหน้าฝ่ายหญิง เราก็ต้องตกใจ เพราะผู้หญิงคนนี้ เป็นผู้ติดเชื้อ ที่เราเคยรักษาในรพ.อำเภอเมื่อหลายปีก่อน
คนไข้มารับยาต้านกินอยู่ประจำ

เราทำเป็นจำเขาไม่ได้ ก็ลองถามเรื่องสุขภาพ ต่างๆนานา เขาก็บอกว่าแข็งแรงดี

เราได้แต่คิดว่า ทำไมเลือดเย็นแบบนี้ เห็นผู้ชายแล้วเวทนา ฝ้าขาวเต็มปาก ตามขาก็พุพอง ถ้าเขารู้ตัว่าติดเชื้อ ก็จะได้กินยา ในขณะที่ฝ่ายหญิง กินยามาตลอด 5 ปี ดูสบายดีทุกอย่าง

ก็ไม่ได้ถามหรอกนะ ว่าสามีใหม่หรือเก่า หรือจะเป็นสามีที่นำโรคมาติด เลยแก้แค้นซะ?? แต่ถ้าเป็นสามีใหม่ ก็น่าสงสารมากๆ
เรื่องที่ 3

ผู้หญิง อายุ 35 ปี มาฝากท้อง ตรวจเลือดพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ คนไข้บอกว่าทราบมานานแล้ว และกินยาต้านอยู่ประจำ

สามีคนนี้เป็นคนที่สอง เพิ่งมาอยู่ด้วยกันได้ปีกว่าๆสามียังไม่เคยมีลูก ก็เลยไม่ได้ใช้ถุงยาง

เราถามว่า แล้วเขารู้หรือเปล่าว่าตัวคนไข้เป็นผู้ติดเชื้อ คนไข้ตอบว่า "คงรู้มั้ง ก็หนูมารพ.ทุกเดือน เขาคงรู้เอง"

เวรกรรม เราเชื่อว่าฝ่ายชายไม่รู้หรอก

เราไม่ได้ว่าเหมารวมผู้ติดเชื้อทั้งหมดนะ มันก็เหมือนสังคมทั่วไปหละ ต้องมีทั้งคนดี คนไม่ดี แต่อยากเตือนใจไว้ว่า ปัจจุบัน ยาต้านไวรัสมีจ่ายฟรีที่รพ.รัฐทุกแห่ง
ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีโอกาสรับยา จะว่าไปน่าจะเกือบ 100% เพราะตัดปัญหาค่าใช้จ่ายไปได้ บางคนถ้าอาย ก็ไปรับยาที่ต่างอำเภอที่ไกลจากบ้านตัวเอง

ผู้ติดเชื้อ ถ้ารับยาสม่ำเสมอ ร่างกายเขาก็จะแข็งแรงดี เหมือนได้เริ่มชีวิตใหม่

และในที่สุด ก็จะอยากมีครอบครัวใหม่ อยากมีคนรัก อยากมีลูก เพราะลึกๆแล้ว เขาอาจจะเชื่อว่า เขาหายแล้วก็ได้ เหมือนเป็นแค่ เบาหวาน ความดัน ที่กินยาทุกวันก็สบายดี

แล้วคนไทย ไม่นิยมเจาะเลือดก่อนแต่งซะด้วย จะว่าไป เคสเหล่านี้ก็มักจะไม่ได้แต่งงานอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว มักเป็นคนที่ผ่านชีวิตคู่มาบ้างแล้ว และก็เริ่มมีคู่ใหม่อย่างง่ายๆไม่มีพิธีรีตองอะไร

ก่อนจะแต่งงาน หรือมีเซ็กซ์กับใคร ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้สวมถุงยางเสมอ
เรื่องที่ 4

อีกกลุ่มที่น่าห่วงคือวัยรุ่น

เคยพบเด็กวัยรุ่น ที่ติดเชื้อจากพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิด เธอได้รับการดูแลอย่างดีจากญาติๆ และไปตรวจรับยาตามหมอนัดทุกครั้ง สุขภาพร่างกายแข็งแรงมาตลอด

จนอายุ 19 เป็นสาวสวย ที่ดูแล้วแข็งแรงสมบูรณ์ แล้วเธอก็ท้องกับเพื่อนชาย เราถามเด็กว่า แฟนหนูรู้มั้ย ว่าหนูเป็นโรคอะไร เด็กตอบว่า "เขารู้ แต่เขาไม่กลัว" เออหนอ ไม่รู้ว่ากล้าหาญเพราะรักจริง หรือว่ามันเด็กจนไม่รู้จักกลัวอะไร

ถ้าคุณเป็นเธอ ที่ติดโรคจากแม่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พอโตเป็นสาว อยากมีแฟนเหมือนคนอื่น คุณจะทำยังไง วัยรุ่นอายุเท่านี้ จะคิดถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตคนอื่นได้หรือไม่? ในเมื่อเขาก็มีความต้องการทางร่างกาย จิตใจเหมือนคนอื่นๆ

ล่าสุด เด็กสาวอายุ 15 มาคลอดลูก ตรวจเลือดพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ เด็กคนนี้ติดจากเพศสัมพันธ์กับแฟนที่อายุมากกว่า

แล้วในวันข้างหน้า อนาคตอีกหลายสิบปีของเด็กคนนี้ เด็กจะมีความยับยั้งชั่งใจพอหรือเปล่า ที่จะไม่แพร่เชื้อสู่คนอื่นต่อไปอีก?

ในเมื่อเราห้ามคนอื่นไม่ได้ ก็จงระวังตัวของท่านเองให้ดีๆก็แล้วกัน
เรื่องที่ 5

ครั้งหนึ่งตอนที่จบตรีใหม่ๆ ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องเข้าไปเป็นตัวเสริมในการให้คำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์

ได้เจอคนที่กำลังจะแต่งงานกันคู่หนึ่งมาตรวจเลือด ผลปรากฏว่าฝ่ายชายติดเชื้อ รู้ตัวอยู่แล้ว ระหว่างรอผล แวะมาบอกแพทย์ว่าไม่ต้องการบอกฝ่ายหญิง เอาจรรยาแพทย์มาขู่ว่า หมอบอกผลเลือดของเขาให้แฟนรู้ไม่ได้ ถ้าเขาไม่ยินยอม

รายนี้เล่นเอาจิตตก เพราะนอกจากจะไม่ต้องการบอกแล้ว ยังจะเอาการตรวจเป็นประกันอีกว่าไม่มีโรค

พูดออกมาได้ว่า เดี๋ยวตอนเขาป่วยจะไม่มีใครดูแล

ช่างไม่คิดถึงผู้หญิงที่ตัวเองบอกว่ารัก ผู้หญิงที่แข็งแรงสมบรูณ์ ผู้หญิงที่มีความฝันว่าจะมีลูก จะสร้างครอบครัวกับคนที่เธอรักที่สุด

ในโรงพยาบาลส่งต่อกันให้วุ่น จนถึงมือจิตแพทย์ ก็ไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไรนะ เพราะขอลาออกจากทีมมาก่อน บอกหัวหน้าไปว่า คงยังเด็กไป วุฒิภาวะยังไม่พอจะรับมือกับเคสนี้

ให้คำปรึกษาก่อนตรวจนั้นทำได้ วางแผนเพื่อบอกผลก็ทำได้ นัดให้คำปรึกษาหลังจากที่รู้ผลแล้ว และต้องปรับตัวก็ทำได้

แต่จะให้นั่งมองหน้าฆาตกร นั่งฟังเขาระบายความห่วงใยตัวเองว่าจะไม่มีใครดูแลในอนาคต จนต้องทำลายคนอีกคนหนึ่ง มันทำไม่ได้จริงๆ

ปล ถึงตอนนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับเคสแบบนี้ไหว
เรื่องที่ 6

แถมไปอีกสักอัน เมื่อวานนี้เอง

ผู้ชายอายุ 36 ปี ตายไม่ทราบสาเหตุ ประวัติจากภรรยาว่าไม่มีโรคประจำตัว อ่อนเพลีย ปวดหัวมากมาราวๆ 2 สัปดาห์ ไปตรวจแล้วCTแล้วก็ไม่พบความผิดปกติ แพทย์นัดตรวจในอีก 1 สัปดาห์แต่ตายไปก่อน

เรานั่งฟังประวัติ ดูอายุ ก็สั่งตรวจเลือดหา HIV ทันที ผลก็คือบวกไม่พลิกโผอะไร เจาะน้ำไขสันหลังมาส่อง .....แหม รายั้วเยี้ยเชียว ได้เหตุตายเรียบร้อย

แต่ที่ยากก็คือการบอกกับภรรยาเขานี่สิ เราบอกไปทั้งๆที่สงสารเขามากๆ พอภรรยาเขารู้ว่าสามีตัวเองตายจากอะไรนี่...จากที่ร้องไห้กลายเป็นนั่งนิ่งตาค้างแล้วก็พึมพำว่า "ไม่จริงๆ"

และที่มันน่าอนาถที่สุดก็คือการที่ผลออกมาว่าภรรยาของเขามีผลเลือดเป็นบวก เพิ่งแต่งงานกันมาได้แค่ปีกว่า และกำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน......
.
.
.
ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ "กรณีนี้เป็นเคสทั่วๆไปที่พบได้แทบจะทุกสัปดาห์"

ที่มา ข้อคิดจากชีวิตจริง ก่อนจะมีเซ็กซ์ มั่นใจหรือไม่ว่าปลอดเอดส์


Friday, November 19, 2010

พบวิธีตรวจหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เจอตั้งแต่ ไม่มีอาการ

ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง มหาวิทยาลัย บริสตอล แห่งอังกฤษ ค้นพบสิ่งที่อาจเป็นตัวบอกให้ทราบล่วงหน้าของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ตั้งแต่ยังไม่ทันปรากฏอาการขึ้น

พวกเขาได้พบโปรตีน 2 ชนิด ที่เรียกกันว่า "ปัจจัยเติบโต" ปรากฏอยู่ในผู้ชายที่ป่วยเป็นปริมาณสูง โปรตีนทั้งคู่มีหน้าที่ควบคุมการเติบโต และพัฒนาตามปกติในอวัยวะกับเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะในมดลูกและระหว่างช่วงตอนเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญแมรี แอนน์ โรแลนด์ส หัวหน้าคณะศึกษา กล่าวว่า "ยังเร็วเกินกว่าที่จะบอกได้ว่า จะใช้มันเป็นตัวชี้บอกของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายระยะแรก ก่อนหน้าจะปรากฏอาการได้หรือไม่"

ทุกวันนี้หมอได้อาศัยการวัดหาสารที่สร้างจากต่อมลูกหมาก ซึ่งจะมีระดับสูงเมื่อมีมะเร็งต่อมลูกหมาก หากแต่การตรวจแบบนี้ไม่บอกให้รู้ตั้งแต่ระยะต้นๆ และยังไม่ค่อยแม่นยำนัก บางครั้งบอกผิดทั้งที่ไม่ใช่บ่อยๆก็มี.

ที่มา : ไทยรัฐ


Friday, October 2, 2009

โรคถูกสาป

รู้จัก...โรคถูกสาป

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire

หลัง ข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ "โรคถูกสาป" ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ "โรคถูกสาป" นี้กันค่ะ...

โรค ถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curseป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย

สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก ดังนั้น การหลับนอนจึงจำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

คุณนนทิญา อินต๊ะ แม่น้องออมทรัพย์ หรือ ด.ญฐิติญาพร วัตรเยื้อง เล่าให้ฟังว่า ลูกของเธอเกิดวันที่ 26 กันยายน พ.ศ 2549 ปัจจุบันอายุ 2 ปี 5 เดือน น้องออมทรัพย์คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยในวันแรกที่คลอด แพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ จึงส่งตัวให้ทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ หาสาเหตุอาการป่วย และท้ายที่สุดแพทย์ได้สรุปว่า น้องออมทรัพย์ป่วยด้วยโรคถูกสาป คือ การสั่งการของสมองมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง

"ทั้งตัวเองและสามีไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เราเสียใจร้องไห้อยู่นาน คิดวนเวียนแต่ว่าเราไปทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงได้มาตกกับลูก ลูกต้องถูกเจาะคอและเจาะหน้าท้องเพื่อให้นมทางสายยาง แรกๆ เครียดมาก แต่พอได้อยู่กับลูกที่โรงพยาบาล ได้เห็นเตียงข้างๆ เขาเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กบางคนนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด แต่พ่อแม่เขายังสู้ เลยหันกับมาฮึดสู้เพื่อลูกบ้าง" คุณแม่น้องออมทรัพย์ กล่าว

ปัจจุบันน้องออมทรัพย์ไม่เคยได้กลับบ้าน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอน ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าทางพ่อและแม่สามารถพาน้องกลับบ้านได้ แต่จะต้องมีเครื่องช่วยหายใจกลับไปด้วย ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ว่านี้ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ราคาเครื่องละประมาณ 500,000 บาท นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว คุณแม่น้องออมทรัพย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมๆ กับการช่วยเหลืออีกแรงจากทีมแพทย์

"เงิน 500,000 แสนบาท มันเป็นเงินที่เยอะมากๆ สำหรับครอบครัวเรา ตัวเราเองก็พยายามวิ่ง ติดต่อทุกทางไปติดต่อที่ อบต.จังหวัด เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณเร่งด่วน ถ้าครอบครัวเราจะทำสัญญาผ่อนเงินจำนวนนี้จะไหวไหม เราก็เอากลับมาคิดตอนนี้ทั้งตัวเองและสามีก็พยายามหาทางเต็มที่ เราก็หวังว่าวันหนึ่ง ลูกจะได้กลับไปอยู่บ้าน ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ตอนนี้ก็พยายามไม่ร้องไห้ แต่อาจมีบ้างตอนคิดถึงลูกแล้วมาเยี่ยมไม่ได้"

ต่อมา เรื่องราวของน้องออมทรัพย์ได้รับการตีแผ่ผ่านรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ปรากฏว่า มี ผู้ใจบุญบริจาคเงินเข้ามามากสำหรับเครื่องช่วยหายใจทั้ง 1 เครื่อง โดยทีมแพทย์วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะให้กับน้องออมทรัพย์ก่อน เนื่องจากทางครอบครัวมีความพร้อมมากกว่า

ด้าน รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล หน่วยโรคระบบหายใจ ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ในเมืองไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคถูกสาปทั้งหมด 3 ราย คนไข้เคสแรกในเมืองไทย ชื่อ ข้าวปุ้น ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว พ่อและแม่เขาค่อนข้างมีฐานะเลยสามารถซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ ทุกวันนี้ เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ส่วนอีกคนคือ ชื่อน้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล อายุ 3 ขวบครึ่ง นอนอยู่เตียงใกล้กับน้องออมทรัพย์

"ปกติเด็กเหล่านี้ เราต้องให้เขาอยู่โรงพยาบาลถึง 3 ขวบ แต่น้องออมทรัพย์พัฒนาการค่อนข้างเร็วเลยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ ก่อน 3 ขวบ แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้นาน 5 ปี ซึ่งของเด็กจะราคาแพงกว่าเด็กโตหรือของผู้ใหญ่ แต่หากน้องโตแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดที่กระบังลมใส่เครื่องกระตุ้น กระบังลมในการหายใจให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน" คุณหมอ กล่าว

ล่า สุด ยอดการบริจาคมากพอสำหรับเครื่องช่วยหายใจอีก 1 เครื่อง สำหรับ น้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องช่วยหายใจและการรักษาอีกมากพอ สมควร ...ทีมงานกระปุกดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะช่วยเหลือ "น้องออมทรัพย์" สามารถบริจาคไปได้ที่บัญชีคุณแม่น้องออมทรัพย์ น.ส. นนทิญา อินต๊ะ เพื่อ ด.ญ. ฐิติญาพร วัตรเยื้อง ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดคลองสวน เลขที่บัญชี 310-2-31383-5 และผู้ที่สนใจบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจของ "น้องมิ้นท์" สามารถติดต่อบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-2-94149-6 ชื่อบัญชี หน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก, นิตยสาร marie claire


ผลของการรักษาสิวเป็นระยะเวลานาน กับยาหมอ!!!

