Friday, December 14, 2007

เรื่องsex ที่ผู้หญิงอยากถาม

เรื่องsex ที่ผู้หญิงอยากถาม

เพราะเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เซ็กซ์กับชีวิตของคนเราแยกจากกันได้ยาก แต่เซ็กซ์นั้นอาจจะจำเป็นต้องมีหรือไม่มีก็ได้ ใคร ๆ เขาก็บอกเล่ามาตั้งแต่โบราณแล้วว่า อดข้าวอาจจะไม่ถึงวางวาย แต่ชีวิตอาจจะมอดมลายเพราะไม่รู้เรื่อง เซ็กซ์

เซ็กซ์จึงเป็นทั้งธรรมะและอธรรม แล้วแต่ว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเซ็กซ์ในแบบใด เซ็กซ์อาจจะเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ หรือเป็นศัตรูร้ายที่จ้องทำลายคุณภาพชีวิตก็ได้

มารู้จักเรื่อง เซ็กซ์ ที่ผู้หญิงอยากถามกันดีไหม

เขาว่าการมีเซ็กซ์ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาวจริงหรือ?

จริงน่ะ จริงอยู่ แต่ไม่ทั้งหมดและไม่เสมอไป เพราะที่เขาว่านั้นยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ ที่จริงแล้วคำพูดดังกล่าวนั้นมีอยู่ว่า… "การมีเซ็กซ์ที่สุขสมกับคนที่รักทำให้ชีวิตยืนยาวและเป็นสุขและเป็นหนุ่มเป็นสาว"

ซึ่งอธิบายได้ว่า การมีเซ็กซ์ที่สุขสมแท้จริงแล้วเกิดจากการมีเซ็กซ์กับคนที่รักมากกว่าการมีเซ็กซ์เฉยๆ กับใครก็ได้ การศึกษาวิจัยพบว่า เมื่อมีเซ็กซ์กับคนรักแล้วผู้หญิงจะเกิดความสุขและหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ในขณะที่การร่วมรักกับใครสักคนโดยที่ไม่ได้มีความรักมาเกี่ยวข้องอย่างมากก็แค่การระบายอารมณ์พิศวาสออกมาเท่านั้น ความสุขสมจึงแตกต่างกันมาก และเมื่อเกิดความสุขสมแล้วสารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย หายเครียด นอนหลับฝันดี ผลที่ตามมาก็คือระบบต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายและระบบฮอร์โมนเพศจะทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี เป็นหนุ่มเป็นสาวถึงอย่างนั้นผู้หญิงหลายคนก็ยังลำบากใจที่จะมีเซ็กซ์ที่สุขสมกับคนที่เธอรักและรักเธอ!

และหลายต่อหลายคนยังคงสงสัยต่อไปและอยากถามว่า…ถ้าเป็นสาวโสดหรือเลิกรากับชายคนรักแล้วเล่า จะทำอย่างไรเพราะไม่มีคนรักที่จะมีเซ็กซ์ด้วย

ลืมไปหรือว่า…มีคนๆ หนึ่งที่ทุกคนควรจะให้ความรักมากที่สุด คนๆ นั้นก็คือ…ตัวเองนั่นแหละ ลองคิดดูให้ดีๆ ซิว่าทุกวันนี้เคยให้ความรักตัวเองกันบ้างไหม วันๆ มัวแต่ให้ความรักคนอื่นจนลืมรักตัวเองไป การหัดรักตัวเองนั้นไม่ใช่เป็นการเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเริ่มมีความรักที่ถูกต้องด้วยการให้ความรักตัวเองก่อน เมื่ออิ่มเอมกับความรักนั้นแล้วมีความรักเหลือเฟือที่จะมอบให้คนอื่นโดยไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะเป็นคนขาดรัก ไม่ว่าจะอยู่เป็นสาวโสดหรือจำเป็นต้องกลับมาเป็นโสดใหม่เพราะเลิกราจากคู่ไป

นอกจากนั้นควรจะรักและทำรักให้ตัวเอง การทำรักให้ตัวเองนั้นทั้งปลอดภัย และสุขสมโดยไม่ได้ผิดกฎกติกามารยาทของการดำรงชีวิตในสังคมแต่อย่างใด และเชื่อไหมว่าผู้หญิงนั้นสามารถที่จะทำรักที่สุขสมให้ตัวเองได้ง่ายกว่าการร่วมรักมากทีเดียว

เขียนให้อ่านแบบนี้ไม่ใช่บอกว่า…การมีเซ็กซ์กับใครสักคนหนึ่งนั้นดีสู้ไม่ได้ แต่เป็นการดีและมีความสุขกันคนละแบบเท่านั้น และถ้าอยากจะมีความสุขทั้งสองแบบ…ก็คงจะไม่มีใครว่า!

เขาทำการร่วมรักบ่อยๆ จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากต่อมากใช่ไหม?

มีเรื่องราวที่ขู่กันบ้างหลอกลวงกันบ้างและเป็นข่าวกลั่นแกล้งกันบ้าง เกี่ยวกับความถี่ของการมีเซ็กซ์ว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาโน้นปัญหานี้ เช่น มีเซ็กซ์บ่อยๆ จะทำให้เครื่องเคราหลวม มีเซ็กซ์บ่อยๆ จะทำให้มีบุตรยาก มีเซ็กซ์บ่อยๆ จะทำให้กลายเป็นโรคกามตายด้าน มีเซ็กซ์บ่อยๆ จะทำให้เป็นโรคฮิสทีเรีย มีเซ็กซ์บ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็งมดลูก ฯลฯ

ตอบได้เลยว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอแต่ให้รักษาสุขภาพให้ดีเท่านั้นเอง เพราะถ้ามีเซ็กซ์บ่อยๆ แต่สุขสมทุกครั้งแล้วดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แล้วละก็ อยากจะมีบ่อยแค่ไหนก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร
  • เครื่องเคราไม่มีทางหลวม ถ้ารู้จักการออกกายบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดด้วยการขมิบก้นเป็นประจำสม่ำเสมอ จำไว้ว่า …ควรขมิบก้นนานครั้งละ 10 วินาที ให้ได้วันละ 50 – 100 ครั้ง
  • การมีเซ็กซ์บ่อยๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุของการทำให้มีบุตรยากเลย แต่ควรจะพยายามมีเซ็กซ์ที่สุขสม และหลังจากการร่วมรักแล้วควรจะนอนชันขาขึ้นสัก 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายเรียบร้อยและตัวอสุจิจะสามารถแหวกว่ายผ่านปากมดลูกเข้าไปภายในโพรงมดลูกได้อย่างดี
  • แน่นอนว่าการร่วมรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอนั้นไม่ได้ทำให้เป็นโรคบ้าเซ็กซ์หรือโรคกามตายด้านแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่การพูดจาขู่กันเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องมีเซ็กซ์เพราะใจตรงกัน ไม่ใช่มีเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการแล้วบังคับใจให้อีกฝ่ายต้องยินยอมตามใจ หรือมีเซ็กซ์กันเหมือนเป็นการทำการบ้านโดยไม่ได้มีอารมณ์พิศวาสที่บรรเจิด การมีความสุขสมจากการมีเซ็กซ์ร่วมกันนั้นบ่อยเท่าใดก็ไม่เป็นปัญหา
  • และการมีเซ็กซ์เป็นประจำสม่ำเสมอกับคู่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะบ่อยขนาดไหนถ้าทั้งสองฝ่ายรักษาความสะอาดและไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากเท่าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายมากหน้าหลายตา ให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งในเวลาร่วมรัก จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยถ้าฝ่ายชายไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะของเขา ก็จัดการให้เขาชำระล้างทำความสะอาดเอาคราบไคลที่หมักหมมใต้หนังหุ้มปลายออกไปเท่านี้ โอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกก็ลดลงไปอีกแล้ว
อย่างไรก็ตามอยากจะฝากข้อคิดไว้เพียงว่า…คุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณเสมอ แต่ถ้ามีทั้งปริมาณและคุณภาพร่วมกันแล้วก็คงจะต้องบอกว่าอิจฉาจริง ๆ