พอดีว่าผมได้เรื่องนี้มาจากกระทู้ http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8368133/L8368133.html เห็นว่าน่าสนใจดีครับ ก็เลยขอเอามาแปะในบ้านของตัวเอง ฮ่าๆๆๆ

ตามไปอ่านกันได้เลยครับ
 
เตือนสาวๆ ที่กำลังรักษาสิวค่ะ vote  

ขอใช้บัตรผ่านนะคะ อายค่ะ กลัวเพื่อนมาเห็นทู้ค่า
ปกติไม่ค่อยได้เข้ามาห้องนี้เท่าไหร่ค่ะ แต่
อยากมาเล่าประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากได้บทเรียนราคาแพงจากการรักษาสิวค่ะ
เริ่มเป็นสิว ผื่นแพ้ ตอนอายุ 19 เป็นยัยหน้าสิวเขรอะ จนถึงประมาณอายุ 27 ค่ะ (ตอนนี้ 32 ค่ะ)
จนพี่ที่รู้จักกันแนะนำหมอรักษาสิวให้ค่ะ ก็เลยไปรักษาจนหายเป็นสิว หน้าใส สวยขึ้น
เลยไม่อยากกลับไปเป็นยัยสิวเขรอะแล้วค่ะ พอสิวมาอีกเมื่อไหร่ก็รีบไปหาหมอทันที
ไม่เคยปล่อยให้สิวอยู่บนหน้าเกิน 1 อาทิตย์ ค่ะ บางทีเจอสิวหัวช้างขึ้น ปุ๊บ ก็รีบไปฉีดสิวให้มันยุบค่ะ
จะภูมิใจมาก เวลาใครๆ ชมว่าผิวดี หน้าใสค่ะ แบบว่าคนมันเคยมีปมด้อยนี่น่า
รักษาสิวมา 5 ปี ทายา กินยา ตามที่หมอจัดให้ แต่ไม่สม่ำเสมอ บางทีแอบขี้เกียจ

เกริ่นจบแล้ว เข้าประเด็นล่ะ
เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นตกขาวค่ะ เยอะมาก แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง และไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ไม่คัน ไม่มีกลิ่นเหม็น
จนปล่อยให้มันลุกลามไปใหญ่ ทำให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ ถึงได้รู้จากหมอ
ว่าอาจจะมีผลมาจากตกขาว ก็กินยารักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจนหาย และได้ยาเหน็บ
รักษาอาการตกขาวมาด้วย แต่ไม่หายค่ะ ตอนนี้ตกขาวเริ่มผิดปกติมากแล้ว
จากเดิมเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา ก็เริ่มมีกลิ่น คัน ลามมาถึงข้างนอกแล้ว
ก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ก็ได้ข้อมูลว่ายารักษาสิวมันไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อส่วนนั้น พอไม่มีมันเชื้อราก็เลยบุกค่ะ
หลังจากหาข้อมูลจนมั่นใจแล้ว ว่ารู้สาเหตุ และคิดว่าไม่ต้องตรวจภายในค่ะ
แค่เล่าอาการ คุณหมอน่าจะจัดยามาให้ได้เลย
ทีนี้ก็เลยไปหาหมอค่ะ แต่ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจค่ะ ดันเจอคุณหมอดุ
พยายามต่อรองแล้ว แต่คุณหมอยืนยันว่าต้องตรวจภายใน และให้ขึ้นเตียงที่มีขาหยั่งค่ะ
อายมาก ทั้งคุณหมอ ทั้งคุณพยาบาล เฮ้อ นึกแล้วยังอายไม่หายเลยค่ะ
ยังดีนะที่ขอคุณหมอผู้หญิงไปตั้งแต่แรก
แต่ที่สำคัญ คุณหมอบอกว่ามันจะไม่หายขาด จะเป็นๆ หายๆ ค่ะ เสียใจที่พลาดไปแล้ว
กับการห่วงสวย จนไม่นึกถึงผลที่จะตามมา ไม่อยากโทษหมอที่รักษาสิว โทษตัวเองค่ะ โง่เอง

เลยอยากจะมาเตือนสาวๆ ที่กำลังรักษาสิวค่ะ เวลาคุณหมอให้ยา เค้าจะไม่บอกถึงผลข้างเคียงของยาค่ะ
ถึงเราจะถามแล้ว เค้าก็พูดให้เราสบายใจตลอดว่าไม่เป็นไร ยาตัวนี้ขนาดเด็กยังกินได้เลยนะ
ไม่อันตรายจริงๆ ถ้าไม่กิน สิวก็ไม่หายขาด ขนาดเป็นสิวแค่ 2 เม็ดยังได้ยามากินเลย ก็โง่กินไง
ตอนนี้ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเลยว่าจะเป็นยังไง คงต้องหาหมออย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนตายหรือเปล่า
ไอ้แบคทีเรียที่เรากินยาฆ่ามันไป มันจะมาเกิดใหม่อีกมั้ย รู้สึกเหมือนโหยหาลูกที่ทำแท้งไปยังไงก็ไม่รู้
ทีแน่ๆ คือ เข็ดกับหมอสิวแล้วค่ะ ใครไม่เป็นอาจจะไม่รู้ว่ามันทรมานนะ
คือเราแต่งงานแล้ว ไอ้เชื้อราเนี่ย ทำให้เรามีอะไรกับแฟนไม่ได้ มันจะเจ็บมาก
อาคารคันอีก ยิ่งเกา ยิ่งคัน ไม่เกาก็ไม่ได้ ก็มันคันนี่ 555

จากคุณ : แก้ว
เขียนเมื่อ : 27 ก.ย. 52 16:35:19 A:192.3.24.143 X:203.130.131.130 TicketID:235308








Thursday, September 3, 2009

8 ข้อ ป้องกันโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกจะเป็นกับคนที่มีการใช้งานมือมากเกินไป หรือใช้ผิดวิธี โดยเฉพาะผู้หญิงถึงร้อยละ 80 ที่หิ้วของหนักๆซ้ำๆ นิ้วที่พบปัญหาล็อกบ่อยที่สุดคือ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วนาง อาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อกและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ แม่บ้านที่ต้องหิ้วของหนักๆ คนตัดสวน ตัดแต่งกิ่งไม้ ช่างไฟฟ้า หมอนวดแผนโบราณ พนักงานพิมพ์คอมพิวเตอร์ นักกีฬาแบดมินตัน นักกอล์ฟ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบได้ในคนที่มือเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ และพบร่วมกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบชนิด
รูมาทอยด์ หรือผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นมากกว่าปกติ
โรคนิ้วล็อก มีสาเหตุชัดเจน และหากรู้จักระมัดระวังการใช้นิ้วอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ปลอกหุ้มเส้นเอ็นได้ ดังนี้
  1. ไม่หิ้วของหนัก เช่น ถุงพลาสติก ตะกร้า ถังน้ำ ถ้าจำเป็นต้องหิ้ว ควรใช้ผ้าขนหนูรองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ แทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อนิ้วมือ หรือใช้วิธีการอุ้มประคองช่วยลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือได้
  2. ไม่ควรบิด ซักผ้าด้วยมือเปล่า จำนวนมากๆ และซ้ำบ่อยๆ และไม่ควรบิดผ้าให้แห้งสนิท เพราะจะยึดปลอกหุ้มเอ็นจนคราก และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนิ้วล็อก
  3. นักกอล์ฟที่ต้องตีแรง ตีไกล ควรใส่ถุงมือ หรือใช้ผ้าสักหลาดหุ้มด้ามจับให้หนาและนุ่มขึ้น เพื่อลดแรงปะทะ และไม่ควรไดรกอล์ฟต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
  4. เวลาทำงานที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่าง ควรระวังการกำ บด เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับให้ใหญ่และนุ่มขึ้น
  5. ชาวสวนระวังเรื่องการตัดกิ่งไม้ด้วยกรรไกร หรืออื่นๆที่ใช้แรงมือ ครวใส่ถุงมือเพื่อลดการบาดเจ็บของปลอกเอ็นกับเส้นเอ็นและควรใช้สายยางรดน้ำต้นไม้แทนการหิ้วถังน้ำ
  6. คนที่ยกของหนักๆเป็นประจำ เช่นคนส่งน้ำขวด ถังแก๊ส แม่ครัวพ่อครัว ควรหลีกเลี่ยงการยกมือเปล่า ควรมีผ้ามารองจับขณะยก และใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถลาก
  7. หากจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้มือกำ หยิบ บีบ เครื่องมือเป็นเวลานานๆ ควรใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้ผ้าห่อที่จับให้หนานุ่ม เช่น ใช้ผ้าห่อด้ามจับตะหลิวในอาชีพแม่ครัวพ่อครัว
  8. งานบางอย่างต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้าหรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ เช่นทำ 45 นาที ควรจะพักมือสัก 10นาที
    ถึงแม้โรคนิ้วล็อกจะเป็นโรคที่รักษาหายได้แต่ก็ควรกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 8 ฉบับ 16 มิถุนายน 2549 presented by : ชานิดา แสงสุริย์


นิ้วล็อค

นิ้วล็อค เมื่อนิ้วของคุณกระดุ๊กกระดิ๊ก
ผมมักไม่ค่อยเรื่องโรคใดโรคหนึ่งหากแต่มักเขียนเป็นอาการ... แต่เรื่องนี้จัดเป็นข้อยกเว้น หนึ่งที่อาการที่นำผู้ป่วยมาเป็นอาการสากลจนกระทั่งกลายเป็นชื่อโรคไปเสียแล้ว

เจ้าโรคที่ว่านี้ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญไปจนถึงสร้างความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งพบได้ง่ายขึ้นในปัจจุบันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าจะรู้เอาไว้บ้างครับ

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อสมัยผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปี 1 ตอนนั้นกำลังพยายามหัดเล่นกีต้าร์อยู่ ก็มีเพื่อนคนนึงที่เล่นกีต้าร์มาก่อนซื้อเครื่องบริหารนิ้วมาใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงของนิ้ว โดยจะต้องกำอุปกรณ์ดังกล่าวในมือและทำการบีบเต็มแรงแล้วก็ปล่อย วันนั้นผมฝึกอยู่นานก่อนจะเข้านอน พอตื่นเช้ามาก็พบว่ามือซ้ายเกิดอาการพิกลๆกล่าวคือ เมื่อกำมือเข้ามันก็กำได้ปกติ แต่ไอ้เจ้าตอนที่จะเหยียดแบบมือออกเนี่ยสิ ปรากฎว่านิ้วนางกับนิ้วก้อยดันดึงเหยียดไม่ออกร่วมกับมีอาการปวด ต้องใช้อีกมือนึงช่วยดึงจึงจะออก แถมถ้ากำมือเข้าไปใหม่ก็จะเกิดลักษณะแบบเดิมอีกก็คือเหยียดไม่ได้
มือผมกระดุ๊กกระดิ๊กอยู่ 2-3 วันจะกำก็ไม่กล้า จะเหยียดก็เจ็บ ต้องอยู่นิ่งๆไม่ทำอะไรก่อนที่มันจะค่อยๆหายไปเอง
จริงๆเจ้านิ้วก้อยผมก็เป็นอยู่บ้างแล้วล่ะครับ คาดว่าเป็ฯมาตั้งแต่สมัยที่เรียนมัธยม ที่ต้องถือกระเป๋าหนังสือเรียนทุกวัน (หนักเฉลี่ยประมาณ 3 กิโลได้กระมังเพราะมันมีชีท สมุด หนังสือ)แล้วช่วงนั้นรถติดอย่างกับอะไรดี ผมก็ชอบเดินกลับบ้านใช้เวลาวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงทุกๆวันจนหนังที่มือด้านแข็งเป็นจุดๆ
ปัจจุบันอาการพวกนี้ดีขึ้นมากและก็หายไป ... หายไปก่อนที่จะมาเรียนเจอทีหลังว่ามันเป็ฯอาการชื่อดังที่มีชื่อว่า"โรคนิ้วล๊อค"หรือ Trigger finger อันโด่งดังนั่นเอง

เกิดอะไรขึ้นในนิ้ว นิ้วถึงได้ล๊อค
การที่คนเรากำมือได้นั้นเกิดจากกล้ามเนื้อที่บริเวณท้องแขนหดตัว .... ใช่ครับกล้ามเนื้อที่ท้องแขน ไม่ใช่ที่มือ ไม่เชื่อลองกำมือซ้ายแล้วเอามือขวาจับที่ท้องแขนก็ได้ว่าแข็งขึ้นจริง
กล้ามเนื้อที่แขนพอหดเกร็งตัวก็จะดึงเส้นเอ็นที่โยงไปที่ปลายนิ้วให้งอเข้า ... ซึ่งเอ็นเหล่านี้จะร้อยลอดผ่านเอ็นขึงข้อนิ้ว (retinacular pulley)ที่อยู่ตามข้อมือและข้อนิ้วเป็นหลักการเดียวกับรอกของปั้นจั่น
ถ้าเอ็นมีสภาพปกติ มันก็จะเลื่อนไหลได้อย่างสะดวกโยธินทั้งขาเข้าและขาออก แต่ในโรคนิ้วล๊อคนี้ เอ็นที่ผิดปกติจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนทำให้เมื่อเอ็นที่ใช้งอนิ้วลอดผ่านเอ็นขึงข้อนิ้ว ก็จะเกิดการล๊อคไม่สามารถเหยียดกลับออกมาได้