เขาว่าการมีเซ็กซ์บ่อยๆ ทำให้ได้ลูกสาวนะ

มีทฤษฎีที่เชื่อกันมานานแล้วว่า ตัวอสุจิ X ที่ทำให้ได้บุตรสาวนั้นจะทนกรด และมีอายุยืนยาวกว่าตัวอสุจิ Y ที่ทำให้ได้บุตรชาย จึงมีการเสนอทฤษฎีของการมีเซ็กซ์เพื่อเพิ่มโอกาสในการจะได้บุตรตามเพศที่ต้องการ กล่าวคือ ถ้าอยากได้ลูกชายต้องดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่ประจำเดือนหมด และรอวันมีเซ็กซ์ได้เพียงวันเดียวคือวันที่มีการตกไข่ เพราะในวันนั้นปากมดลูกจะเป็นด่าง และตัวอสุจิเพศชายที่ว่ายเร็วกว่าจะสามารถว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ทันที ส่วนถ้าอยากจะได้ลูกสาวแล้วก็ให้มีเพศสัมพันธ์ทุกวันตั้งแต่วันประจำเดือนหมดไปจนถึงวันตกไข่แล้วหยุดการมีเซ็กซ์ ด้วยเทคนิคนี้ตัวอสุจิที่อดทน และอายุยืนที่รออยู่ก็จะเป็นตัวอสุจิเพศหญิง

เพราะฉะนั้นทฤษฎีของการมีเซ็กซ์บ่อยๆ ก็อาจจะได้ประโยชน์ในกรณีที่อยากได้บุตรสาว และเป็นข่าวลือมานานแล้ว ขอบอกว่าเป็นข่าวลือที่มีโอกาสเป็นจริงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ อย่างมากก็ไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ลองดูก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร…นอกจากเสียเรี่ยวแรงไปบ้างเพียงเล็กน้อย และยังอาจจะมีความสุขสมแถมด้วยก็ได้ใครจะรู้

เขาว่าการมีเซ็กซ์ครั้งแรกจะต้องมีเลือดออกและเจ็บมาก

เป็นคำถามคาใจของสาวๆ ทุกวันที่จะมีเรื่องอย่างว่าประสารัก เพราะมักจะโดนขู่ทั้งจากผู้มีประสบการณ์แล้วหรือจากผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่แทนที่จะให้กำลังใจและชี้แนะวิธีการที่ถูกที่ควรกลับกลายเป็นว่าใช้คำขู่ด้วยความหวังดีแต่กลายเป็นความหวังดีที่ประสงค์ร้าย…โดยไม่ได้ตั้งใจ

เดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การออกกายบริหาร การออกกำลังกายของเด็กๆ และสาววัยรุ่นสมัยนี้นั้นแทบจะทำให้เยื่อพรหมจารีที่เป็นเยื่อบางๆ ปิดปากช่องคลอดอยู่นั้น ขาดไปเกือบหมดแล้ว อย่างมากก็เหลือขอบของเยื่อพรหมจารีไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น โอกาสที่จะมีเลือดออก เพราะการมีเซ็กซ์ครั้งแรกนั้นมีน้อย อย่างมาก็มีออกนิดหน่อย เวลาขอบเยื่อพรหมจารีขาดไปจากการเสียดสีของการร่วมรักและความเจ็บปวดจากการมีเซ็กซ์ครั้งแรกก็หลีกเลี่ยงได้!!

ต้องมีความรู้ก่อนว่าช่องคลอดของผู้หญิงนั้น ถ้าแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกหรือส่วนที่ติดกับปากประตูทางเข้าส่วนสงวนจะห่อหุ้มด้วยกล้ามเนื้อโดยรอบ กล้ามเนื้อดังกล่าวนี้ควบคุมโดยจิตใจ ดังนั้นถ้าคุณผู้หญิงไม่กลัวจนเกร็งแล้ว กล้ามเนื้อดังกล่าวก็จะไม่หดรัดตัวให้เกิดการเจ็บปวด เวลาที่ส่วนนั้นของเขาผ่านเข้าไปภายในส่วนสงวน และยิ่งถ้ารู้จักการเบ่งออกมาเบาๆ จะกลายเป็นว่าทำให้กล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดคลายตัวออก ทำให้การผ่านเข้าไปสัมผัสรักของเขาทำได้สะดวกและราบรื่นขึ้น แล้วจะเจ็บปวดหรือมีเลือดออกได้อย่างไร!!

อยากถามจริงๆ ว่าการคุมกำเนิดนั้นทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายคุมเสมอๆ

นั่นเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอยากถามผู้ชายของเธอ…แต่ไม่กล้าถาม เพราะเกรงใจเขาบ้าง กลัวว่าเขาจะไม่พอใจบ้าง และอะไรต่อมิอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมเป็นคนคุมกำเนิด และผลักภาระนี้ไปให้ผู้หญิงของเขาแทนที่จะรับผิดชอบร่วมกัน…
ความจริงแล้ว การคุมกำเนิดโดยใช้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยจะสะอาด และปลอดภัย แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นๆ ก็ตาม

แต่ถ้าเขาไม่ยอมแล้ว…ควรจะคุมกำเนิดโดยยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มีปริมาณไขมันฮอร์โมนต่ำ ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ ลดลง และสามารถจะใช้ได้นานด้วยความปลอดภัย เพราะถ้าผู้หญิงไม่ยอมคุมแล้วก็จะเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในขณะที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร หรือไม่ก็มีบุตรติดต่อกันจนร่างกายทรุดโทรม!!

ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องอย่างว่า…ที่ผู้หญิงอยากถาม

ที่มา ผู้หญิงวันนี้

Powered by ScribeFire.

โรคร้ายของลูกน้อยที่เรียกว่า ไอ พี ดี (I.P.D.)

โรคร้ายของลูกน้อยที่เรียกว่า ไอ พี ดี


โรคร้ายของลูกน้อยที่เรียกว่า ไอ พี ดี

ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายโรคที่ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของลูกน้อย อย่างโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็น หนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่ความพิการและการเสียชีวิตของเด็กทารกทั่วโลก จากสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าโรค ไอ พี ดี หรือ โรคติดเชื้อ นิวโมคอคคัส ทำให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ในทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อนี้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีอุบัติการณ์โรคนี้เช่นกัน

โรค ไอ พี ดี โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นโรคที่องค์การอนามัยโลก และหน่วยงานเกี่ยวกับวัคซีนต่างๆ* รณรงค์ให้นานาประเทศหันมาตระหนักในการป้องกันรับรองว่า สามารถป้องกันได้ โดยการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศโลกที่ 3 จะสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 5.4 ล้านคน ภายในปี 2030

นิวโมคอคคัส กับ ปอดบวม
โรค ไอ พี ดี ย่อมากจากคำว่า "Invasive Pneumococcal Disease" เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส เป็นเชื้อชนิดรุนแรงและอันตราย ซึ่งมักเกิดที่เยื่อหุ้มสมอง หรือในกระแสเลือด หรือที่ปอด ที่เราอาจเรียกว่า ปอดอักเสบชนิดรุนแรงหรือลุกลามจากเชื้อแบคทีเรีย นิวโมคอคคัส โดยเด็กสุขภาพดีที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อนี้ ซึ่งหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เด็กอาจเสียชีวิตใน 2-3 วันหรือมีอาการพิการได้

เชื้อนิวโมคอคคัสนั้นมักพบอยู่ในโพรงจมูก และลำคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการใดๆ แต่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ โดยการไอหรือจามรดกัน โดยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นิวโมคอคคัส

ปัจจุบัน องค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคปอดบวมคือมฤตยูร้ายที่ถูกลืม และแนะให้ทุกประเทศเฝ้าระวัง โดยข้อมูลทางการแพทย์และผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกายืนยันว่า การฉีดวัคซีน ไอ พี ดี สามารถลดอัตราการเข้ารับการรักษาโรคปอดบวมชนิดรุนแรงจากเชื้อ นิวโมคอคคัสในโรงพยาบาลได้ถึง 65% (ทั้งนี้วัคซีน ไอ พี ดี นั้นมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์ถึงความคุ้มค่า รวมทั้งคำนึงถึงสุขภาพของลูกน้อย)


ไอ พี ดี ไม่ใช่เรื่องใหม่
แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง แต่โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี นี้ไม่ใช่โรคใหม่สำหรับคนไทย เพราะโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี จะมีอาการเป็นไข้คล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป คุณพ่อคุณแม่ของลูกน้อยส่วนใหญ่จึงมักคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา และไม่ให้ความสำคัญในการตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการติดเชื้อดังกล่าวในบางรายสามารถคร่าชีวิตลูกน้อยได้ภายใน 48 ชั่วโมง หรือ ภายใน 2 วันเลยทีเดียว....เพราะเราห่วงใยลูกน้อยคุณ ด้วยความปราถนาดีจากโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์

ที่มา โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์

Powered by ScribeFire.

ทานวิตามินเกินกำหนดก่อให้เกิดโทษ

การทานวิตามินนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าทานมากจนเกิดกำหนดก็ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายด้วยเช่นกัน วันนี้เกร็ดความรู้มีมาฝากกัน...

วิตามินโดยทั่วไป หากทานมากเกินไป ไม่มีอันตราย ร่างกายจะขับออกมา แต่มีวิตามินบางชนิด หากได้รับมากเกินไป จะต้องได้รับสารอื่นพ่วงด้วย เช่น วิตามิน C หากได้รับมากเกินไปก็จะมีแร่ทองแดงพ่วงมาด้วย

ตัวอย่าง

วิตามิน A หากได้มากกว่า 25000 IU จะทำให้ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผิวแห้ง คันและผมร่วง ตับม้ามจะโต ปวดกระดูก

วิตามิน D หากได้มากเกิน 50000 IU จะทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องร่วง น้ำหนักลดและมีพิษต่อตับ

วิตามิน C โดยทั่วไปไม่มีพิษ แต่หากได้เกิน 1 กรัม จะทำให้เกิดคลื่นไส้ ท้องร่วง ตะคริวและเกิดนิ่วที่ไต

ธาตุเหล็ก หากได้รับขนาดสูง จะระคายกระเพาะและท้องผูก

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรทานวิตามินให้พอเหมาะ จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง.

ที่มา เดลินิวส์

Powered by ScribeFire.

ภัยแกงถุงต้นตอเชื้ออหิวาตกโรค

ถ้าจะพูดถึงปัจจัย 4 ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์นั้น ทุกๆ อย่างมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน แต่ทุกวันนี้ทั้ง 4 อย่างคงไม่ใช่แค่ความพอเพียงเสียแล้ว เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราไปแล้ว

อย่างแกงถุงสำเร็จรูปเป็นอาหารที่มีอิทธิพลมาก หนึ่งในสี่ของปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลไม่น้อยเหมือนกัน เพราะแทบทุกชุมชนหย่อมหญ้าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักแกงถุง จากเดิมเคยเห็นตามครัวเรือนต่างๆ ประกอบอาหารกินเอง แต่ทุกวันนี้วัฒนธรรมเหล่านั้นก็ได้ลดน้อยถอยลงจนแทบจะสูญสิ้น จนบางครั้งกลับอดคิดไม่ได้ว่าครัวไทยได้หายไปไหนแล้ว

จะว่าไปแล้วในยุคที่น้ำมันขึ้นราคา ค่าครองชีพสูงขึ้น ของใช้ต่างๆ ก็แพงขึ้น จะกินทิ้งกินขว้างเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนที่จะหารายเพิ่มจนไม่มีเวลาเข้าครัว เลยต้องหันมาพึ่งพาแกงถุงกันเยอะขึ้น จะอร่อยหรือไม่อร่อย จะสะอาดหรือไม่สะอาดก็ขอหาความสะดวกสบายไว้ก่อน

เห็นได้ว่าตอนนี้แกงถุงมีวางขายกันเกลื่อนกลาดกันตามท้องตลาด แหล่งชุมชนต่างๆ หรือแทบจะทุกมุมเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคำนึงถึงสุขภาพหรือภัยต่างๆ ที่จะมากับแกงถุง เพราะในแกงถุงอาจมีเชื้อวิบริโอ คอเรลลา ต้นเหตุของโรคอหิวาตกโรค

เชื้อวิบริโอ คอเรลลา เป็นแบคทีเรียที่พบได้ในของเสียจากการขับถ่ายของคนและสิ่งแวดล้อม มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่มเมื่อร่างกายได้รับเชื้อชนิดนี้เข้าไปผ่านทางอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ จะทำให้เกิดอาการ คือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ บางครั้งอาเจียน และบางรายหากมีอาการรุนแรงแล้วไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง

วิธีการป้องกันไม่ให้เชื้อตัวนี้เข้าสู่ร่างกายได้คือ ดื่มและใช้น้ำที่สะอาด ล้างมือทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าส้วม ใช้ช้อนกลางทุกครั้งที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ห้ามรับประทานอาหารที่มีแมลงวันตอม หลีกเลี่ยงการกินอาหารสดระหว่างที่มีโรคระบาด และเก็บภาชนะที่ใส่อาหารให้มิดชิด ไม่ให้แมลงวันไปตอมได้ และทำลายขยะมูลฝอย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคและไม่ให้แมลงวันใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์

แต่อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องบริโภคแกงถุง ก็ควรที่จะเลือกร้านที่มีความสะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตัวเอง

ที่มา สสส.

Powered by ScribeFire.

Thursday, December 13, 2007

หลับให้สบายช่วยต้านมะเร็งได้

บีบีซีนิวส์ - บีบีซีนิวส์ - นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันอ้างว่า การนอนให้เต็มอิ่มช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ เพราะการนอนจะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติ จึงลดโอกาสเป็นมะเร็งหรือชะลอการเติบโตของเนื้อร้ายได้ ศาสตราจารย์เดวิด สปีเกล จากศูนย์การแพทย์สแตนฟอร์ดยูนิวเวอร์ซิตีกล่าวว่า การนอนหลับนั้นช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกายได้

ทั้งนี้ระดับฮอร์โมนคอร์ติโซล ฮอร์โมนเมลาโตนิน และฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ไม่สมดุล อาจมีส่วนทำให้คนเป็นโรคมะเร็ง เขาศึกษาการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการนอนหลับและมะเร็ง โดยการศึกษาหนึ่งชี้ว่าโดยปกติแล้วระดับฮอร์โมนคอร์ติโซล ซึ่งช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายรวมทั้งเซลล์ที่ช่วยต้านมะเร็ง มีระดับสูงสุดในช่วงเช้ามืดและต่ำลงในช่วงกลางวัน ขณะที่การศึกษาอีกชิ้นเผยว่าผู้หญิงกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งทรวงอก และมีระดับฮอร์โมนดังกล่าวสูงสุดในช่วงกลางวัน เสียชีวิตจากโรคเร็วกว่าปกติ ทำให้เขาเชื่อว่าระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติเพราะปัญหาการนอนหลับ อาจทำให้คนเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากขึ้น นอกจากนี้ศาสตราจารย์สปีเกล ยังศึกษาบทบาทของฮอร์โมนเมลาโตนิน อันเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นระหว่างนอนหลับ และทำหน้าที่คล้ายสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถป้องกันความเสียหายของดีเอ็นเอซึ่งอาจนำไปสู่โรคมะเร็งได้ และช่วยชะลออัตราการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งกระตุ้นให้เนื้องอกที่หน้าอกหรือรังไข่โตขึ้นได้

การศึกษาชี้ว่าผู้หญิงที่ทำงานกะกลางคืน และมีร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโตนินในปริมาณต่ำ มีอัตราการป่วยโรคมะเร็งทรวงอกมากกว่าผู้หญิงที่นอนตามเวลาปกติมาก ส่วนการศึกษาในหนูก็แสดงให้เห็นว่า หนูที่ถูกขัดจังหวะในการนอนหลับมีอัตราการเติบโตของเนื้องอกเร็วกว่าหนูปกติหลายเท่า ศาสตราจารย์สปีเกล กล่าวสรุปในผลการศึกษาล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร เบรน,บีเฮฟวิเออร์,แอนด์อิมมูนิตี ว่า "แพทย์ไม่ควรต่อสู้กับมะเร็งเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีชีวิตอยู่กับมันไปได้ด้วย" "แม้ว่าการป่วยเป็นมะเร็งจะทำให้เราข่มตาไม่ลง แต่เราน่าจะช่วยให้คนหลับให้สบายได้อีกครั้ง และลืมเรื่องมะเร็งไปเสีย"

ที่มา ผู้จัดการ

Powered by ScribeFire.

อาหารบำรุง พลังเซ็กซ์

กล่าวกันว่า สิ่งที่มนุษย์แทบจะทุกคนที่เกิดมาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ต้องการก็คือการมีชีวิตที่ยืนยาว การคงความเป็นหนุ่มสาว และการมีพลังทางเพศที่เหลือเฟือ เพื่อที่จะประกอบกิจกรรมตามที่ธรรมชาติ แห่งการเจริญพันธุ์แวดล้อม

'ยาอายุวัฒนะ' จึงเป็นสิ่งที่คนเราค้นหามาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์...... เช่นเดียวกับยาชะลอแก่ เพื่อการคงไว้ ซึ่งความเป็นหนุ่มสาว และแน่นอนว่า ยาบำรุงพลังเพศ รวมทั้งอาหารเสริมพลังเพศก็เป็นสิ่งที่ได้รับการแสวงหามาตลอดเวลาเช่นกัน

ถ้าจะบอกว่า ที่จริงแล้วยาทั้งสามอย่างนั้น เป็นยาขนานเอกตัวเดียวกัน... คือ 'ความรัก' ทุกคนก็จะไม่มีใครยอมเชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นความจริงเพราะ

ความรัก ... เป็นสิ่งที่ผลักดันให้โลกใบนี้หมุนอยู่ได้
ความรัก ... เป็นพลังที่จะช่วยให้ดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นและสุขสม
ความรัก ... ทำให้มีกำลังใจในการทำงานต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้อย่างดี
ความรัก ... ก่อให้เกิดความสุขสมหวัง

เพราะเมื่อเกิดความรักขึ้นแล้ว ใจจะเป็นสุข หัวใจจะพองโต สมองจะแจ่มใส มีพลังอำนาจ พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรักความรัก จึงเป็นพลังอย่างแท้จริง... รวมทั้งเป็นพลังทางเพศด้วย!!!