สาเหตุ
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือการบาดเจ็บที่นิ้วครับ โดยคำว่าบาดเจ็บนี้มีตั้งแต่การกระทบกระแทกชัดเจน การติดเชื้อที่เอ็นไปจนถึงการใช้งานผิดวิธีเกินกำลังของนิ้วเป็นเวลานานๆ ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบในเอ็นจนเกิดก้อนได้
สาเหตุที่พบได้อื่นๆนอกเหนือจากการใช้งานหนักหรือการบาดเจ็บทั่วไป ก็คือ โรคที่ก่อให้เกิดก้อนตามส่วนต่างๆ เช่นเบาหวาน เกาท์ รูมาตอยด์ เป็นต้น

การรักษา
หากคุณเป็นโรคนิ้วล๊อคแล้วไปรักษา การรักษาจะเป็นประมาณนี้ครับ
  • เมื่อพบว่าเป็นแน่ๆ แพทย์จะแนะนำให้คุณหยุดการใช้งานมือ จากนั้นก็มักจะจ่ายยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบจำพวก NSAIDs มาให้กิน จากนั้นก็ให้สังเกตดูเอาเอง หรือนัดกลับมาดูอีกครั้งเพื่อประเมินว่าอาการดีขึ้นไหม
  • ถ้าไม่ดีขึ้น ทางต่อไปก็คือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในช่องหุ้มเอ็น เพื่อลดการอักเสบของเอ็นและให้ก้อนดังกล่าวยุบตัวลง
  • หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจจะมีการใส่เฝือกที่มือ เพื่อให้มืออยู่ในท่าที่ไม่เคลื่อนไหวระยะหนึ่ง เป็นการบังคับให้เอ็นได้พักและลดการอักเสบ
  • ถ้าทำทุกทางก็ไม่ได้ผล ก็จะทำการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีสามแบบคือ แบบผ่าเปิดตรงๆ แบบผ่าส่องกล้อง และแบบที่สามที่เข้าใจว่าในเมืองไทยคงมีคนทำไม่กี่คน(แต่กลับเป็นที่รู้จักมากที่สุด)คือแบบใช้ปลายมีดจิ๋วสอดเข้าไป
คำถามเกี่ยวกับนิ้วล๊อคที่ถูกถามบ่อย
  • ยากินได้ผลจริงหรือ ?
    ตามที่ผมเขียนไปว่าโรคนี้ช่วงต้น แพทย์จะให้ยากลุ่มต้านการอักเสบ ... ซึ่งมีผู้รู้หลายคนบอกว่าการรักษาด้วยยานั้นไม่ได้ผลตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ... ซึ่งจริงๆก็เป็นอย่างนั้นคือถ้าเป็นโรคนิ้วล๊อคจริงๆชัดเจน การให้ยาพวกนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร
    แต่ในคนที่มีปัญหานิ้วล๊อคจนต้องไปพบแพทย์ หลายคนจะไปตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆหรือเป็นครั้งแรกๆ ซึ่งการล๊อคนั้นยังไม่มาก บางครั้งบางคราวการบาดเจ็บ ที่มือหรือการใช้งานหนักเพิ่งผ่านไปไม่นาน (ดังตัวอย่างเรื่องของผมเองข้างต้น) การให้ยาจะช่วยผู้ป่วยในกลุ่มนี้ได้ครับ
    ส่วนใครที่คลำได้ก้อน เป็นมาเป็นปีๆ ส่วนใหญ่มักโดนแนะนำให้ผ่าตั้งแต่แรกครับ

  • ทำไมเป็นนิ้วล๊อค แต่เจอหมอถามโน่นถามนี่ที่ไม่เกี่ยวกับนิ้ว แถมโดนเจาะเลือดตรวจหลายอย่าง
    เนื่องจากโรคนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคอื่นๆเช่นเบาหวาน เกาท์ ซึ่งก่อให้เกิดก้อนหรือการอักเสบขึ้นตามเส้นเลือดในร่างกายได้ จึงไม่แปลกที่จะถูกถามประวัติที่เกี่ยวข้องหรือเจาะเลือดตรวจครับ

  • ได้ยินว่ามีวิธีการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ผ่าใช้เวลาแค่10นาที ผ่าเสร็จกลับได้เลยไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด
    เป็นคำถามที่ถูกถามมากที่สุดสำหรับโรคนี้ เพราะในเมืองไทยมีแพทย์ที่สามารถผ่าตัดชนิดนี้ได้ และเคยประชาสัมพันธ์ออกสื่อหลายครั้ง
    การผ่าชนิดดังกล่าว คือการกรีดเปิดเข้าไปในช่องทางของเอ็นที่ลอดผ่านเอ็นยึดข้อ จากนั้นสอดมีดขนาดเล็กเข้าไปตามช่องดังกล่าวและทำการสะกิด ข้อดีของวิธีนี้คือ ผ่าเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้ แผลเล็กนิดเดียว พักการใช้งานมือไม่กี่วันก็ทำงานได้ปกติ
    แต่การผ่าตัดนิ้วล๊อคแบบมาตรฐานในขณะนี้ ยังเป็นแบบเปิดผ่าในห้องผ่าตัดอยู่ครับ โดยจะทำการฉีดยาชาระงับความรู้สึกของแขน จากนั้นทำการผ่าเข้าไปโดยตรง ข้อด้อยของการผ่าแบบนี้คือ ผ่าแล้วอาจจะต้องนอนโรงพยาบาล(เพราะแขนชาทั้งข้าง) มีแผลใหญ่กว่า และต้องพักฟื้นใส่เฝือกที่มือเป็นสัปดาห์

    ฟังดูดีกว่า ... แต่ปัญหาคือการผ่าแบบแผลเล็กๆที่ว่านั้น มันเป็นวิธีที่ใช้สัมผัสจากมือเป็นหลัก เวลาตัดเอ็น ผู้ตัดจะมองไม่เห็นว่ากำลังตัดอะไรอยู่ (ต่างประเทศเรียกวิธีนี้ว่า Blind Method)... ความเสี่ยงที่จะไปตัดถูกส่วนที่ไม่ต้องการจะตัดนั้นก็มี(ของแถวๆนี้ ถ้าตัดขาดก็ต่อยาก) นับว่าเป็นการทำหัตถการการผ่าตัดที่ต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้เครื่องมือก็ไม่ได้มีแพร่หลาย ทำให้การผ่าตัดชนิดนี้ยังไม่เป็นที่นิยม(ของแพทย์)หรือสอนกันทั่วไป
    ในขณะการผ่าตัดแบบเปิดจะมองเห็นได้ดีกว่า เห็นได้ชัดกว่าว่ากำลังจะตัดอะไร โอกาสตัดผิดมีน้อยกว่ามาก ....
    ฟังแล้วอาจจะน่ากลัว แต่เวลามีคนไข้นิ้วล๊อคมาถามผมว่าผ่าแบบแผลเล็กผ่าที่ไหน ... ผมก็บอกไปทุกรายนะครับ (เพราะก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวผิดปกติ และก็เป็นการผ่าตัดที่เมืองนอกเขาก็ทำกัน)
สรุปว่าใช้งานมืออย่างทะนุถนอมตั้งแต่ต้น จะเป็นการดีที่สุดครับ

-=By หมอแมว=-


Friday, May 22, 2009

ชิคุนกุนยา คุณรู้จักโรคนี้ดีแล้วหรือยัง?

โรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง คล้ายกันกับโรคไข้เลือดออกเด็งกี่ มีรายงานการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา ในปี พ.ศ.2495

การระบาดที่พบครั้งล่าสุดในประเทศไทย ในเดือนกันยายน พ.ศ.2551 ที่ จ.นราธิวาสและปัตตานี (ณ ปัจจุบัน การระบาดลดลง แต่ยังไม่สิ้นสุด) ซึ่งทิ้งช่วงห่าง 13 ปี จากการระบาดครั้งก่อน

อาการของโรค : ไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมแดงอักเสบและเจ็บ เริ่มจากบริเวณข้อมือ ข้อเท้า และข้อต่อของแขนขา อาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย หลังจากนั้นจะเกิดผื่นบริเวณลำตัวและแขนขา มักไม่คัน หรืออาจมีผื่นขึ้นที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก ไข้อาจจะหายในระยะนี้ (ระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย) ผื่นนี้จะลอกเป็นขุยและหายได้เองภายใน 7-10 วัน พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตได้บ่อย แต่อาการชาหรือเจ็บบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าพบได้ไม่มาก อาการปวดข้อจะหายภายใน 2-3 วัน หรืออาจนานหลายสัปดาห์ และบางรายอาจเป็นเรื้อรังอยู่หลายเดือนหรือเป็นปี อาจพบอาการแทรกซ้อนไม่รุนแรงที่ตา ระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร ผู้ติดเชื้อบางส่วนมีอาการอ่อนๆ ซึ่งอาจไม่ได้ถูกวินิจฉัยโรค หรือวินิจฉัยเป็นไข้เด็งกี่ แต่ในผู้สูงอายุอาการอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ระยะฟักตัวของโรค : 2 - 12 วัน (โดยทั่วไป 4-8 วัน)

การวินิจฉัยโรค : ทำได้หลายวิธี โดยวิธีการตรวจหาไตเตอร์ในน้ำเหลือง เช่น Enzyme-linked immunosorbent assays (ELISA) เพื่อตรวจหาแอนติบอดี IgM หรือ IgG ต่อเชื้อ Alphavirus ซึ่งระดับ IgM มักจะสูงสุดช่วง 3-5 สัปดาห์หลังเริ่มป่วย และคงอยู่นานประมาณ 2 เดือน และอาจแยกเชื้อไวรัสจากเลือด

ผู้ป่วยระยะเริ่มมีอาการในช่วง 2-3 วันได้ โดยการเพาะเชื้อในลูกหนูไมซ์แรกเกิด ในยุง หรือในเซลล์เพาะเลี้ยง สำหรับวิธี RT-PCR (Reverse transcriptase–polymerase chain reaction) มีการใช้กันมากขึ้นในปัจจุบัน

การรักษา : ไม่มีการรักษาจำเพาะ ใช้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดข้อ กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามกินยาแอสไพรินลดไข้เป็นอันขาด เนื่องจะทำให้เกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น) และเช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเป็นระยะเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง

การแพร่ติดต่อโรค : ติดต่อจากคนสู่คนโดยถูกยุงกัด ในเขตร้อนชื้นมักเกิดจากจากยุงลายบ้าน Aedes aegypti ซึ่งมักเป็นสาเหตุการระบาดในเขตเมือง ส่วนในเขตอบอุ่นและเขตหนาวมักเกิดจากยุงลายสวน Aedes albopictus ซึ่งมักเป็นสาเหตุของโรคในเขตชนบท ยุงลายทั้ง 2 ชนิดมีนิสัยชอบกัดในเวลากลางวัน (โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ และบ่ายแก่ ๆ) ยุงลายสวนชอบหากินบริเวณนอกบ้าน แต่ยุงลายบ้านชอบกัดดูดเลือดภายในอาคารบ้านเรือน

มาตรการป้องกันโรค : ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคชิคุนกุนยา (รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่มียุงนี้เป็นพาหะ) เป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการ ดังนี้
  1. ตระหนักและร่วมมือกันกำจัดหรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายให้อยู่ในระดับต่ำอยู่เสมอ (ซึ่งต้องเร่งรัดมากขึ้น ทั้งก่อนและในช่วงฤดูฝน และในช่วงที่เกิดการระบาด) รู้วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยต้องนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวดแม้เป็นเวลากลางวัน จุดยากันยุง ทายากันยุง หรือสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว เป็นต้น ซึ่งหากใช้มุ้ง ผ้าม่าน มู่ลี่ ฯลฯ ที่ชุบสารเคมีกำจัดแมลง ก็จะยิ่งป้องกันยุงได้ดียิ่งขึ้น
  2. สำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำตามภาชนะน้ำขังที่อยู่ในบ้านหรือบริเวณรอบบ้าน เช่น จานรองขาตู้กับข้าว แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ โอ่งน้ำ ยางรถยนต์เก่า เป็นต้น และวิธีการควบคุมและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลาย เช่น ปิดฝาโอ่ง เปลี่ยนน้ำในจานรองขาตู้ แจกัน ฯลฯ ทุก ๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในอ่างบัว ขัดด้านในภาชนะที่อาจมีไข่ยุงติดอยู่ คว่ำกะลา กวาดเก็บใบไม้ (ตามพื้น หลังคาบ้าน ท่อน้ำฝน ฯลฯ) กำจัดยางรถยนต์เก่า หรือนำไปแปรสภาพและใช้ประโยชน์ ฯลฯ
มาตรการควบคุมการระบาด
  1. สำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงในบ้านและบริเวณรอบบ้าน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ร่วมกันตามความเหมาะสม เช่น การปกปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด การหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำ (เช่น ทุก ๆ 7 วัน) การใส่ปลากินลูกน้ำ การใส่สารเคมีฆ่าลูกน้ำ เป็นต้น
  2. ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงแบบพ่นหมอกควันหรือพ่นฝอยละออง เพื่อช่วยลดความชุกชุมของยุง โดยต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
  3. ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด
  4. กรณีที่มีผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในบ้าน ต้องให้ผู้ป่วยนอนในมุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายไปกัดและแพร่เชื้อได้ ซึ่งเชื้อโรคนี้จะแพร่ขณะที่มีไข้สูง (ในระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย)

Thursday, January 1, 2009

โรคบูลีเมีย... ค่านิยมผิดๆ หรือโรคจิตกันแน่ !