ผู้หญิงที่มีความรัก เมื่อคิดถึงคนที่รักในบรรยากาศที่โรแมนติกและเป็นใจจะก่อให้เกิดความต้องการทางเพศ ที่จะมีบทพิศวาสที่วาบหวามเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ผู้หญิงทั้งหลาย จึงมีความรักเป็นพลังขับดันทางเพศด้วยประการฉะนี้ ผู้หญิง จึงไม่ต้องการยาปลุกเซ็กซ์ หรืออาหารบำรุงพลังเพศอะไรเลย นอกจาก... ความรักจากคนที่เธอรัก

ถ้าผู้ชายทั้งหลายอยากจะให้ผู้หญิงของเขามีพลังทางเพศมากๆ และมีอารมณ์พิศวาสที่เร่าร้อนและรุนแรงแล้ว... จะต้องปลุกพลังเซ็กซ์ของเธอด้วย 'ความรัก' เพราะผู้หญิงที่มีความรักเติมเต็มเท่านั้น ที่อยากจะมีบทพิศวาสที่ซาบซึ้งกับผู้ชายของเธอ

เช่นเดียวกับผู้ชาย เมื่อคิดถึงผู้หญิงคนที่เขารักแล้ว จะเกิดปฏิกิริยากับบางส่วนในร่างกายของเขา ให้เกิดความพร้อมที่จะปฏิบัติการบางสิ่งบางอย่าง เพื่อที่จะได้หลั่งเอาน้ำที่กลั่นจากความรักของเขาออกไปให้เธอ แล้วเขาก็จะเกิดความสุขสมพร้อมกับมีความรักเพิ่มมากขึ้นในเธอคนนั้น... คนที่ทำให้เขามีความสุขมากขึ้นทันที

พลังทางเพศของผู้ชาย จึงผลักดันให้เขาร่วมรักและเกิดความรักเพิ่มพูนขึ้น? และเกิดการติดอกติดใจในความสุขสมที่เขามีร่วมกับเธอ จนก่อให้เกิดพลังทางเพศเพิ่มขึ้น พร้อมที่จะร่วมรักกับเธออย่างมีความสุขอีกหลายต่อหลายครั้ง นานตราบเท่านาน

ความรัก... จึงเป็นยาวิเศษของหนุ่มสาวที่จะทำให้เกิดพลังเซ็กซ์ที่ปรารถนา และความรัก... ยังคงเป็นยาวิเศษที่จะทำให้คู่ชีวิตทั้งหลายสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข โดยไม่จำเป็นจะต้องร่วมรักกัน แค่กอดกันถ่ายทอดสัมผัสรักให้แก่กันผ่านทางสัมผัสทางผิวกาย ก็เป็นการเพียงพอแล้ว นั่นเป็นปรัชญาแห่งรัก และเซ็กซ์ขั้นสูงสุด... ...ซึ่งยากนักที่มนุษย์เดินดินธรรมดาจะเข้าใจ !!!

ยาบำรุงพลังเพศ ยาปลุกเซ็กซ์ และอะไรต่อมิอะไร จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ไปถึงซึ่งการมีพลังทางเพศ ที่สมบูรณ์แบบพร้อมที่จะปฏิบัติการ...ลืมไป แม้กระทั่งคำกล่าวของปรมาจารย์ทางเพศหลายต่อหลายท่าน ในแต่ละยุคสมัยว่า แท้ที่จริงแล้ว ยาบำรุงพลังเพศนั้น อยู่ระหว่างหูสองข้างของคนเรานั่นเอง... และนั่นก็คือ 'สมอง' ยาบำรุงพลังเพศจะวิเศษปานใด ถ้าสมองไม่ยอมรับก็จะขาดความวิเศษพิสดารไปและไม่ได้ผล ต่างจากยาบางชนิดที่ไม่ใช่ยาวิเศษ หรืออาหารบำรุงพิเศษอะไรเลย เมื่อเกิดความเชื่อมั่นว่าได้ผลก็จะได้ผลจนถึงขั้นมีคำกล่าวว่า... แค่คิดว่าจะได้ผลก็ได้ผลไปแล้วครึ่งหนึ่ง!!!

เช่นเดียวกับ การที่มีข่าวว่า หนุ่มเหน้ารายหนึ่งรับประทานไส้เดือนเป็นอาหารบำรุงพลังเพศเป็นประจำ จนมีพลังเพศที่สมบูรณ์ ก็เพราะเขาเชื่อว่าจะได้ผลมันก็ได้ผล... ก็แค่นั้นเอง และน่าจะเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่คนอื่นไม่ควรจะเลียนแบบ!! ที่จริงแล้ว อาหารเสริมพลังเพศนั้น มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า... APHRODISIAC อ่านว่า อะโฟรดิสิแอค เป็นคำที่มาจากคำว่า APHRODITE... อะโฟรไดท์... เป็น "เทพธิดาแห่งความรัก" ในยุคกรีกโบราณ เชื่อกันว่า เทพธิดาองค์นี้ จุติมาจากพรายน้ำฟองคลื่นในท้องทะเลอิเจียน เมื่อเป็นดังนี้ จึงเชื่อกันต่อๆ มาว่า อาหารทะเลต่างๆนั้น เป็นอาหารบำรุงพลังเพศชั้นดี ..ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงส่วนหนึ่ง เพราะสามารถที่จะอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะอาหารทะเลส่วนใหญ่จะมีแร่ธาตุสังกะสีสูงกว่าอาหารชนิดอื่น และเป็นที่ทราบกันดีว่า แร่ธาตุสังกะสีนั้น เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นสำหรับร่างกาย ที่จะนำไปผลิตเป็นฮอร์โมนแห่งพลังทางเพศ... ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่เป็นฮอร์โมนหลักของเพศชายนั่นเอง

ชาย จึงเกิดมาพร้อมกับพลังทางเพศที่ขับดัน โดยฮอร์โมนที่ชื่อว่า 'เทสโทสเตอโรน' และพร้อมที่จะปฏิบัติการอันสุนทรีย์ที่จะแสดงพลังแห่งเพศชายออกไป ผู้ชายที่มีปริมาณฮอร์โมนเพศชายในร่างกายเป็นปกติ จึงเป็นผู้ชายที่มีพลังทางเพศสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นจะต้องแสวงหาอะไรเพิ่มเติมอีก และผู้หญิงที่มีปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนอย่างสมบูรณ์ ก็จะมีพลังทางเพศที่สมบูรณ์และเหลือเฟือเช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่ทำให้พวกเธอสามารถสนองตอบ ต่อการกระตุ้นทางเพศเมื่อได้รับการปลุกเร้าอารมณ์จากชายคนรักของเธอ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน จึงเป็นพลังทางเพศ พลังเซ็กซ์อย่างแท้จริง!!! และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนนี้ เป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่สามารถทำให้มีการ ผลิตออกมาได้ ในปริมาณที่สูงทั้งชายและหญิง ...แต่ผู้ชายวัยทอง อาจต้องการฮอร์โมนเพศชายเสริม ถ้ามีความจำเป็น เพราะการผลิตไม่พอเพียง เคล็ดลับดังต่อไปนี้ จึงน่าจะเพิ่มปริมาณการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้เพียงพอ ที่จะมีพลังเพศที่สมบูรณ์ทั้งชายและ หญิงเข้านอนแต่หัวค่ำ ไม่ควรจะเกินห้าทุ่ม ดีที่สุดน่าจะเป็น 4 ทุ่ม เพราะจะทำให้หลับสนิท เวลา 2 ยาม ซึ่งจะเป็นเวลาที่ระบบฮอร์โมนของการเจริญพันธุ์เริ่มทำงาน

ตื่นเช้าขึ้นมา รับประทานอาหารเช้าที่ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ อาหารเช้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะมีพลังทางเพศที่สมบูรณ์ อย่างน้อยกล้วย 1 ลูก ส้ม 1 ผล และนม 1 แก้ว สำหรับคนที่เร่งรีบออกกำลังกาย เป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง มีเวลาพักผ่อนให้พอเพียง หาทางผ่อนคลายความเครียด ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะไปสปา ฟังเพลง ร้องเพลง นวดสัมผัส ฯลฯ ใช้งานอวัยวะของรักของหวงเป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรักกันเป็นประจำ หรือการสุขสมด้วยตนเอง เมื่อคู่ของตนไม่พร้อม อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ใช้งาน และอย่าลืมเด็ดขาดว่า...ของอะไรไม่ใช้ ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ว่าแต่ว่า ...วันนี้คุณใช้งานหรือยัง???