โรคบูลีเมีย... ค่านิยมผิดๆ หรือโรคจิตกันแน่ !
รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล


อ้วน อ้วน อ้วน ....
คำสั้นๆ คำนี้ค่อนข้างทรงอิทธิพลป่วนคุณภาพชีวิตคนยุคนี้ไม่น้อยเลย

โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะกังวลกับรูปร่างและน้ำหนักของตัวเองเกินจริง แม้กระทั่งจะเปรียบเทียบกับตารางดัชนีมวลกายแล้วยังอยู่ต่ำกว่า 22.9 หรือเรียกว่ายังมีหุ่นได้มาตรฐานอยู่แล้วก็ตาม เธอเหล่านั้นก็ยังมักจะคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ดี

ความอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และมีข่าวครึกโครมหลายเรื่องเกี่ยวกับอันตรายจากการลดความอ้วน โดยวิธีที่ไม่ถูกต้องสำหรับผู้ที่อ้วนจริงการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากความอ้วน แต่ควรที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกวิธีการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและได้ผลยาวนาน

ในขณะที่มีการรณรงค์ให้ลดน้ำหนักเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อิทธิพลของสื่อโฆษณาวิธีการและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นภาพลักษณ์ของผู้หญิงผอมมีหุ่นแบบบางเป็นแบบอย่าง สร้างแรงจูงใจให้ผู้หญิงทั่วไปอยากมีหุ่นบางเหมือนนางแบบเหล่านั้นบ้าง กลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งไปในที่สุดทั้งที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็น

ค่านิยมอยากผอมบางนี้ทำให้เกิด "โรคกลัวอ้วน" ที่มีชื่อ ภาษาอังกฤษว่า "บูลีเบีย (Bulemia)" ในหมู่ของผู้หญิงสาวที่ไม่ได้อ้วนจริง แต่มีความประสงค์จะทำให้ตัวเองผอมให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นอย่างมาก

โรคบูลีเมีย เกิดจากการสร้างนิสัยผิดๆ ให้กับตนเอง เป็นความผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งแสดงอาการโดยรับประทานอาหารอย่างมากมายหลังจากที่กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน ในบางรายอาจใช้ยาถ่ายช่วยให้ตัวเองมีน้ำหนักลดลง หรือใช้วิธีการลดน้ำหนักที่ผิดวิธีอื่นๆ เมื่อผู้ที่เป็นโรคนี้รับประทานอาหารมากเกินไปจะควบคุมตัวเองไม่ได้เลย และจะพยายามทุกวิถีทางที่ขจัดเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกโดยการอาเจียน หรือใช้วิธีอดอาหารและออกกำลังกายอย่างหนักมาก ความกดดันทางอารมณ์ที่ตนเองมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะกลับส่งผลให้รับประทานอาหารมากมายผิดปกติเป็นวัฎจักรเลวร้ายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคบูลีเมีย ไม่พบว่ามีองค์ประกอบประการใดที่เป็นสาเหตุอย่างแน่ชัด ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมเศร้า เครียด หรือรู้สึกกังวลกับน้ำหนักตัวหรือรูปร่างของตนเองเกินขอบเขต ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างผอมมาก แต่ยังคิดว่าตัวเองหนักหรือมีไขมันส่วนเกินมากเกินไปจนทนตัวเองไม่ได้ จากประสบการณ์ที่พบผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทย มักจะพบในผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี หน้าตาดี และมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการมักจะมาจากถูกคนใกล้ชิดล้อเลียนหรือใช้ถ้อยคำเหน็บแนมเกี่ยวกับรูปร่าง ยังไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติอย่างชัดเจนว่ามีผู้เป็นโรคนี้มากน้อยเท่าใด แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก

5 ลักษณะอาการที่ชี้ชัดว่าเป็นโรคบูลีเมีย
  1. รับประทานอาหารมากเป็นระยะ โดยทั่วไปจะรับประทานบ่อยกว่า 2 ชั่วโมง และรับประทานครั้งละมากๆ
  2. ควบคุมตนเองไม่ได้เลยเกี่ยวกับการควบคุมอาหาร
  3. ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้น เช่นการล้วงคอให้อาเจียน ใช้ยาระบายในปริมาณเกินควร เป็นต้น
  4. มีความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินพอดี
  5. มีอาการผิดปกติในการรับประทานอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป หมายถึง เมื่อรับประทานอาหารแล้วอาเจียนโดยอัตโนมัติ
คุณจะเห็นว่าเมื่อเกิดค่านิยมที่อยากมีหุ่นผอมบางแล้วเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารแล้วล้วงคอให้อาเจียนนี้วิธีการที่ผิดอย่างมาก เพราะจะสร้างนิสัยที่เคยชินให้กับระบบของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายคุณไม่ยอมรับอาหารและกลายเป็นโรคขาดอาหารไปในที่สุด อีกทั้งยังฉุดคุณภาพชีวิตคุณเองให้จมอยู่กับกิจกรรมสองอย่างนี้ด้วย

โรคบูลีเมียจึงเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างงรุนแรง จนทำให้รู้สึกด้อยค่าในที่สุด เมื่ออาเจียนเป็นเนืองนิตย์ก็จะทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จนอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ การใช้นิ้วมือล้วงคอให้อาเจียน อาจทำให้เกิดแผลหรือเนื้อเยื่อทะลุในทางเดินอาหาร หรืออย่างการใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนและสุขภาพทรุดโทรมลงได้

การแลกมาเพื่อหุ่นผอมบางกับอาการทรมานร่างกายต่างๆ เหล่านี้ไม่คุ้มค่ากันเลย ในที่สุดก็ต้องหันมาพึ่งพาการรักษากับคุณหมอเป็นทางออกสุดท้ายเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ซึ่งการรักษาโรคบูลีเมียมีด้วยกัน 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
  • การใช้ยาระงับอาการซึมเศร้า และการบำบัดทางจิตวิทยา แต่ผลของการรักษายังไม่ดีนัก
  • การนำเอาหลักการปรับพฤติกรรมและให้ความรู้ทางโภชนาการอย่างเหมาะสม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น แต่วิธีที่ดีที่สุด คือการปรับมุมมองของตนเอง (Self Image) ให้เหมาะสม
เนื่องจากโรคบูลีเมีย เป็นปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างใหม่ของประเทศไทย หากคุณมีบุตรหลานที่มีอาการบูลีเมียควรหาทางนำมาปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด และเพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ ไม่ควรที่จะสร้างปมด้อยให้กับผู้อื่นในเรื่องของรูปร่างและน้ำหนักตัว เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดโรคร้ายแรงนี้ด้วย อีกทั้งยังไม่ควรริอ่านที่จะใช้วิธีล้วงคอให้อาเจียน หรือใช้ยาระบาย เพื่อหวังผลในการลดน้ำหนักโดยเด็ดขาดครับ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

โรคยากที่สุด เกี่ยวกับท้อง

ล่าสุดของกิจกรรมชีวจิตก็คือ คอร์สสุขภาพที่จัดให้สมาชิกเสร็จมาหมาดๆ คือ คอร์สสุขภาพที่จัดที่กาญจนบุรีเสร็จไปแล้วเดี๋ยวนี้เอง (วันอาทิตย์ ที่ 2 มี.ค.) ในคอร์สนี้มีปัญหาเรื่องโรคของท้องมาเป็น อันดับ 1 มีตั้งแต่โรคที่ร้ายแรงมากที่สุด คือ มะเร็งในช่องท้อง (ตับ, ลำไส้ใหญ่, กระเพาะ, ลำไส้เล็ก, มดลูก, รังไข่)

และโรคใหม่ซึ่งว่ากันที่จริงเป็นโรคเก่าก็คือโรค IBS ซึ่งย่อมาจาก IRRITABLE BOWEL SYNDROME เดี๋ยวนี้กลายเป็นโรคฮิตสำหรับหนุ่มๆสาวๆ สมัยใหม่ ที่มาหาผมเพื่อจะปรึกษาหารือก็เยอะ หรือฟังที่เขาคุยกันระหว่างเพื่อนฝูงก็พูดถึงโรคนี้กันเยอะ

เวลาที่ใครบอกชื่อโรค IBS นี้ออกมา คนฟังทั่วๆ ไปมักจะทำหน้าฉงน หลายคนทำหน้าตกใจ (เพราะไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจว่าโรคนี้คืออะไร?) IRRITABLE คำนี้ถ้ามาใช้ในด้านการแพทย์ แปลว่าทำให้ระคายเคืองหรือเกิดการอักเสบ BOWEL ก็แปลว่า ท้องไส้ และ SYNDROME ก็แปลว่ากลุ่มอาการต่างๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน

IRRITABLE BOWEL SYNDROME แปลว่า โรคของกลุ่มอาการต่างๆ เกี่ยวกับการทำให้ท้องไส้เกิดการระคายเคือง หรือเกิดการอักเสบ

ฟังแล้วก็ยังคงงงๆ อยู่ว่ามันเป็นโรคอะไรกันแน่ ที่ยังงงๆ อยู่ก็เพราะโรคนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นโรคใหม่ เมื่อประมาณเกือบ 15 ปีมาแล้วไม่มีใครรู้จัก และไม่มีใครได้ยินชื่อ

ที่เริ่มรู้จักกันขึ้นมาก็เพราะมีหมอสองคน คือ ลินน์ ฟรีดแมน ได้ไปเสนอเรื่องใน วารสารการแพทย์ นิวอิงค์แลนด์ เจอร์นัลด์ ออฟเมดิซิน เมื่อปี 1993 และหมออีกคนหนึ่ง เมเยอร์ เกดฮาร์ท เสนอในวารสารการแพทย์แกสโทร เอนเทอโรโลจี่ เมื่อปี 1994

วารสารการแพทย์ทั้งสองฉบับนี้ ถือว่าเป็นวารสารสำคัญระดับโลก แพทย์และผู้เกี่ยวข้องทางการแพทย์ทั่วโลกยกย่องให้เป็นวารสารแบบตำราวิชาการของโลกซึ่งเชื่อถือได้ 100% เต็ม

โรค IBS ก็เลยเป็นโรคที่วงการแพทย์เอ่ยถึง และชอบนำมาใช้ในการวินิจฉัย ให้ชื่อโรคว่า IBS มาเป็นเวลาเกือบ 15 ปีแล้ว และโดยเหตุที่ชื่อโรค IBS นี้เป็นชื่อของอาการรวมของอาการต่างๆ หลายรายการ จึงเป็นการยากที่จะวินิจฉัยแบบฟันธงลงไปว่า "คุณเป็นโรคนั้น โรคนี้........" ดังนั้นเมื่อมาถึงการรักษา จึงเป็นการยากสำหรับแพทย์ที่จะสั่งยาตัวนั้นตัวนี้โดยเฉพาะเพื่อแก้โรค IBS นี้ เมื่อเป็นโรคเกี่ยวกับอาการรวม ยาที่ให้ก็ต้องมียาแบบยารวม คือยาหลายๆ ตัวสำหรับแก้อาการหลายๆ อาการ

ต่อไปนี้ขออ้างอิงถึงศาสตราจารย์จุง เอายัง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะแพทย์โรคภายในช่องท้อง แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์มิชิแกน แอนอาเบอร์ ซึ่งถือกันว่าเป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญโรค IBS

ที่น่าสนใจเกี่ยวกับศาสตราจารย์เอายังผู้นี้ก็คือ ท่านเป็นคนจีน (เข้าใจว่าจากสิงคโปร์) แต่ก็สามารถไปทำงานเป็นหัวหน้าแผนกของแพทย์ฝรั่งอีกหลายๆ คน

"ข้อน่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ โรคเกี่ยวแก่ช่องท้องและระบบการย่อยนี้ ชาวเอเชียป่วยกันมากเหลือเกิน" เป็นไปได้ไหมว่าอาหารของชาวเอเชียนั้นค่อนข้างจะหลากหลาย และมีรสจัดผสมกับความเครียดซึ่งเกิดจากสิ่งแวดล้อมและความแออัดของประชากร ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว โรคเกี่ยวกับช่องท้องจึงมีมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย

ศาสตราจารย์เอายัง ระบุไว้ว่า IBS นี้จะเป็นโรคในกลุ่มคนอายุวัยหนุ่มสาวและกลางคน ส่วนผู้สูงอายุนั้นไม่ค่อยจะเป็น ถ้าหากจะมีอาการอย่างหนึ่งในอาการรวมของ IBS ก็คืออาการที่ลำไส้หรือบางส่วนของระบบย่อยมีถุงหรือกระพุ้งเล็กๆ และเมื่อมีเศษอาหารติดอยู่ในถุงเหล่านี้ก็เกิดการบูด หรือการอักเสบขึ้นมา ทำให้เกิดการอักเสบ หรือมีลมและแก๊สแน่นในช่องท้อง (DIVERTICULAR DISEASE)

ตามสถิติได้ระบุไว้ว่าผู้หญิงจะเป็นโรค IBS ได้ง่ายและมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า อาการที่เป็นประกอบไปด้วยการปวดท้อง สลับไปกับอาการท้องเสียหรือท้องผูก

ศาสตราจารย์เอายังได้ระบุอาการสำคัญๆของ IBS ไว้ 3 กลุ่มคือ
  1. อาการปวดท้อง การปวดท้องของ IBS นี้ บริเวณที่ปวดจะมีหลายแห่ง ที่เป็นมากที่สุดคือบริเวณส่วนกลางล่างต่ำกว่าสะดือ (HYPOGASTRUM) และรองลงมาก็คือบริเวณด้านขวาและด้านซ้าย อยู่ต่ำกว่าระดับสะดือประมาณ 2-3 นิ้ว

  2. ช่วงเวลาถ่ายอุจจาระผิดปกติ ตามปกติแล้วผู้ที่ไม่ได้ป่วย IBS จะถ่ายตรงตามเวลา เช่น บางคนถ่ายตอนเช้า บางคนถ่ายตอนเย็น แต่ผู้ที่ป่วยเป็น IBS นี้ เวลาประจำของการถ่ายตามปกติจะเปลี่ยนไป บางคนเกิดอาการท้องผูกกะทันหัน ผู้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาถ่ายและเกิดท้องผูกขึ้นมานี้ บางคนท้องผูกเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือนก็เคยพบ สำหรับอาการท้องผูกเป็นเดือนนี้ขอเตือนว่าต้องพบแพทย์ด่วน และที่ค่อนข้างแปลกเกี่ยวกับการท้องผูกนี้ก็คือ อยู่ๆ อาการท้องผูกก็หายไปเอง แต่กลับกลายเป็นท้องเสียหรือท้องเดินได้ก็มี

  3. เกิดลมในช่องท้องและมีการผายลมมากผิดปกติ เคยได้พบว่าคนไข้ IBS ท้องอืด ท้องมีแก๊สมาก พุงมักจะโตจนน่าเกลียด

  4. เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่องท้องด้านบน ช่องท้องด้านบนในที่นี้หมายถึงด้านบนเหนือสะดือ และอยู่ในระหว่างยอดอกต่ำลงมาถึงสะดือ อาการที่เป็นก็เช่น แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (DYSPEPSIA) อาการแสบท้อง อาการคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน และเบื่ออาหาร

  5. มีอาการแปลกๆ อื่นๆ ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเรื่องท้องเลย ที่ว่าอาการแปลกๆ นี้ ศาสตราจารย์เอายังท่านบอกว่าเป็นอาการ ที่เดาไม่ได้ว่าเพราะอะไร เช่น อาการเซื่องซึม หงุดหงิด แถมต่อด้วยอาการทางร่างกาย คือ ผสมกันกับการถ่ายบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับท้องเสียหรือท้องเดิน
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็พอจะมองเห็นว่าเรื่องของอารมณ์หรือเรื่องเกี่ยวกับทางจิตใจย่อมเข้ามาเกี่ยวด้วย ก็เลยจำเป็นต้องคุยกันยาวอีกแล้ว ที่น่าสนใจในบทต่อๆ ไปก็คือ IBS นี้ดูเหมือนจะเกี่ยวกับอาการของโรคในช่องท้องอีกหลายโรค เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วอาจจะเป็นโรคเดียวกันหมด จึงจำเป็นที่จะต้องพูดกันต่อให้ละเอียดและที่สำคัญที่สุดก็คือ แม้ว่าจะดูว่าเป็นโรคเล็กน้อยแต่ก็อาจจะกลายเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิตได้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพูดกันต่อไปโดยละเอียด

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ




, ,

Monday, September 22, 2008

รู้จักมั้ยโรค"เบอริเบอรี่"

โรค เบอริเบอรี่ (beriberi) ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในเวลานี้ หลายคนคงไม่รู้จัก แต่เมื่อพูดถึงโรคเหน็บชา คงจะคุ้นหูกันดี สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แปรไปเป็นพลังงาน และมีส่วนสำคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะในด้านนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท

วิตามิน บี 1 เป็นสารที่ละลายน้ำ ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร มีมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมูจะมีมากที่สุด แต่ในเนื้อสัตว์ชนิดอื่นก็มีเช่นกัน และยังมีอยู่ในถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วแดง ข้าวกล้อง จมูกข้าว ข้าวมันปู ข้าวเหนียวดำ งาขาว งาดำ เป็นต้น

แต่ละ วันร่างกายต้องการวิตามินบี 1 เพื่อไปแปรให้เกิดพลัง โดยร่างกายจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเมื่อมีภาวะด้านสรีรวิทยา เช่น เด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต หญิงมีครรภ์ หรือให้นมบุตร นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน หรือมีภาวะทางพยาธิวิทยา คือ มีโรคติดเชื้อ เจ็บป่วย ภาวะเครียด หรือธัยรอยด์ทำงานหนัก

ร่าง กายต้องการใช้วิตามินบี 1 ตลอดเวลาเพื่อนำไปสร้างเป็นพลังงาน แต่หากร่างกายทำงานหนักมากติดต่อกันหลายวัน โดยไม่ได้รับวิตามินบี 1 โอกาสที่จะเกิดโรคเบอริเบอรี่ถึงขั้นรุนแรงได้ ในเด็กจะพบบ่อยในทารกอายุ 2-3 เดือนที่ดื่มนมแม่ที่ขาดวิตามินบี 1 เด็กจะมีอาการ เช่น หน้าเขียว หอบเหนื่อย ตัวบวม หัวใจเต้นเร็ว หัวใจโต ร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

หากเกิดในวัยผู้ใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Dry beriberi คือ การชาแบบไม่บวม มักเป็นตามปลายมือ ปลายเท้า กล้ามเนื้อแขนขาไม่มีกำลัง ไม่อันตราย และอีกชนิดคือ Wet beriberi จะมีอาการบวมร่วมกับการชาปลายมือ ปลายเท้า มีน้ำคั่งในช่องท้อง ช่องปอด บางรายจะมีอาการหอบเหนื่อย หัวใจโตและเต้นเร็ว อาจหัวใจวายได้ ที่มีอันตรายและส่งผลต่อหัวใจมากเพราะหัวใจเป็นอวัยะส่วนที่ทำงานตลอดเวลาต้องการพลังงานมากกว่าส่วนอื่น

การ ป้องกันทำได้ง่ายนิดเดียว เพียงทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 หากทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ก็ทานข้าวกล้อง จมูกข้าวแทน หรือทานวิตามินเสริม ซึ่งหลักสำคัญคือ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Saturday, May 24, 2008

โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease)

โรคคาวาซากิคืออะไร?
เป็นโรคที่เป็นผลมาจากการอักเสบของเส้นเลือดขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วร่างกาย สาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส, การใช้แชมพูซักพรม, การอยู่ใกล้แหล่งน้ำ โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่น ที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก

อาการของโรคคาวาซากิ
จะเริ่มด้วยอาการไข้สูงตลอดทั้งวัน ไม่ค่อยตอบสนองต่อยาลดไข้ ไข้จะเป็นอยู่นานหลายวันหากไม่รักษา มักไม่มีอาการทางหวัดเช่น อาการไอ หรีอน้ำมูกไหล ไม่มีผลการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งวินิฉฉัยโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้จากเกณฑ์วินิจฉัยจาก 4 ใน 5 ข้อ ร่วมกับอาการไข้สูงหลายวัน

เกณฑ์การวินิจฉัย
ตาแดงทั้งสองข้าง ไม่มีขี้ตา
ลิ้นแดง (เป็นคล้ายสตอร์เบอรื่) , ปากแดง บางครั้งถึงกับแตก เจ็บมาก
มือเท้าบวมในช่วงแรก มักไม่ยอมใช้มือเท้าเดินหรีอเล่น เนื่องมาจากเจ็บระบม มีผิวหนังลอกเริ่มที่บริเวณขอบเล็บ และ อาจพบที่รอบก้นและขาหนีบ
มีผื่นขึ้นตามตัว เป็นได้ทุกรูปแบบ ยกเว้นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง
ต่อมน้ำเหลืองโต มักเป็นที่บริเวณคอ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 1.5 เซนติเมตร

ประมาณ 80 % ของผู้ป่วยเป็นเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี โดยส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่า 2 ปี

โรคนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร
อาการดังกล่าวมาข้างต้น 5 ข้อ ไม่มีข้อใดจะมีการทำลายอย่างถาวรต่ออวัยวะนั้น ที่สำคัญทึ่สุดคือการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่ซึ่งเป็นเส้นเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเมื่อมีการอักเสบมากจะเกิดการโป่งพองของเส้นเลือดนี้ และมีการอุดตันของเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง หัวใจวายหรือทำงานล้มเหลวเสียชีวิตได้เส้นเลือดทั่วร่างกายอาจมีการอักเสบได้เช่นกัน เกล็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงท้ายของการดำเนินโรค จะทำให้มีการเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้น

โรคคาวาซากิจะรักษาอย่างไร?
เมื่อพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคคาวาซากิ ควรให้นอนโรงพยาบาลเพื่อการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

วิธีรักษาทำได้โดย
  • ให้แอสไพริน เพื่อลดการอักเสบของเส้นเลือด และป้องกันเกล็ดเลือดรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน (Aspirin ขนาดสูง ในช่วงแรก แบ่งให้ทางปาก เมื่อไข้ลงจะลดยาลง)
  • ให้อิมโมโนโกลบูลิน เพื่อลดอุบัติการณ์การการเกิดการโป่งพองและการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่
จะต้องดูแลอย่างไรหลังจากออกจากโรงพยาบาล?
หากมีการโป่งพองของเส้นเลือดโคโรนาร๊ ( Coronary artery ) มีโอกาสที่เกิดอุดตันและมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงได้ ในเด็กเล็กจะบอกเรื่องเจ็บหน้าอกด้านซ้ายไม่ได้แต่จะร้องก วนไม่หยุด ไม่กินนมหรือข้าว ซีด เหงื่อออก หายใจหอบเหนื่อย และชีพจรเต้นเร็วมากขึ้น ให้รีบพามาโรงพยาบาลเป็นการด่วน เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ, อัลตราชาวน์หัวใจ ( 2D echocardiogram ) ซ้ำ และให้ยาละลายลิ่มเลือดและขยายหลอดเลือดโคโรนาร๊

หากตรวจไม่พบความผิดปกติของ Coronary artery ตั้งแต่ต้นและได้รับการรักษาที่ถูกต้องแต่ต้น โอกาสเกิดการโป่งพององเส้นเลือดในระยะต่อม จะลดน้อยมาก แต่ต้องมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาแอสไพรินตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ในช่วงที่กินยาแอสไพริน หากมีการระบาดของอีสุกอีใส ให้หยุดยาและมาติดต่อสอบถาม หรือมาพบแพทย์

เรียบเรียงโดย นพ. สมเกียรติ โสภณธรรมรักษ์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
สิงหาคม 2542

Saturday, March 22, 2008

ขิง..ความหวังใหม่ของคนเป็นโรคข้ออักเสบ

ถ้าท่านผู้อ่านลองสำรวจผู้คนที่ใกล้ชิดแล้วจะพบว่า 2 ใน 10 คน ยอมรับว่า
เขามีอาการปวดข้ออยู่ เพราะนั่นคืออุบัติการณ์ของการปวดข้อที่ดำเนินอยู่ทั่วโลก

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบมีอาทิ เช่น
  • โรคข้ออักเสบจำแนกออกไปอีกได้กว่า 100 ชนิด แต่ที่พบบ่อยคือ
    โรคข้ออักเสบรูมา ตอยด์และข้อเสื่อม
  • มาติซึ่มเป็นศัพท์ที่ครอบคลุมอาการปวดที่เกิดกับระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือกระดูก, ข้อ, กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ตลอดจนเนื้อเยื่อประสานที่เกี่ยวข้อง
  • โรคข้อเป็นสาเหตุอันดับที่ 2 รองจากโรคติดเชื้อที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องไปหาหมอ
  • การรักษาส่วนใหญ่เป็นไปตามอาการและปัญหาสำคัญที่เกิดจากการรักษา
    คือยาก่อ ให้เกิดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้มากและรุนแรง
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RHEUMATOID ARTHRITIS)

ร้อยละ 80 ของคนเป็นโรคข้ออักเสบแบบรูมาตอยด์จะมีอายุระหว่าง 30-50 ปี โดยโรคร้อยละ 70 ของคนเหล่านี้จะเป็นไปอย่างเรื้อรังและเลวลงตามลำดับ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย 3-5 เท่า การอักเสบมักจะเริ่มขึ้นบริเวณ เยื่อหุ้มข้อ (SYNOVIAL MEMVRANE) ของข้อนิ้วมือทั้ง 2 ข้าง ทำให้มีอาการปวดบวมและข้อต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเช้า ต่อมานาน ๆ เข้าโรคจะดำเนินต่อไปจนเป็นที่มือ, ข้อศอก, เข่า, เท้า จนมีปุ่มหรือการบิดเบี้ยวดูพิกลพิการ ความรุนแรงของแต่ละโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่นเดียวกับจำนวนข้อที่เป็นโรค

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกิดจากอะไร แต่คาดว่าจะมีกลไก ซึ่งภูมิคุ้มกันของตัวเอง เกิดอ่านสัญญาณผิดพลาดอย่างไรไม่ทราบได้ หันกลับไปเล่นงาน ข้อของตัวเอง บางทัศนะก็ว่า กลไกดังกล่าว อาจเกิดจากการกระตุ้นโดยเชื้อไวรัส จะอย่างไรก็ตาม การอักเสบที่ดำเนินไปในข้อ จะส่งสัญญาณให้เม็ดเลือดขาว จากกระแสโลหิต เดินทางมาที่เยื่อหุ้มข้อ เม็ดเลือดขาว เมื่อมาถึง ก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยา ที่เรียกว่า OXIDATIVE BURST REACTION โดยเม็ดเลือดขาวจะเปลี่ยนออกซิเจนให้เป็น อนุมูลอิสระ (FREE RADICALS) ซึ่งเป็นตัวการสร้างความเสียหาย ให้เกิดขึ้นกับข้อ รวมทั้งเกิดสาร พรอสตาแกลนดินส์ และลูโคไทรน์ อันเป็นตัวเสริมการอักเสบ และความเจ็บปวด เพิ่มขึ้น

โรคข้ออักเสบแบบข้อเสื่อม (OSTEOARTHRITIS หรือ DEGENERATIVE ARTHRITIS)
เป็นโรคข้อที่พบมากขึ้นตามอายุ โดยมีลักษณะของพยาธิสภาพตามชื่อคือ การเสื่อมสภาพ ของข้อโดย เฉพาะอย่างยิ่งส่วนกระดูกอ่อน เป็นมาก ๆ เข้าผิวของข้อที่กระดูก 2 ท่อน มาต่อกัน ก็จะเป็นตะปุ่มตะป่ำ ผิวกระดูกอ่อนแบนราบลง ช่องว่างของข้อหดแคบลง จนกระดูกมากระทบกระแทกเสียดสีกันเองโดยตรง

อุบัติการณ์ จะพบความชุกของโรคนี้เพียง 5-10%ในคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15-25 ปี โดยส่วนใหญ่ จะเป็นผลจากการบาดเจ็บ เช่นกระดูกหักใกล้ข้อ ส่วนในคนที่อายุสูงกว่า 55 ปี จะมีอุบัติการณ์ถึง 80%

อาการในเบื้องต้น คือ ปวดข้อและก็เลวลงตามเวลาที่ผ่านไป ข้อที่ได้รับผลกระทบมาก คือ ข้อที่แบกรับน้ำหนักตัว เช่น สะโพกและเข่า แต่ข้ออื่น ๆ ก็เป็นได้ทั่วร่างกายอย่างเช่น กระดูกสันหลังเวลาเสื่อมแล้วจะทำให้ปวดหลัง, ปวดเอว, ปวดคอและปวดไหล่ได้

ปัญหาสำคัญของคนเป็นโรคข้อเสื่อมคืออาการปวดที่เกี่ยวกับข้อซึ่งรับน้ำหนักตัวมาก ดังนั้นวิธีบรรเทาปวดอันสำคัญประการหนึ่งคือ จำกัดน้ำหนักตัวและมีการบริหารร่างกาย อยู่เป็นประจำ เช่น ขี่จักรยานหรือว่ายน้ำ