ที่มา เนชั่นสุดสัปดาห์

Powered by ScribeFire.

6 ลีลาเซ็กซ์ "ฉบับคนอ้วน"

คนน้ำหนักเกินก็มีอารมณ์เซ็กซ์เหมือนคนปกตินี่ละ เพียงแต่เนื้อหนังและไขมันที่พอกพูนจนล้นเกินอาจทำให้เกิดอาการติดขัดคับข้อง ดูเงอะงะเฟอะฟะจนเสียบรรยากาศ ไม่ต้องน้อยใจที่เกิดมาอวบระยะสุดท้ายหรอกค่ะ WP ขอเสนอลีลาการเล่นรัก เทคนิคนี้สำหรับคนเจ้าเนื้อโดยเฉพาะ
  1. หมอนเพื่อนรัก : เริ่มด้วยท่ามิชชันนารีซึ่งเป็นท่าร่วมรัก พื้นฐานมาแต่ดึกดำบรรพ์ อาจไม่ใช่ลีลาที่เจ๋งสุดๆ แต่ถือเป็นหน้าที่ของคู่รักทุกคู่ที่ต้องปฏิบัติ สำหรับคู่ที่น้ำหนักเกินพิกัด แน่นอนว่าต้องใช้หมอนเป็นตัวช่วยเมื่อเล่นท่านี้ จำนวนของหมอนมากน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว หนุ่มอ้วนควรวางหมอนสักสองใบไว้ใต้สะโพกของผู้หญิง แล้วจัดมุมให้ได้องศาพอดีสำหรับสอด ใส่อย่างราบรื่น ในท่าคุกเข่า ให้เขาใช้มือบาลานซ์ตัวเอง ค่อยเป็นค่อยไป ดึงมือเขามาลูบไล้ตัวเราไปด้วย ไอเดียเพื่อสร้างความเพลิดเพลินมากกว่าตั้งหน้าตั้งตาปั่มปั๊มอย่างเดียว ท่านี้เหมาะกับคู่รักทุกไซส์ค่ะ

  2. ตะแคงแยงรัก : ผู้หญิงนอนตะแคงงอเข่า หนุนหมอนไว้ใต้สะโพก จากนั้นให้เขาเข้าหาจู่โจม อย่าลืมปลุกอารมณ์ก่อนด้วยการกอดจูบนัวเนีย ถ้าหมอนทำให้อึดอัดไม่ถนัด เอาออกก็ได้ค่ะ หลังจากนั้นลองต่อด้วยท่าน้องหมา คุกเข่าโก้งโค้งแล้วยกขาข้างหนึ่งพาดบ่าของเขาเอาไว้ ช่วยให้สอดใส่ได้ล้ำลึกสุดๆ เชียวค่ะ

  3. ผู้หญิงอยู่ข้างบน : สำหรับคู่ที่น้ำหนักตัวมโหฬาร พุงย้วยทั้งคู่ ท่านี้ฟังดูไม่เวิร์ก แต่ยังพอมีหนทางแก้ไข ด้วยการเอาหมอนหนุนใต้สะโพกฝ่ายชาย เพื่อให้ผู้หญิงโยกได้ มันถึงใจ มีเทคนิคนิดหน่อยคือ ฝ่ายหญิงตั้งเข่าแล้วเอนหลังวางมือรับน้ำหนักตัวเอง ใช้ขาควบคุมการเคลื่อนไหวเด้งตัวขึ้นลงเป็นจังหวะ เมื่อผ่านไปสักพักฝ่ายชายลองชันเข่าตั้งขึ้นให้ผู้หญิงเอนหลังพิงบรรเทาความเมื่อย ท่านี้กระตุ้นคลิตอริสแบบเน้นๆ เลยเชียว

  4. สองขาพันเกี่ยว : ในท่ามิชชันนารี ผู้หญิงวางขาสองข้างไว้บนไหล่ของผู้ชาย หนุนหมอนไว้ใต้สะโพกจนลอยไม่แตะเตียง ควรระวังไม่ให้ฝ่ายหญิงรู้สึกอึดอัดคับข้อง บางครั้งมัวแต่กังวล เกร็งตัวไว้ไม่กล้าทิ้งน้ำหนักลงบนไหล่ตรงๆ ผู้หญิงสุขสมเพลิดเพลินหรือไม่ดูได้จากการเกร็งขา หากกำลังเสียวซ่านละก็ ผู้หญิงจะเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังขณะกำลังเวิร์กเป็นจังหวะ เพื่อเพิ่มความเสียวซ่านเร่าร้อน ให้เขาลูบไล้เรียวขาเราเบาๆ สลับกับหันไปจูบข้อเท้า โอ้วพระเจ้า!

  5. น้องหมาสี่ขา : ในกระบวนการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง สิ่งที่ขาด ไม่ได้คือ ท่าน้องหมาท้ารัก ซึ่งเป็นท่าที่คู่รักทุกไซส์งัดมาใช้ได้เวิร์กตลอด ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นหนุ่มพุงหลามเพราะซดเบียร์เป็นน้ำ ไขมันทั้งหลายจึงพอกพูนห้อยย้อยบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง ท่านี้ก็ยังใช้ได้ ไม่เสียอารมณ์ค่ะ แต่ก่อนลงมือส่งแรงกระแทกใส่บั้นท้ายสาว ผู้ชายควรเอื้อมมือจากด้านหลังโอบกอดเธอ แล้วนวดเฟ้นคลึงเคล้าหน้าอก หน้าใจกระตุ้นอารมณ์สาวให้ระอุ จากนั้นค่อยลงดาบเร่งสปีดเลยค่ะ

  6. ลองของใหม่ : ยังมีท่วงท่าลีลาอีกมากมายรอคอยให้เราบรรเลงเพื่อความสุขสม เพียงแต่ต้องใช้หัวคิดไอเดียสร้างสรรค์บ้างนิดหน่อย อย่ากลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร หาเวลาเปิดอกคุยกันว่าอีกฝ่ายชอบอะไร โปรดปรานแบบไหน เผลอๆ ชีวิตเซ็กซ์อาจอิ่มเอมกว่าคนผอมๆ หุ่นดีๆ ด้วยซ้ำไป




Powered by ScribeFire.

Sex แบบไหน...ได้ "ลูกชาย" หรือ "ลูกสาว"

มนุษย์มนุษย์เรา ดูจะวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์มากกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ที่มีบนโลกเรานี้เลยนะครับ มีเพศสัมพันธ์เพื่อแสดงความรักก็ได้ เพื่อความบันเทิงก็ได้ เพื่อมีลูกก็ได้…

ดิฉันเป็นสะใภ้คนจีนค่ะ และเป็นสะใภ้คนโตของครอบครัว ทุกคนคาดหวังอยากได้หลานชายเป็นคนแรก ไม่ทราบว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้ได้ลูกชายบ้างไหมคะ เคยได้ยินว่าเพศสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับช่วงเวลาไข่ตก จะช่วยเลือกเพศลูกได้จริงหรือเปล่าคะ (อยากใช้วิธีธรรมชาติค่ะ)
นัดดา/ภูเก็ต
เรื่องมันมายุ่งเหยิงก็ตรงที่บางทีคนเราก็ไม่ค่อยจะพอใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีลูกก็เหมือนกัน บ้างก็อยากได้ลูกชาย บ้างก็อยากได้ลูกสาว แต่ส่วนมากมักจะอยากได้ลูกชายมากกว่า โดยเฉพาะคนจีน ที่อยากมีลูกชายเอาไว้สืบสกุลบ้าง เอาไว้ดูแลรักษาสมบัติบ้าง เพราะหลายๆ คนคิดว่ามีลูกสาวแล้วเดี๋ยวก็ต้องยกให้คนอื่นไป ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ไปชั่วชีวิต แต่ผมว่ามันขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู การผูกพันกันมากกว่า ถึงแม้จะมีลูกชาย พอมีเมียมันก็อยากจะแยกออกไปสร้างครอบครัวของเขาอยู่ดี ยังไงก็อย่าไปหวังเลยครับว่าเขาจะอยู่กับเราชั่วชีวิต แล้วเท่าที่เห็น ลูกสาวนี่แหละที่จะคอยเป็นห่วงเป็นใยมาดูแลพ่อแม่มากกว่าลูกชายเสียอีก