การรักษาโรคข้ออักเสบ
วิธีรักษาทั่วไป ยังคงเป็นไปตามอาการ โดยไม่มีหลักฐานว่า จะมีอิทธิพลในการย่นย่อ ระยะเวลา ของการเป็นโรคและพัฒนาการของโรคต่อไปหรือไม่
  1. ยาแก้ปวดอย่างอ่อนทั่วไป เช่น พาราเซตตามอล สำหรับกรณีที่ปวดไม่มาก
  2. ยาบรรเทาอาการอักเสบชนิดที่ไม่เข้าสารสเตียรอยด์ หรือเอ็นเสด (NONSTEROID ANTI-INFLAMMATORY DRUGSN หรือ NSAID) เป็นยากลุ่มสำคัญ เพราะว่าออกฤทธิ์ยับยั้งขั้นตอนการอักเสบของข้อ ซึ่งนำไปสู่อาการปวด ปัญหาของยากลุ่มนี้ เท่าที่ผ่านมาคือ ยาก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ของเยื่อบุ กระเพาะอาหาร จนเกิดแผล และเสียเลือดได้มาก ๆ อย่างที่ประเทศอังกฤษ เขาพบว่าร้อยละ 45 ของคนที่ใช้ยานี้ จะมีอาการข้างเคียง และเพิ่มเป็น 75% ในผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป โรคแทรกซ้อนจากยา มีผลทำให้ผู้คนต้องเข้าโรงพยาบาล ในสหรัฐอเมริกาถึงปีละ 70,000 คนโดยมีผู้เสียชีวิตถึง 7,000 ราย
  3. ยาสเตียรอยด์ (STEROID) ใรายที่การอักเสบรุนแรงจนยาเอ็นเสดเอาไม่อยู่ อาจ ต้องใช้สเตียรอยด์ทั้งชนิดฉีดหรือรับประทานก็ตาม โรคแทรกซ้อนจากการใช้ สเตียรอยด์นาน ๆ ก็คือ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนและอื่น ๆ อีก
  4. ยาต้านรูมาตอยด์ชนิดออกฤทธิ์ช้า (SLOW ACTING ANTIRHEUMATOID DRUG) เช่น GOLD SALT ซึ่งอาจมีฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์คือ ผื่นขึ้น, เกร็ดเลือดต่ำ, ท้องเสีย, คลื่นไส้
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงต้องขวนขวายคิดค้นยาที่ปลอดภัยขึ้นอย่างขะมักเขม้น เมื่อต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1990 นี้เอง ได้มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ในประเทศเดนมาร์ก ที่เกิดแนวคิดตรงกันว่า น่าจะมีการนำความรู้ความเชื่อของ ผู้คนในทุกภูมิภาคของโลก เกี่ยวกับเรื่องพืชสมุนไพร แล้วใช้ความรู้แผนใหม่วิจัย เพื่อพิสูจน์ว่า ความรู้ไหน ที่ถ่ายทอดมาแล้ว ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือความรู้ไหนเป็นแค่ความเชื่อ

เมื่อปี ค.ศ.1992 (2535) นักวิทยาศาสตร์หนุ่มสายชีวเคมีและเภสัชวิทยาคนหนึ่ง ของประเทศเดนมาร์ก ชื่อ ดร.มอร์เทน ไวด์เนอร์ (MORTEN WEIDNER) ได้รับทุนวิจัย และก่อตั้งสถาบันวิเคราะห์ยา (IDA) INSTITUTE OF DRUG ANALYSIS A/S) โดยได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร สถาบันวิจัยแห่งนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมทำงานถึง 600 คน ตั้งอยู่ในสวนวิทยาศาสตร์ ซิมเบียน (SYMBION SCIENCE PARK) ที่กรุงโคเปนเฮเกน นครหลวงของประเทศ เดนมาร์ก สถาบันวิเคราะห์ยา IDA ได้ศึกษาพืชจากทั่วโลกกว่า 100 พันธุ์ แต่ก็พบพันธุ์ที่มีผลดีในการรักษาโรคข้ออักเสบเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งมาพบ "ขิง" ขิง ซึ่งคนไทยใช้ปรุงอาหาร และทำเครื่องดื่ม และเชื่อว่า เป็นยาบรรเทาอาการท้องอืดนั้น จัดเป็นพืชทั่วไปของทวีปเอเซีย และมีปรากฏว่า มีการใช้ในการแพทย์จีน และชมพูทวีป มากว่า 2500 ปีแล้ว โดยเชื่อว่า ใช้บรรเทาอาการปวด, อักเสบ, โรครูมาติก และอาการเมารถ เมาเรือ

ที่จริงขิงมีอยู่ทั่วโลก มากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่ที IDA นำมาศึกษามี 100 กว่าชนิด และปรากฏเป็นชื่อของพฤกษศาสตร์ว่า ZINGIBER OFFICINALE ROSCOE
เป้าหมายของโครงการวิจัยขิงก็คือ
  1. เพื่อแสวงหาสารสำคัญในขิงที่ออกฤทธิ์ในเชิงรักษาโรค
  2. ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารดังกล่าว
  3. พัฒนาวิธีการสกัดสาร (STANDARDIZED GINGER EXTRACT) เพื่อใช้ในการแพทย์
จาการวิเคราะห์สารต่าง ๆ ของขิงก็พบว่ามีสารหลัก ๆ คือ
  1. ประกอบด้วยแป้งและโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีฤทธิ์ทางยา
  2. น้ำมัน VOLATILE เป็นส่วนที่ได้รส (น้ำมันหอมระเหย) และกลิ่น แต่ก็ไม่มีฤทธิ์ทางยา
  3. สารประกอบฟีนอลิกคีโตน (PHENOLIC KETONE COMPOUNDS) ชื่อ HMP เป็นตัวออกฤทธิ์ทางยา
ระหว่างการศึกษาเรื่องขิง ยังได้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า ขิงไม่ใช่เป็นแค่ขิง และไม่ใช่ว่า ขิงจะเหมือนกันทั่วโลก เพราะแต่ละแห่ง ก็มีความต่างกัน ทั้งกลิ่น, รส และส่วนประกอบ โดยความแตกต่าง จะเป็นไปตามสภาพภูมิศาสตร์ (ที่ตั้ง) ของวัตถุดิบ เหล่านี้ และพวกนักวิจัยที่ IDA พบว่า ขิงดีที่สุดในเชิงรักษาโรค คือขิงจากตำบลหนึ่ง ในประเทศจีน ซึ่งทาง IDA ขอปิดเป็นความลับ ไม่บอกชื่อตำบลดังกล่าว

ทาง IDA ได้พัฒนาขั้นตอนการสกัดสาร HMP จากขิงอยู่ระยะหนึ่งจนได้เทคโนโลยี (SELECTIVE EXTRACTION) ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้กว่า 90% จากคำบอกเล่าของ ดร.ไวด์เนอร์ เขากล่าวว่า ระหว่างขั้นตอนการสกัดขิงนั้น ได้ สารจินเจอรอล (GINGEROLS) ซึ่งเป็นคำรวม เรียกสารที่ออกฤทธิ์ทางยาของขิง แต่ในกระบวนการ สกัดสาร พบว่า ได้เกิดผลที่ไม่อยากให้เกิด กล่าวคือ มี สารโชกาออล (SHOGAOLS) เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏว่ าสารนี้ทดสอบแล้ว อาจสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุของทางเดินอาหารได้ จึงต้องแก้ไขวิธีการสกัดเสียใหม่ ให้มีความละมุนละม่อม ไม่มีความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขอขยายความตรงนี้ว่าสารสำคัญของขิงที่ว่านั้นถ้าเป็นขิงสด ๆ ก็จะได้สารดังกล่าวไปใช้ ได้เต็มที่ (HIGHLY BIOAVAILABLE FORM) แต่จะให้ได้สารเคมี ดังกล่าว ในปริมาณมากพอที่จะรักษาโรคได้ คงต้องรับประทานขิงกันวันละหลายสิบหัว ซึ่งก็คงไม่ไหวแน่ จึงต้องสกัดสารที่ว่านี้ ออกมาจากขิง ให้ได้ปริมาณเพียงพอ แต่ในกระบวนการสกัดนั้น ขั้นตอนการทำให้แห้ง และการสกัดก็ไปทำลายสารสำคัญ เสียมาก สารที่จะไปทำหน้าที่รักษาโรค ก็จะเหลือให้ใช้น้อยลง ต้องแก้ไขให้สงวน สารสำคัญไว้ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ โดยสร้างสารประกอบ "ซินาซิน" (ZINAXIN) ขึ้น แล้วจดทะเบียนลิขสิทธิ์วิธีการสกัดไว้ทั่วโลก เพราะคุณสมบัตินี้สำคัญมาก ต่อการที่จะได้ยารับใช้เราได้อย่าดีที่สุด

กลไกการออกฤทธิ์ของสารประกอบ HM-33 ก็โดยการไปสกัดกั้นสารเคมี ที่หลั่งออกมา ในร่างกาย ขณะมีการอักเสบของข้อเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ก็สกัดกั้นการเกิดอนุมูลอิสระ ได้ด้วย

จากคุณสมบัติที่คล้ายกับยาเอ็นเสด ยกเว้นไม่กัดกระเพาะอาหารนี่เอง ทำให้เกิดความหวัง ขึ้นมาว่า "ซินาซิน" จะเป็นยาเสริม หรือ ยาแทนที่ ยาเอ็นเสดเสียเลย วิธีที่จะทดสอบสมมุติฐานดังกล่าวได้ ก็โดยทำการทดลองรักษาจริง ๆ ในคน ซึ่งปรากฏว่า การทดลองกับคนไข้โรคข้อเสื่อม ชาวเดนมาร์ก 28 ราย ในงานวิจัยที่หนึ่ง และ 56 ราย ในงานวิจัยที่สอง ประสบความสำเร็จ ในการบรรเทาอาการปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ โดยการรับประทานยาซินาซิน 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น โดยรับประทานพร้อมกันไป กับอาหาร ในเดือนแรก ส่วนเดือนต่อไปอาจจัดขนาด 1 หรือ 2 เม็ด ตามความจำเป็น หรือตามความรุนแรง

ความเห็นของผมในฐานะแพทย์แผนปัจจุบัน คิดว่า ถ้าท่านผู้อ่านมีอาการปวดข้อขึ้นมา อย่างเฉียบพลัน ปวดบวมตามข้อมาก ควรพิจารณาใช้ยากลุ่มเอ็นเสดนำไปก่อน แล้วในระยะยาว จึงค่อยใช้ซินาซินเสริมไปด้วย หรืออาจจะแทนที่ยาเอ็นเสดไปเลยก็ได้ ส่วนคนที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังขนาดอ่อน หรือปานกลาง ก็อาจจะพิจารณาทดลอง ใช้ยาซินาซิน ขนานเดียว หรือควบกับยาเอ็นเสดชนิดที่ไม่กัดกระเพาะอาหารมาก ก็ได้

โรคข้ออักเสบนี้มีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งคือ มีความเรื้อรัง และบ่อยครั้งดื้อยา คนไข้จึงต้องลองผิดลองถูก เปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ จนพบขนานที่ถูกกัน ก็สบายไปพักใหญ่ ซินาซินก็คงจะมาเป็นอีกทางเลือก สำหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ

ที่มา
นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์

Powered by ScribeFire.

โรคข้อเสื่อม

ข้อเสื่อมเป็นเรื่องที่สามารถรักษาได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง และหากต้องรักษาโดยแพทย์ก็มีวิธีการที่น่าสนใจ เรามาดูกันตั้งแต่อาการ การรักษา การป้องกันกันเลย

อาการของโรคข้อเสื่อม

ระยะเริ่มต้น ที่สำคัญคือ อาการปวดบวมแดงร้อนของข้อ อาการปวดอักเสบดังกล่าวเป็นสัญญาณ เตือนภัย เพื่อเตือนให้ลดการใช้งานลง ให้ข้อได้พัก อาการอักเสบจะได้ทุเลาลง แต่ถ้ายังคงใช้งานต่อ ข้ออาจมีของเหลวเพิ่มขึ้น เมื่อตรวจข้อจะพบข้อบวมมากขึ้น

ระยะปานกลาง เมื่อกระดูกอ่อนเริ่มสึกกร่อน ข้อจะมีการอักเสบภายหลังการใช้งา นกล้ามเนื้อเริ่มปวดเมื่อย อ่อนแรง ข้อเริ่มโค้งงอ ที่เห็นชัดเจน คือข้อเข่า ที่เริ่มโค้งงอมากขึ้น พิสัยการเคลื่อนไหวเริ่มติดขัด เหยียดงอไม่สุดเหมือนปกติ

ระยะรุนแรง เมื่อกระดูกอ่อนสึกกร่อนมากขึ้น ข้อเริ่มหลวมไม่มั่นคง ข้อหนาตัวขึ้น จากกระดูกงอกหนา ข้อโก่งงอ ผิดรูปชัดเจน เวลาเดินต้องกางขากว้างขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคง กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ขณะลุกขึ้นจากท่านั่งจะมีอาการปวดที่รุนแรง

การรักษาโรคข้อเสื่อม

มีวิธีที่สามารถรักษาโรค โดยตนเองและโดยแพทย์ดังนี้
  1. ลดน้ำหนัก
    • การตรวจสอบน้ำหนักว่าเกินเกณฑ์หรืออ้วนเกินไป สูตรดรรชนีมวลกาย (body mass index) คือ ใช้น้ำหนัก (กิโลกรัม) เป็นตัวตั้งหารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง
      สูตร body mass index (BMI)=น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง (ม.2)
      ถ้า BMI ไม่เกิน 25 กก./ม.2 ถือว่า น้ำหนักไม่เกิน ถ้าเกิน 30 กก./ม.2 ถือว่าอ้วน

    • วิธีการลดน้ำหนัก
      • ดื่มน้ำต้มสุกก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ ถ้าท้องผูกให้เพิ่มการดื่มน้ำในตอนเช้า ประมาณ 3-4 แก้วทุกเช้า
      • ลดอาหารรสหวาน ของหวาน น้ำหวาน ผลไม้หวาน นมข้นหวาน ฯลฯ
      • งดของมันทุกชนิด ได้แก่ ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัด ก๋วยเตี๋ยวแห้ง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู แกงกะทิ ฯลฯ
      • รับประทานอาหารให้พออิ่มทุกมื้อ

  2. การรักษาโดยการใช้ยา
    • ยากิน ยาที่แพทย์สั่งให้ได้แก่ ยาแก้ปวด (แอสไพริน พาราเซทตามอล) และยาแก้อักเสบ (ไดโครฟีแนค, ไพร็อกซิแคม อินโดเมทาซิน ฯลฯ) ยาแก้อักเสบเหล่านี้ ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ) การใช้ยาเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเพื่อ ลดปวดและลดการอักเสบ ถ้าไปใช้งานหรือรับน้ำหนักอีก ข้อก็จะอักเสบอีก ผลข้างเคียงของยาแก้อักเสบ คือ ผลต่อไต ผลระคายกระเพาะอาหาร และลำไส้อันอาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ มีแผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในกระเพาะอาหารทำให้อุจจาระดำ
    • ยาฉีด ยาที่ฉีดเป็นยาจำพวกสเตียรอยด์ เป็นการฉีดเข้าข้ออักเสบเฉพาะที่ ข้อเสียของการฉีดยา (มีมากกว่าข้อดี) ได้แก่
      • ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น การฉีดยาจะส่งสัญญาณเตือนภัย คือ อาการเจ็บปวด (แต่ข้อยังคงมีการอักเสบอยู่) เมื่อฉีดยาแล้ว อาการปวดหมดไป ก็จะเริ่มใช้งาน เริ่มเดิน ยืน ตามปกติ ข้อก็จะอักเสบเพิ่มขึ้น
      • มีโอกาสติดเชื้อ
      • ยาสเตียรอยด์จะตกตะกอนในข้อ ทำให้ข้อเสื่อมเร็ว
      • เสียเงินค่าฉีดยาโดยไม่จำเป็น
    ข้อบ่งชี้การฉีดยาคือ อาการปวดที่รุนแรง เมื่อฉีดแล้วต้องพักข้อข้างที่ถูกฉีดให้เต็มที่ไม่ให้รับน้ำหนัก หรือใช้งานเวลา 1-2 สัปดาห์

  3. การรักษาโดยการผ่าตัด
    • ใช้การส่องกล้องเพื่อกวาดล้างสิ่งแปลกปลอมในข้ออก
    • ตัดกระดูกและจัดกระดูกที่โก่งงอให้ตรง
    • เปลี่ยนข้อเทียม ในกรณีที่ข้อเสื่อมขั้นรุนแรง

  4. การใช้เครื่องช่วยพยุงเข้าและใช้ไม้เท้าช่วยเดิน
    เพื่อลดการรับน้ำหนักของข้อ เครื่องช่วยพยุงข้อชนิดต่างๆ จะเสริมความมั่นคงของข้อให้กระชับและแข็งแรงขึ้น แต่ต้องหมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบเล็กลง
การป้องกันโรคข้อเสื่อม

การป้องกันในรายที่ยังไม่มีอาการใดๆ ได้แก่
  1. จำกัดอาหารมันและหวานเพื่อมิให้น้ำหนักเกินพิกัด อาหารที่แนะนำ คือผักผลไม้ที่ไม่หวาน เต้าหู้ เนื้อปลา วุ้นเส้นที่ทำจากถั่วเขียวและดื่มน้ำต้มสุก ลดน้ำหวาน น้ำอัดลม
  2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่เกินกำลัง และท่าทางที่จะทำให้ข้อมีความดันเพิ่มสูง ได้แก่ ท่านั่งยองคุกเข่า พับเพียบ ท่าก้มหลัง เป็นต้น
  3. บริหารร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ
  4. หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากอุบัติที่อาจทำให้กระดูกหักผ่านข้อ เอ็นยืดข้อฉีกขาด ข้อแพลง เป็นต้น
  5. ตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกปี

การป้องกันในรายที่ข้อมีอาการปวดบวมอักเสบ ที่สำคัญคือการป้องกัน การโก่งงอผิดรูปของข้อได้แก่
  1. ลดน้ำหนัก เปลี่ยนข้าวเป็นข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้อง
  2. ลดการใช้งานเข่า การวิ่งหรือจ๊อกกิ้งจะทำให้ข้อเข่า ต้องรับน้ำหนัก 10 เท่าของน้ำหนักตัว การเดินเข่าจะรับน้ำหนัก ประมาณ 4.5 เท่าของน้ำหนักตัว ส่วนการถีบจักรยาน เข่าจะรับน้ำหนักเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัว
  3. ประคบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเมื่อข้อเกิดการอักเสบ
  4. ใช้เครื่องช่วยพยุงข้อ หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดินขณะเกิดการอักเสบ
  5. บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า และออกกำลังกาย ให้ร่างกายแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ
  6. กินยาแก้ปวด แก้อักเสบ เป็นครั้งคราว หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข่าข้อ


Powered by ScribeFire.

Sunday, March 2, 2008

ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น

โรคเบาหวานคืออะไร

อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท

ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร

อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย

อาการของโรคเบาหวาน

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย
  • คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
  • ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
  • อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
  • ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายน้ำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
  • อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
  • คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
  • เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
  • ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก
  • อาเจียน
น้ำตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเป็นโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก microvacular หากมีโรคแทรกซ้อนนี้จะทำให้เกิดโรคไต เบาหวานเข้าตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญ่แข็งเรียก macrovascular โดยจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาทอักเสบ neuropathic ทำให้เกิดอาการชาขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม

ใครมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานยังไม่ทราบแน่นอนแต่องค์ประกอบสำคัญที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดได้แก่ กรรมพันธุ์ อ้วน ขาดการออกกำลังกาย หากบุคคลใดมีปัจจัยเสี่ยงมากย่อมมี่โอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้แสดงข้างล่างนี้

ใครที่ควรจะต้องเจาะเลือดหาโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองพบมากและมักจะวินิจฉัยไม่ได้ในระยะแรก การที่มีภาวะน้ำตาลสูงเป็นเวลานานๆทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะต่างๆเช่น ตา หัวใจ ไต เส้นประสาท เส้นเลือด นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในโลหิตสูงร่วมด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน การตรวจคัดกรองเบาหวานในผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการ ผู้ที่สมควรได้รับการเจาะเลือดตรวจตรวจหาเบาหวาน คือ
  • ประวัติครอบครัวพ่อแม่ พี่ หรือ น้อง เป็นเบาหวานควรจะตรวจเลือดแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการ
  • อ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่า27% หรือน้ำหนักเกิน20%ของน้ำหนักที่ควรเป็นสำหรับประเทศในเอเซียเราพบว่าเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะพบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากดังนั้นแนะนำว่าควรจะเจาะเลือดตรวจเบาหวานเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 อยากทราบว่าดัชนีมวลกายเท่าไรคลิกที่นี่
  • อายุมากกว่า 45 ปี
  • ผู้ที่ตรวจพบ IFG หรือ IGT
  • ความดันโลหิตสูงมากกว่า140/90 mmHg
  • ระดับไขมัน HDL น้อยกว่า35 มก%และหรือ TG มากกว่า250 มก.%
  • ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
  • ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า4กิโลกรัม
บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวควรที่จะได้รับการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดทุก3ปี หากคุณเป็นคนที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวการป้องกันน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดโดยการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การคุมน้ำหนัก สำหรับรายละเอียดอย่างอื่นให้ดูหัวข้อบนเมนูด้านขวา

ที่มา Siam Health

Wednesday, February 27, 2008

มะเร็งไฝ (Melanoma)

เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่งที่แพร่กระจายเร็วมาก เกิดจากเซลล์สร้างสีผิว melanocyte การที่จะเข้าใจโรคนี้ท่านจะต้องเข้าใจโครงสร้างของผิวหนัง

โครงสร้างของผิวหนัง
  • ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกายทำหน้าที่ป้องกัน ความร้อน แสง การติดเชื้อ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และสร้างวิตามินดีผิวหนังประกอบด้วยเซลล์สองชั้น

  • ชั้น epidermis เป็นชั้นนอกสุดประกอบด้วยชั้นบนสุดเป็น squamous เซลล์รองลงมาได้แก่ basal cell โดยมี melanocyte อยู่ใต้ subcutaneous

  • ชั้น dermis เป็นชั้นที่อยู่ของ ต่อมขน ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน หลอดเลือด

Melanocyte และ ไฝ Mole

melanocyte เป็นตัวสร้างสีผิว melanin เมื่อผิวถูกแสงทำให้สีผิวเข็มขึ้น ไฝเป็นกลุ่มของ melanocyte ที่อยู่รวมกันมักเกิดในช่วงอายุ 10-40 ปี อาจจะแบน หรือนูน สีอาจเป็นสีชมพู หรือสีน้ำตาล รูปร่างกลม หรือวงรีไฝมักจะไม่เปลี่ยนแปลงขนาดหรือสีตัดออกแล้วไม่กลับเป็นซ้ำ

Melamoma

เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ melanocyte ที่แบ่งตัวนอกเหนือการควบคุมของร่างกาย ถ้าเกิดที่ผิวหนังเรียก cutaneous melanoma เกิดที่ตาเรียก ocular melanoma โดยทั่วไปเกิดบริเวณลำตัว ขา ถ้าคนผิวดำมักเกิดที่เล็บ โดยทั่วไปมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอาจพบที่อวัยวะอื่นๆได้เรียก metastasis melanoma

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
  • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งไฝ จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากกว่า 2 เท่าดังนั้นสมาชิกในครอบครัวควรได้รับการตรวจจากแพทย์
  • Dysplastic nevi ไฝที่มีลักษณะชิ้นเนื้อแบบนี้จะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง
  • เคยเป็น melanoma
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น AIDS
  • มีไฝจำนวนมาก เช่นมากกว่า 50 เม็ดจะมีโอกาสเป็นมะเร็งมาก
  • แสง ultraviolet ควรสวมเสื้อแขนยาวและหมวกเพื่อกันแสง ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดเวลา 10-16.00 น.ควรทาครีมกันแสงร่วมด้วย
  • เคยถูกแสงจนไหม้เมื่อวัยเด็ก ดังนั้นควรป้องกันไม่ให้เด็กสัมผัสแสงแดด
  • สีผิว ผิวขาวมีโอกาสเกิดมะเร็งได้ง่ายกว่าผิวคล้ำ
อาการของมะเร็งไฝ
อาการเริ่มแรกมักเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ขนาด สี รูปร่าง ขอบ บางรายอาจมีอาการคัน มีขุยหากเป็นมากขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงของความแข็ง หากพบมะเร็งเริ่มต้นการรักษาจะหายขาด แต่หากรุกลามเข้าใต้ผิวหนังมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น














Asymmetry
รูปร่างไม่สมดุล
Border
ขอบไม่เรียบ เป็นรอยขรุขระ
Color
มีการเปลี่ยนของสี
Diameter
ขนาดใหญ่ขึ้น

การวินิจฉัย
หากแพทย์สงสัยว่าไฝที่เห็นว่าจะเป็นมะเร็งแพทย์จะตัดก้อนนั้นส่งพยาธิแพทย์ตรวจด้วยกล้องจุลทัศน์ หากก้อนนั้นใหญ่มากแพทย์จะตัดเพียงบางส่วนส่งตรวจ ถ้าพบเซลล์มะเร็งแพทย์จะตรวจพิเศษเพิ่มเพื่อตรวจดูว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นหรือยัง

การรักษา
หลังจากวินิจฉัยและทราบการแพร่กระจายของโรคแพทย์จะวางแผนการรักษาก่อนการรักษาควรจดบันทึกคำถามเพื่อถามแพทย์ดังตัวอย่าง
  • การวินิจฉัยของแพทย์
  • มะเร็งแพร่กระจายไปหรือยัง
  • ควรจะรักษาด้วยวิธีใดดีที่สุด และแพทย์เลือกวิธีใด
  • โอกาสที่จะประสบผลสำเร็จมีมากหรือไม่
  • เราจะทราบอย่างไรว่าการรักษาได้ผล
  • การรักษาจะสิ้นสุดเมื่อใด
  • จะดูแลตัวเองระหว่างการรักษาอย่างไร
  • ผลข้างเคียงของการรักษามีอะไรบ้าง
  • จะเจ็บปวดหรือไม่ และจะใช้ยาอะไรในการควบคุม
  • หลังการผ่าตัดต้องรักษาอย่างอื่นหรือไม่
วิธีการรักษา
  1. การผ่าตัด เป็นการรักษามาตรฐานแพทย์จะพยายามตัดเนื้อร้ายออกให้หมดร่วมทั้งต่อมน้ำเหลืองที่ใกล้เนื้อร้าย ถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นแพทย์จะให้การรักษาอย่างอื่น
  2. เคมีบำบัด เป็นการให้สารเคมีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งโดยอาจเป็นยากินหรือยาฉีด
  3. รังสีรักษาเป็นการฆ่ามะเร็งเฉพาะที่โดยเฉพาะมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น สมอง ปอด ตับ
  4. การสร้างภูมิคุ้มกัน อาจให้ภูมิโดยการฉีด เช่นการให้ interferon หรือ interleukin โดยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิขึ้นมาเช่นการฉีดวัคซีน
ผลข้างเคียงของการรักษา
  1. การผ่าตัด อาจทำให้เกิดแผลเป็นบางรายเกิด keloid การตัดต่อมน้ำเหลืองอาจทำให้ขาหรือแขนบวม
  2. เคมีบำบัด การให้เคมีบำบัดอาจให้เกิดโลหิตจาง ติดเชื้อง่าย หรือเลือดออกง่าย ผมร่วง
  3. รังสีรักษา ทำให้ผมบริเวณที่ฉายรังสีร่วง อาจมีอาการอ่อนเพลีย
  4. การสร้างภูมิคุ้มกัน อาจมีอาการปวดเมื่อตามตัวเบื่ออาหาร ท้องร่วง

จัดการกับอาการ Jet Lag

คนที่เคยนั่งเครื่องบินนานๆ แบบข้ามทวีป เปลี่ยนที่ เปลี่ยนเวลา จากกลางวันเป็นกลางคืน คงเคยสัมผัสกับอาการอ่อนเพลีย หมดแรง ที่เราเรียกว่า "เจ็ทแล็ค (Jet Lag)" กันบ้างหรอกนะคะ

อาการหลักๆ ของ Jet Lag ได้แก่ ปวดหัว เหนื่อยล้า หมดแรง เซื่องซึม อารมณ์ฉุนเฉียวผิดปกติ ใครทำอะไรนิดก็หงุดหงิด ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ สมาธิกระเจิง ไม่หิว หรืออยากอาหาร แถมจะนอนพักก็ยังหลับยากอีกต่างหาก

สาเหตุหลักๆ เกิดจากการเปลี่ยนเวลาจนนาฬิกาชีวิตเราตามไม่ทันนั่นเอง เนื่องจากนาฬิกาชีวิตเราจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เช่น การกิน และการนอน ปฏิกิริยาต่อแสงสว่างและความมืด คนที่เคยนอน 4 ทุ่มตื่น 6 โมงเป็นประจำ นาฬิกาชีวิตก็จะเดินตามนั้น เมื่อเดินทางไปต่างโซนเวลามันจึงรวนไปชั่วขณะ ยิ่งข้ามโลกไปไกลมาก ยิ่งอ่อนเพลียมาก เชื่อว่าการเดินทางข้ามโซนเวลาไปทางทิศตะวันออกจะทำให้ร่างกายต้องพยายามปรับตัวมากขึ้นกว่าไปทางทิศตะวันตก

นับว่ายังดีที่อาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ก็เล่นเอาหลายคนทรมานไม่น้อย ตรงนี้มีข้อแนะนำบางอย่างเพื่อช่วยลดอาการ Jet Lag ลงได้บ้างค่ะ
  • หาเที่ยวบินที่จะไปถึงที่หมายตอนกลางคืน จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้ง่ายขึ้น

  • การขาดน้ำทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์บนเครื่องบิน หันมาจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ หรือดื่มน้ำผลไม้แทน

  • หาเวลาออกไปรับแดดในตอนกลางวันเมื่อถึงที่หมาย เพื่อให้ร่างกายรับรู้เวลาตื่น

  • ใครที่เคยออกกำลังกายเป็นประจำ เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง ก็ควรทำเหมือนเดิม เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และทำให้พร้อมพักผ่อนเมื่อถึงเวลาพัก

  • อย่าเผลองีบหลับนานๆ จะทำให้คุณปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้ยาก ถ้าง่วงมากก็งีบสั้นๆ พอ