บางทีหากไม่ได้ลูกชายตามที่คาดหวังไว้ ทั้งสามี ทั้งแม่สามีก็มักทึกทักเอาว่า เป็นเพราะคุณเธอฝ่ายหญิงนี่แหละที่ไม่ยอมท้อง ไม่ยอมคลอดออกมาเป็นผู้ชาย ฝ่ายคุณแม่ก็ต้องก้มหน้าก้มตา นึกว่าเป็นเพราะตัวเองถึงไม่ได้เพศลูกตามที่ใครๆ ต้องการ…

อสุจิ จอมบงการ (เพศ)
--------------------------------------------------

การที่ไม่ได้เพศลูกตามที่ต้องการนั้นต้องโทษผู้ชายมากกว่าครับ เพราะตัวกำหนดเพศก็คือ ตัวอสุจิของผู้ชายนั่นเอง ซึ่งอสุจิก็จะมีตัวอสุจิตัวผู้กับอสุจิตัวเมีย ถ้าอสุจิตัวผู้ไปถึงไข่ก่อน เจาะเข้าไปปฏิสนธิก่อนก็จะได้ลูกชาย แต่ถ้าอสุจิตัวเมียเจาะเข้าไปปฏิสนธิก่อนก็จะได้ลูกสาว ไข่ของผู้หญิงไม่ได้มีส่วนในการกำหนดเพศเลยครับ …เพราะอย่างนี้หากไม่ได้เพศตามที่ต้องการจะได้รู้ไว้เลยว่าเป็นความผิดของฝ่ายชายแต่เพียงผู้เดียว

พอรู้ว่าอสุจิของผู้ชายนี่เองที่เป็นตัวกำหนดเพศ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยลองทำการศึกษาเจ้าอสุจิตัวผู้กับตัวเมียดู จับมาวิ่งแข่งกัน เอามาจับแช่กรดแช่ด่างดูว่ามันจะทนร้อนทนหนาวกันแค่ไหน ก็พบว่า เจ้าอสุจิตัวเมียจะตัวใหญ่อวบอั๋นกว่า อึดทนทานกว่า วิ่งช้ากว่า แต่ถ้าอยู่ในภาวะกรดอ่อนๆ จะวิ่งได้ดีกว่า ส่วนอสุจิตัวผู้จะตัวเล็กปราดเปรียวกว่า แต่ก็ใจเสาะ วิ่งไปได้ไม่เท่าไรก็หมดแรงเสียแล้ว แต่จะวิ่งได้เร็วกว่าอสุจิตัวเมีย ยิ่งเป็นด่างอ่อนๆ ก็ยิ่งชอบ


เซ็กซ์ห่างๆ ได้ลูกชาย
--------------------------------------------------

พอคนเราแอบไปรู้ความลับของเจ้าตัวอสุจิเข้าก็เอามาใช้ประโยชน์ทันที คนที่อยากได้ลูกชายก็ต้องพยายามให้มีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตก พอดี เพราะวันที่ไข่ตกพอดีนั้น ช่องคลอดก็จะมีความเป็นด่างสูง แล้วก็ต้องให้ถึงจุดสุดยอดพร้อมๆ กันอีกด้วยนะ เพราะตอนที่ถึงจุดสุดยอดผู้หญิงเราจะหลั่งน้ำที่มีภาวะเป็นด่างออกมา เชื้ออสุจิตัวผู้ก็จะวิ่งฉิวเลยครับ

ดังนั้นหากอยากจะได้ลูกชาย ฝ่ายคุณสามีก็ต้องเหนื่อยหน่อย ต้องพยายามทุกวิถีทางให้ภรรยาถึงจุดสุดยอดให้ได้ หากกลัวไม่ชัวร์ก็ให้เอาโซเดียม ไบคาร์บอเนต 1 ช้อนชา ใส่น้ำ 1 ขวดแม่โขงหรือ 750 ซีซี เขย่าให้เข้ากัน สวนล้างช่องคลอด แค่นี้ช่องคลอดก็เป็นด่างสมใจ แถมเวลาปล่อยอสุจิออกมาก็ต้องปล่อยให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากตัวผู้วิ่งเร็วแต่ก็วิ่งไปได้ไม่ไกล หากปล่อยเชื้อตื้นๆ เดี๋ยวมันจะวิ่งไปไม่ถึง เขาว่ากันว่าการมีเพศสัมพันธ์ในท่าเข้าทางด้านหลัง จะสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกที่สุด แล้วต้องกดไว้ลึกๆ ด้วยนะครับ ลองดูก็แล้วกัน

แล้วหากอยากได้ลูกชายก็ต้องไม่ยุ่งกันบ่อยด้วย เรียกว่าเก็บอั้นน้ำเชื้อไว้ขุนเอาไว้ ให้อ้วน พอถึงวันตกไข่ก็ยุ่งกันทีเดียวพอ เรียกว่า ยิงนัดเดียว จะมีโอกาสได้ลูกชายเยอะกว่า แต่ถ้าหากยุ่งกันบ่อยๆ ถี่ๆ วันหนึ่งสามเวลา วันหยุดเพิ่มรอบเช้า เรียกว่ายิงรัวกันเป็นชุด ก็มักจะได้ลูกสาวเสียมากกว่า…มิน่าเล่า…ผู้ชายเจ้าชู้ ชอบมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ เลยมักมีแต่ลูกสาว

แล้วก็คงเป็นเพราะอย่างนี้มั้งที่ลูกคนหัวปีมักจะเป็นลูกสาวมากกว่าลูกชาย เพราะตอนแต่งกันใหม่ๆ ข้าวใหม่ปลามันก็คงต้องมีอะไรกันถี่อยู่แล้ว ยิ่งถี่ก็ยิ่งมีโอกาสได้ลูกสาวมากกว่า พออยู่กันไปนานๆ ชักจะหมดแรง บางทีเดือนหนึ่งยุ่งกันแค่ทีสองที เลยมีโอกาสได้ลูกชายมากกว่า แต่ก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเยอะแยะ

เซ็กซ์ถี่ๆ มีลูกสาวจ้า
--------------------------------------------------

แล้วหากยากได้ลูกสาวละก็ ต้องมีเพศสัมพันธ์กันบ่อยหน่อย แล้วต้องไม่ใช่วันที่ไข่ตกด้วยนะ อาจจะก่อนสักวัน หรือหลังหนึ่งวันก็ได้ เพราะตอนนั้นช่องคลอดจะมีความเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งอสุจิตัวเมียจะวิ่งได้ดีกว่า แล้วถ้าหากอยากได้ลูกสาว ฝ่ายหญิงก็ต้องกัดฟันทนอย่าให้ถึงจุดสุดยอดด้วยนะครับ เดี๋ยวเกิดถึงขึ้นมาก็จะหลั่งน้ำที่เป็นด่างออกมา ตัวผู้มันจะวิ่งตัดหน้าไปถึงไข่ซะก่อนเลยอดได้ลูกสาว เพราะดันไปถึงจุดสุดยอดซะนี่ เวลายุ่งกันก็ไม่ต้องให้คุณสามีเล้าโลมมาก พยายามนึกถึงหน้าเจ้าหนี้ คิดถึงพระถึงเจ้าไว้ หรือไม่ก็นอนอ่านขายหัวเราะไปพลางๆ ก็ได้ ถ้าไม่ชัวร์ก็อาจสวนล้างด้วยน้ำ 1 ขวดแม่โขง ผสมน้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ให้ช่องคลอดเป็นกรดอ่อนๆ แต่ไม่ใช่อยากได้ลูกสาวมากเล่นใช้น้ำส้มสายชูล้างทั้งขวดนะครับ เดี๋ยวของสำคัญจะแสบพองไปหมด ไม่ต้องมีอะไรกันพอดี

แล้วถ้าอยากได้ลูกสาวก็ต้องปล่อยน้ำเชื้อตื้นๆ ด้วย เชื้อตัวเมียถึงแม้จะอ้วนอุ้ยอ้าย แต่จะอึดว่ายไปได้ไกลกว่า จะยุ่งกันท่าไหนก็ได้ตามถนัด แต่ตอนจะปล่อยน้ำอสุจิก็ให้ถอยออกมาปริ่มๆ หน่อยก็แล้วกัน โดยมากแล้วผู้ชายเราจะถึงจุดสุดยอดในจังหวะดันเข้ามากกว่าจังหวะถอนออกซะด้วย ยิ่งตอนสำคัญอย่างนี้บางทีก็หน้ามืดลืมซะทุกทีว่าต้องถอยออกมาปล่อยตื้นๆ …นึกขึ้นได้ก็ปล่อยออกมาจนคอพับคออ่อนไปก่อนซะแล้ว

ก็ยังสงสัยเหมือนกันนะครับว่าผู้ชายที่มีอวัยวะเพศยาวๆ ปล่อยเชื้อได้ลึกๆ น่าจะมีโอกาสได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว ส่วนพวกอวัยวะเพศสั้นๆ ปล่อยเชื้อได้ไม่ค่อยลึกก็มักจะได้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย แต่ยังหาไม่เจอครับว่ามีใครศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันบ้างหรือเปล่า เจอแล้วจะบอกละกัน

เซ็กซ์ เลือกเพศ ไม่ง่ายนะ…
--------------------------------------------------

ขั้นตอนที่ดูจะลำบากสำหรับการเลือกเพศแบบธรรมชาตินี้ก็เห็นจะเป็นตอนสวนล้างช่องคลอดนี่แหละครับ จะเอามาล้างข้างนอกอย่างเดียว โดยมากแล้วไม่ได้ช่วยอะไร เพราะน้ำยาสวนล้างไม่สามารถเข้าไปถึงภายในช่องคลอดได้ ความเป็นกรดด่างของช่องคลอดก็ยังคงเหมือนเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง จะกรอกเข้าไปก็เห็นจะยาก เพราะช่องคลอดมันจะปิดอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ผมว่าเห็นจะต้องใช้อุปกรณ์สวนล้างช่องคลอดล้างเข้าไปถึงข้างใน อย่างนี้ถึงจะชัวร์

เวลามีเพศสัมพันธ์ถ้าจะให้ดีก็ต้องรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้มสบายๆ มันถึงเป็นเพศสัมพันธ์ที่น่าประทับใจ แต่ถ้าหากต้องลุกขึ้นมานั่งสวนล้างช่องคลอดยักแย่ยักยันคั่นรายการ จะเข้านอนวันไหนแล้วมีอะไรกันวันไหน ปกติแล้วมันไม่สามารถบอกกันได้ล่วงหน้าหรอกครับ แล้วแต่อารมณ์ แต่ถ้าอยากจะเลือกเพศก็ต้องงดวันนี้นะ ต้องยุ่งกันวันนี้นะ ไม่มีอารมณ์ก็ต้องทำไปตามหน้าที่ บางคนเครียดกับเรื่องนี้มากจนเกิดอาการไม่แข็งตัวเลยก็มี

แล้วคนเราบางทีก็ไม่ได้ท้องกันง่ายๆ หรอกครับ ผ่านไปเดือนหนึ่งก็ยังไม่ท้อง สองเดือนก็ยังไม่ท้อง สามเดือน สี่เดือน บางทีก็เหมือนจำใจต้องมีเพศสัมพันธ์ตามวันที่กำหนด ต้องสวนล้าง ต้องทำตามแบบที่กำหนดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็ทำให้ชีวิตบนเตียงเหมือนฝืนใจทำ…อยู่กันไปอยู่กันมาก็เครียดกันเปล่าๆ

การเลือกเพศโดยวิธีธรรมชาตินี้ตามทฤษฎี เขาว่ามีโอกาสได้เพศที่ต้องการเพียงแค่ 60-70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ แต่ผมว่าไม่ว่าจะทำยังไงโอกาสที่จะได้เพศลูกมันก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมหรอกครับ เพราะเราไม่ได้จับเชื้ออสุจิตัวผู้กับตัวเมียมาวิ่งแข่งกันเป็นเส้นตรงจากปากมดลูก มุดเข้าไปในมดลูก ว่ายแข่งกันไปจนถึงปีกมดลูก แล้วเข้าไปเจาะไข่

เพราะเชื้ออสุจิมันไม่มีลูกตา ไม่มีระบบนำวิถี มันจะว่ายสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ ด้วยความที่มันเคลื่อนไม่แน่ไม่นอนนี่แหละก็เลยทำให้จำนวนเชื้ออสุจิตัวผู้กับตัวเมียไปถึงไข่ในเวลาไม่แตกต่างกันนัก จำนวนเชื้อโดยเฉลี่ยแล้วก็ไม่แตกต่างกันเลยครับ ยังไงเสียโอกาสได้เพศที่ต้องการมันก็ห้าสิบห้าสิบเหมือนเดิม

ก็อย่าไปซีเรียสเลยครับ ลูกสาวหรือลูกชายก็ลูกเราเหมือนกัน ขอให้สมบูรณ์แข็งแรง เติบโตมาเป็นเด็กดีของพ่อของแม่ เป็นคนดีของสังคมก็พอใจแล้ว…อย่าไปเครียดอย่าไปคาดหวังเลย… ปล่อยตัวปล่อยใจสบายๆ มีเพศสัมพันธ์ให้มีความสุขดีกว่านะครับ

ที่มา นิตยสารดวงใจพ่อแม่

Powered by ScribeFire.

"กอด" ใครคิดว่าไม่สำคัญ

หากรักไม่รู้จักกอด เซ็กซ์บอดไปแล้วถึงครึ่ง

การแสดงออกถึงความรักความเสน่หานั้นมิใช่เพียงคู่รักหญิงชายที่จำเป็นต่อการแตะต้องสัมผัส แต่ธรรมชาติของการแสดงออกต่อการรับรู้ในรักนั้น อาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องของสัตว์โลกที่เข้าใจความลึกซึ้งของการใกล้ชิด

ดูลูกสุนัขหรือพ่อสุนัขแม่สุนัขเป็นตัวอย่าง ที่นอกจากเห็นและการเข้ามาดอมดม เพื่อแน่ใจกับการจดจำแล้วยังต้องการการแตะต้องสัมผัส ลูบหัว เกาคาง เกาท้อง ไปจนถึงกอดรัดเล่นหัวเล่นหางหยอกล้อ แต่นั่นแหละ ถึงเจ้าของจะไม่ชอบการกอดรัดสัมผัสสัตว์เลี้ยงประเภทนี้ เจ้าตัวก็ยังยินดีทุกครั้งที่เห็น กระดิกหางริกๆ เข้าหา หรือถึงขนาดกระโตง 2 ขาเข้าใส่ก็มี ไม่จำเป็นว่าเจ้าของจะสนองตอบตัวแค่ไหน

ผิดกันกับมนุษย์ตรงนี้เอง เด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าแสดงออกอย่างที่อยากจะแสดงกับพ่อและแม่ หากว่าผิดไปจากที่พ่อแม่เคยแสดงอยู่ ลูกหลายคนที่เคยเห็นเพื่อนๆ กับพ่อแม่ของเพื่อนๆ กอดรัดกันเวลาไปรับไปส่งที่โรงเรียน อาจอยากทำเช่นเดียวกันนั้นบ้าง หรือได้รับการแสดงออกเช่นเดียวกันนั้นบ้าง แต่หากพ่อแม่ไม่เคยแสดงท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมถึงขนาดกอดรัด ประเล้าประโลม ไม่ว่าที่บ้านหรือที่สาธารณะ

เด็กก็คงได้แต่เก็บความต้องการไว้ภายใน ด้วยความโหยหาและข้องใจ ว่าทำไมพ่อแม่ไม่เคยทำอย่างเดียวกันนั้นบ้าง ช่วงหนึ่งจึงถึงกับมีคำชักชวนว่า วันนี้คุณกอดลูกแล้วหรือยัง

เนื่องจากการแสดงออกด้วยการแตะต้องสัมผัส และใกล้ชิดลึกซึ้งถึงขนาดกอดรัดนั้น เป็นการแสดงออกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง ผูกพันอย่างกระชับแน่นเหมือนกับอาการกอดรัด

คนเราจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของการแตะ ต้องสัมผัส ระหว่างเพื่อนระหว่างผู้คน ไม่ว่าการจับมือ คนนั้นหนักแน่นจริงใจ คนนี้แตะพอเป็นพิธี คนโน้นกุมทีเดียวสองมืออย่างเปิดเผย ฯลฯ เหล่านี้เหมือนกับการกอด

เด็กก็รู้สึกได้เหมือนกัน และสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนด้วยซ้ำ ว่าเพื่อนของพ่อกับแม่คนนี้ กอดๆ ไปอย่างนั้นเอง คนนั้นทั้งกอดทั้งรัดทั้งหอมแล้วหอมอีก อีกคนก็เดี๋ยวกอดเดี๋ยวดูเดี๋ยวเชยคิ้วเชยคาง ฯลฯ แตกต่างกันออกไป

พ่อแม่จำนวนไม่น้อยอาจนึกไม่ถึงว่า ที่ลูกต้องการที่สุด ไม่ใช่เงินทองไม่ใช่ของเล่นที่พ่อแม่ให้ชดเชยเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วย แต่เป็นความรัก ความรักที่สามารถแสดงออกได้อย่างดีด้วยการกอดรัดสัมผัส

และเช่นเดียวกันอย่างนึกไม่ถึง หญิงจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ที่อาจยังไม่เคยพบความสุขที่สุดจากการเสน่หา ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขมาจากฝ่ายใด แต่เธอจะพูดคล้ายคลึงกันว่า ที่จริง เพียงแต่อีกฝ่ายกอดเธอไว้ ใกล้ชิดแตะต้องสัมผัสเธอ ให้รู้สึกถึงความผูกพันที่สร้างความอบอุ่นมั่นคงให้ในความรู้สึก

เธอก็อิ่มอกอิ่มใจมากแล้ว เธอปรารถนาอ้อมแขนอันสม่ำเสมอของอีกฝ่ายเสียยิ่งกว่าความสุขในเพศรสชั่วครั้งชั่วครู่เสียอีก

รู้ความสำคัญของการกอดกันหรือยัง


Powered by ScribeFire.