  • คนที่ต้องกินยาตามเวลาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาตามเวลาที่บ้านเดิม แต่หากจำเป็นต้องใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่นานๆ ก็ควรค่อยๆ ปรับให้เข้ากับมื้ออาหารใหม่ เริ่มจากปรับให้ยาแต่ละมื้อห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จนกว่าจะลงตัวกับมื้ออาหารในที่ใหม่ และเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับบ้านก็ต้องทำเช่นเดียวกัน จนกว่าจะลงตัว

ที่มาข้อมูล นิตยสาร Health Today

โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease)

โรคคาวาซากิคืออะไร?
เป็นโรคที่เป็นผลมาจากการอักเสบของเส้นเลือดขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วร่างกาย สาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส, การใช้แชมพูซักพรม, การอยู่ใกล้แหล่งน้ำ โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่น ที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก

อาการของโรคคาวาซากิ
จะเริ่มด้วยอาการไข้สูงลอยทั้งวัน ไม่ค่อยตอบสนองต่อยาลดไข้ ไข้จะเป็นอยู่นานหลายวันหากไม่รักษา มักไม่มีอาการทางหวัดเช่น อาการไอ หรีอน้ำมูกไหล ไม่มีผลการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งวินิฉฉัยโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้จากเกณฑ์วินิจฉัยจาก 4 ใน 5 ข้อ ร่วมกับอาการไข้สูงหลายวัน

เกณฑ์การวินิจฉัย
  • ตาแดงทั้งสองข้าง ไม่มีขี้ตา
  • ลิ้นแดง (เป็นคล้ายสตอร์เบอรื่) , ปากแดง บางครั้งถึงกับแตก เจ็บมาก
  • มือเท้าบวมในช่วงแรก มักไม่ยอมใช้มือเท้าเดินหรีอเล่น เนื่องมาจากเจ็บระบม มีผิวหนังลอกเริ่มที่บริเวณขอบเล็บ และ อาจพบที่รอบก้นและขาหนีบ
  • มีผื่นขึ้นตามตัว เป็นได้ทุกรูปแบบ ยกเว้นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง
  • ต่อมน้ำเหลืองโต มักเป็นที่บริเวณคอ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 1.5 เซนติเมตร
ประมาณ 80 % ของผู้ป่วยเป็นเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี โดยส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่า 2 ปี

โรคนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร
อาการดังกล่าวมาข้างต้น 5 ข้อ ไม่มีข้อใดจะมีการทำลายอย่างถาวรต่ออวัยวะนั้น ที่สำคัญทึ่สุดคือการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่ซึ่งเป็นเส้นเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเมื่อมีการอักเสบมากจะเกิดการโป่งพองของเส้นเลือดนี้ และมีการอุดตันของเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง หัวใจวายหรือทำงานล้มเหลวเสียชีวิตได้เส้นเลือดทั่วร่างกายอาจมีการอักเสบได้เช่นกัน เกล็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงท้ายของการดำเนินโรค จะทำให้มีการเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้น

โรคคาวาซากิจะรักษาอย่างไร ?
เมื่อพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคคาวาซากิ ควรให้นอนโรงพยาบาลเพื่อการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

วิธีรักษาทำได้โดย
  • ให้แอสไพริน เพื่อลดการอักเสบของเส้นเลือด และป้องกันเกล็ดเลือดรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน (Aspirin ขนาดสูง ในช่วงแรก แบ่งให้ทางปาก เมื่อไข้ลงจะลดยาลง)
  • ให้อิมโมโนโกลบูลิน เพื่อลดอุบัติการณ์การการเกิดการโป่งพองและการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่
จะต้องดูแลอย่างไรหลังจากออกจากโรงพยาบาล?

หากมีการโป่งพองของเส้นเลือดโคโรนาร๊ ( Coronary artery ) มีโอกาสที่เกิดอุดตันและมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงได้ ในเด็กเล็กจะบอกเรื่องเจ็บหน้าอกด้านซ้ายไม่ได้แต่จะร้องกวนไม่หยุด ไม่กินนมหรือข้าว ซีด เหงื่อออก หายใจหอบเหนื่อย และชีพจรเต้นเร็วมากขึ้น ให้รีบพามาโรงพยาบาลเป็นการด่วน เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ, อัลตราชาวน์หัวใจ ( 2D echocardiogram ) ซ้ำ และให้ยาละลายลิ่มเลือดและขยายหลอดเลือดโคโรนาร๊

หากตรวจไม่พบความผิดปกติของ Coronary artery ตั้งแต่ต้นและได้รับการรักษาที่ถูกต้องแต่ต้น โอกาสเกิดการโป่งพององเส้นเลือดในระยะต่อม จะลดน้อยมาก แต่ต้องมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาแอสไพรินตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ในช่วงที่กินยาแอสไพริน หากมีการระบาดของอีสุกอีใส ให้หยุดยาและมาติดต่อสอบถาม หรือมาพบแพทย์

Tuesday, December 18, 2007

โรคช๊อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้

"ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในของผู้หญิงที่มีโอกาสเป็นได้ทุกคน" ช็อกโกแลตซีส หมายถึง ถุงน้ำที่มีของเหลวภายใน ลักษณะเหมือนช็อกโกแลต คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่าง และ เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิงไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย
และนับวันผู้หญิงหลายคนก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส" หรือ โรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด" (endometriosis) กันมากขึ้น

เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสดเป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากไหม ทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาอย่างไรต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่ จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ฯลฯ พบกับคำตอบที่คุณอยากรู้ เหล่านี้ได้จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์แพทย์ จากภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวช วิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ที่มาของชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต ช็อกโกแลตซีสก็คือถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ คือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ

อาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่งมีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น และเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่งเมื่อผู้หญ ิงมีประจำเดือน (คือ การที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา) ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึง ถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็วถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ

ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ?
คุณหมอสมชาย ให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้ว่า "ถ้าดูในเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง เยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่า ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คน จะมีภาวะลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน"

แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำซึ่งทำให้ เกิดความเจ็บปวดมากมาย แต่บางคนไม่เป็น ?
คำตอบคือ คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่องซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้ "ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี


ที่คุณหมอบอกว่า "จริงๆ แล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจ ฉัยโรคได้เร็วขึ้น ก็เลยดูเหมือนกับว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะ รวมทั้งข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง จึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ! เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า แล้วก็ไปตรวจซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"

อาการที่น่าสงสัยว่า จะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตเกี่ยวกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ (หรือถุงน้ำช็อกโกแลต) สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดออกด้วย และการที่มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เองเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา (ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ?
เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า"การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่าสิ่งแรกท ี่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องอายุ นั่นคือถ้าอายุยังไม่มาก แล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่"

ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ?
ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออกและหลายๆกรณีแพทย์บางคนผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย



Powered by ScribeFire.

Friday, December 14, 2007

โรคร้ายของลูกน้อยที่เรียกว่า ไอ พี ดี (I.P.D.)

โรคร้ายของลูกน้อยที่เรียกว่า ไอ พี ดี


โรคร้ายของลูกน้อยที่เรียกว่า ไอ พี ดี

ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายโรคที่ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของลูกน้อย อย่างโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็น หนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่ความพิการและการเสียชีวิตของเด็กทารกทั่วโลก จากสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าโรค ไอ พี ดี หรือ โรคติดเชื้อ นิวโมคอคคัส ทำให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ในทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อนี้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีอุบัติการณ์โรคนี้เช่นกัน

โรค ไอ พี ดี โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นโรคที่องค์การอนามัยโลก และหน่วยงานเกี่ยวกับวัคซีนต่างๆ* รณรงค์ให้นานาประเทศหันมาตระหนักในการป้องกันรับรองว่า สามารถป้องกันได้ โดยการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศโลกที่ 3 จะสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 5.4 ล้านคน ภายในปี 2030

นิวโมคอคคัส กับ ปอดบวม
โรค ไอ พี ดี ย่อมากจากคำว่า "Invasive Pneumococcal Disease" เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส เป็นเชื้อชนิดรุนแรงและอันตราย ซึ่งมักเกิดที่เยื่อหุ้มสมอง หรือในกระแสเลือด หรือที่ปอด ที่เราอาจเรียกว่า ปอดอักเสบชนิดรุนแรงหรือลุกลามจากเชื้อแบคทีเรีย นิวโมคอคคัส โดยเด็กสุขภาพดีที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อนี้ ซึ่งหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เด็กอาจเสียชีวิตใน 2-3 วันหรือมีอาการพิการได้

เชื้อนิวโมคอคคัสนั้นมักพบอยู่ในโพรงจมูก และลำคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการใดๆ แต่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ โดยการไอหรือจามรดกัน โดยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นิวโมคอคคัส

ปัจจุบัน องค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคปอดบวมคือมฤตยูร้ายที่ถูกลืม และแนะให้ทุกประเทศเฝ้าระวัง โดยข้อมูลทางการแพทย์และผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกายืนยันว่า การฉีดวัคซีน ไอ พี ดี สามารถลดอัตราการเข้ารับการรักษาโรคปอดบวมชนิดรุนแรงจากเชื้อ นิวโมคอคคัสในโรงพยาบาลได้ถึง 65% (ทั้งนี้วัคซีน ไอ พี ดี นั้นมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์ถึงความคุ้มค่า รวมทั้งคำนึงถึงสุขภาพของลูกน้อย)


ไอ พี ดี ไม่ใช่เรื่องใหม่
แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง แต่โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี นี้ไม่ใช่โรคใหม่สำหรับคนไทย เพราะโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี จะมีอาการเป็นไข้คล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป คุณพ่อคุณแม่ของลูกน้อยส่วนใหญ่จึงมักคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา และไม่ให้ความสำคัญในการตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการติดเชื้อดังกล่าวในบางรายสามารถคร่าชีวิตลูกน้อยได้ภายใน 48 ชั่วโมง หรือ ภายใน 2 วันเลยทีเดียว....เพราะเราห่วงใยลูกน้อยคุณ ด้วยความปราถนาดีจากโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์

ที่มา โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์

Powered by ScribeFire.

Tuesday, December 4, 2007

โรคภูมิแพ้ต้องแก้ที่สาเหตุ

สาเหตุของโรคภูมิแพ้
เป็นเพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันมีปฎิกิริยาที่ไวเกินไปในการตอบสนองสิ่งแปลกปลอมแบบผิดปกติ ทั้งๆที่สิ่งแปลกปลอมนั้นไม่มีอันตรายกับร่างกาย แต่เป็นความเข้าใจผิดของร่างกายที่คิดว่าสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเป็นอันตราย จึงมีปฎิกิริยาตอบสนอง โดยการผลิตสารภูมิต้านทานขึ้นเพื่อกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น และแทนที่สารภูมิต้านทานที่ร่างกายผลิตขึ้นจะเป็นเครื่องปกป้องร่างกาย กลับกลายเป็นว่ามันเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเจ็บปวดเสียเอง จึงทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ไข้ละอองฟาง

อาการของโรคภูมิแพ้
ปฎิกิริยาภูมแพ้จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนนั้นจะแสดงอาการต่างกันไป แม้แต่สารชนิดเดียวกันก็ตาม เช่น การเกิดอาการแบบเฉียบพลัน คือ แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ทำให้หายใจไม่สะดวก น้ำมูกไหล หรือคันตา ตาแดง หากแพ้อาหารก็อาจจะอาเจียน มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง มีอาการหืด ผิวหนังอักเสบ หรือเกิดอาการช๊อค ส่วนอาการที่ไม่เฉียบพลัน คือ แพ้เครื่องประดับที่เป็นนิเกิล หรือกาวลาเท็กซ์ เมื่อเกิดอาการแพ้ผิวหนังจะอักเสบ

การวินิจฉัยโรค
เมื่อไม่รู้สาเหตุของการแพ้ควรไปปรึกษาแพทย์ แพทย์จะสอบถามและทดสอบด้วยปลาสเตอร์บนหลัง และตรวจเลือด หรือใช้วิธีเทสต์ด้วยการสะกิดผิวหนังให้เป็นแผลเล็กๆ แล้วหยดน้ำยาที่มีสารต้องสงสัยว่าจะทำให้เกิดปฎิกิริยาภูมิแพ้ลงไป เมื่อหาสาเหตุของภูมิแพ้ได้ เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้ หากเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสก็ไม่น่ามีปัญหา

วิธีป้องกัน
  • ที่สำคัญก็คือต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงสารพิษและพยายามมองโลกในแง่ดีก็จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงขึ้น เพราะผู้ที่ใช้ร่างกายและจิตใจจนอ่อนล้า จะทำให้ประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันน้อยลง ทำให้ตอบสนองต่อการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย

  • หากแพ้ฝุ่นไรในบ้าน ก็ควรเปลี่ยนมาใช้ฟูกที่มีลักษณะพิเศษที่ป้องกันฝุ่นไรได้ดี และควรซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ด้วยอุณหภูมิ 60 องศา และนำผ้าที่ซักรีดเรียบร้อยแล้วให้เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า รักษาความสะอาดของบ้านและเฟอร์นิเจอร์

  • ปิดหน้าต่างก่อนค่ำ เนื่องจากละอองเกสรของดอกไม้จะฟุ้งกระจายเมื่ออากาศเย็นลง

  • ทาวาสลีนไว้ในรูจมูก เพื่อดักจับละอองเกสรดอกไม้ไม่ให้เข้าไปในจมูกและเยื่อบุช่องคอ

  • สระผมทุกเย็น เพราะว่าฝุ่นละอองเกสรดอกไม้ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้นอาจเกาะติดกับเส้นผม (แต่ควรเป่าผมให้แห้งก่อนนอนทุกครั้ง)

  • สวมแว่นกันแดดที่ปกปิดดวงตาได้มิดชิด เพื่อไม่ให้ฝุ่นและละอองเกสรดอกไม้เข้าตา
การรักษา
ปัจจุบันผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สามารถรับการฉีดวัคซีนได้โดยการฉีดสารต้องสงสัยว่าจะเกิดภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสารภูมิแพ้นั้น โดยจะเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆและต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี ซึ่งผู้ป่วยต้องไปโรงพยาบาลเป็นประจำเพื่อฉีดสารภูมิแพ้เป็นช่วงๆตลอดทั้งปี ผู้ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนควรเป็นผู้ที่มีอาการน้ำมูกไหลเป็นเวลานานถึงสี่อาทิตย์ติดต่อกัน การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนในปัจจุบันนั้น ใช้ได้กับผู้ป่วยที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ พิษแมลงสัตว์กัดต่อย หรือไรฝุ่น ในอนาคตอาจมีวัซีนที่สามารถรักษาอาการภูมิแพ้อย่างอื่นๆอีก เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์มีการค้นคว้าวิจัยกันอยู่เสมอ

Powered by ScribeFire.