เข้าห้องน้ำยังไงไม่ให้ติดเชื้อ

เชื้อพวกนี้อาจแฝงอยู่ตามจุดต่างๆ ของห้องน้ำ เช่น ชักโครก อ่างล้างมือ หรือแม้กระทั่งลูกบิดประตู แต่โอกาสที่เราจะติดเชื้อพวกนี้จนทำให้เกิดโรคหรือเป็นอันตรายนั้นน้อยมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุผลที่ว่า
  1. เชื้อพวกนี้จะสามารถก่อให้เกิดโรคได้ ต้องมีปริมาณที่มากพอ เราอาจไปสัมผัสกับเชื้อพวกนี้ก็จริง แต่ปริมาณไม่มาก จึงไม่เกิดอันตรายใดๆ

  2. เชื้อพวกนี้มักจะเจริญเติบโตได้ดีในร่างกายคนเรา แต่เมื่อออกมาสัมผัสกับแสง และอุณหภูมิภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป เชื้อมักจะมีชีวิตอยู่ไม่นานพอที่จะติดต่อไปสู่คนอื่น

  3. เชื้อพวกนี้จะก่อให้เกิดโรคได้ ต้องมีหนทางที่จะผ่านเข้าไปในร่างกายของคนเรา เช่น ผ่านเข้าทางผิวหนังที่มีแผล หรือรับเข้าทางปาก การที่เราไปสัมผัสและเชื้อนั้นติดอยู่กับผิวหนังเฉยๆ จะไม่ทำให้เกิดโรค เพราะผิวหนังเป็นปราการด่านแรกที่ป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

  4. หากได้รับเชื้อเข้าไปจริง ร่างกายของเรามีระบบภูมิคุ้มกันที่คอยจัดการเจ้าเชื้อโรคแปลกปลอมนี้อยู่แล้ว
น.พ.เชิดพงษ์ แนะนำวิธีปฏิบัติตัวแบบง่ายๆ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคจากการเข้าห้องน้ำสาธารณะไว้ว่า ใช้เวลากับการทำกิจธุระในห้องน้ำสาธารณะให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ชักโครก เลือกที่ดูสะอาด ทำความสะอาดที่รองนั่งด้วยกระดาษทิชชูสักหน่อย แล้วจึงใช้งาน ไม่ต้องถึงกับใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ ที่สำคัญเมื่อเสร็จกิจธุระแล้วต้องล้างมือทุกครั้ง เพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคติดมากับมือของเรา

Powered by ScribeFire.

กาม..ตายด้านของผู้ชาย

เป็นอาการที่องคชาตไม่สามารถแข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวพอที่จะร่วมเพศได้

ประเภท แบ่งได้เป็น 3 แบบ
  1. แบบปฐมภูมิ (Primary Impotence) คือ อาการที่องคชาตไม่เคยแข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวพอจะร่วมเพศไดสำเร็จเลย และไม่มีการกระตุ้นใด ๆ จะทำให้มันเกิดการแข็งตัวขึ้นมาได้

  2. แบบทุติยภูมิ (Secondary Impotence) คือ การที่องคชาตเคยแข็งตัวได้มาก่อน และร่วมเพศได้แต่ต่อมาเกิดความผิดปกติภายหลัง

  3. แบบชั่วคราว (ransien Episode) คือ การที่องคชาตไม่แข็งตัวเป็นครั้งคราว หรือในบางสถานการณ์ อาการนี้เกิดได้ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรชายทั้งหมด
สาเหตุสำคัญมี 2 สาเหตุ
  1. สาเหตุทางกาย
    • ระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำ
    • ความผิดปกติของเส้นโลหิตและกลไกของระบบประสาท ที่ควบคุมการแข็งตัวขององคชาต
    • โรคเบาหวาน
    • โรคตับ
    • โรคของระบบประสาท เช่น Multiple Sclerosis ,เนื้องอกของไขสันหลังส่วนล่าง
    • ยาหรือสารเสพติดบางอย่าง เช่น สุรา สูบบุหรี่

  2. สาเหตุทางจิตใจ
    • ความขัดแย้งในจิตใจซึ่งฝังลึกมาจากช่วงวัยเด็ก เกี่ยวกับเรื่องชีวิตสมรสทำให้กลัวการร่วมเพศ
    • วิตกกังวลกลัวการร่วมเพศจะล้มเหลว
    • วิตกกังวลกลัวจะให้ฝ่ายหญิงมีความสุขได้ไม่เต็มที่
    • ถูกเรียกร้องหรือเหยาะยันจากฝ่ายหญิงเรื่องเพศ
    • การเกิดอารมณ์เศร้า
    • การมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคู่นอน
ผลกระทบของกามตายด้าน
  1. กามตายด้านจะก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือความเศร้า ยิ่งมีความวิตกกังวลมากเท่าใด ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดกามตายด้านถาวรยิ่งขึ้น

  2. กามตายด้านจะก่อให้เกิดความไม่ปรองดองในคู่สมรส เพราะ ฝ่ายหญิงเข้าใจผิดว่า ที่ฝ่ายชายองคชาตไม่แข็งตัว เกิดจากสามีไม่รัก หรือสามีแอบไปหาความสุขนอกบ้าน หรือแอบไปมีภรรยาน้อย และยิ่งมีความไม่ปรองดองในชีวิตคู่เท่าใด ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดกามตายด้านถาวรยิ่งขึ้น

ที่มา ข้อมูลหนังสือพิมพ์แนวหน้า


Powered by ScribeFire.

Saturday, December 8, 2007

อาหารว่าง 10 ชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด

ในร้านสะดวกฃื้อหลายๆ ร้านนั้น ทุกๆ ครั้งที่เราเข้าไปนั้นมีสินค้ามากมาย ที่เมื่อเข้าไปนั้นจะดึงดูดความสนใจ ของเราได้อย่างมาก นั่นก็คืออาหารนั่นเอง และบางทีของเหล่านี้อาจจะไม่อยู่ในรายการที่เราไม่ได้คิดที่จะซื้อไว้ก่อน สินค้าเหล่านี้จะมีอิทธิพลอย่างมากกับกลุ่มเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากในประเทศต่างๆ หลายประเทศเลย หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคนด้วย อาหารว่าง หรืออาหารทานเล่นนั่นเอง ในประเทศอเมริกานั้นดูจะสร้าง ความวิตกกังวลมากขึ้นทุกๆ ปี เพราะว่าส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้นั้นส่วนมากจะเป็นพวกน้ำตาล สารเคมี สี และไขมัน เป็นส่วนใหญ่ และเป้นสาเหตุของโรคอ้วน และไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเอาซะเลย

French Fries: พูดถึงสิ่งนี้คงต้องพูดถึง Mc Donald's นั่นเอง แต่เราๆ ท่านๆ นั้นอย่าเพิ่งมั่นใจ กับสิ่งที่เค้าใช้ในการทอด ที่เค้าบอกว่ามีการเปลี่ยนน้ำมันสำหรับทอดบ่อยๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ มันฝรั่งนั้นส่วนประกอบหลักเต็มไปด้วยแป้ง และเมื่อนำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด และปรุงรสชาตินั้น อาจจะเป็นอาหารว่างที่อันตรายที่สุด

Donuts: โดนัทคือ ขนมปังที่นำไปทอด อาหารชนิดนี้ก้เต็มไปดก้วยแป้งที่นำมาใช้ทำตัวโดนัทเองแล้ว เมื่อนำไปทอดก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ามันฝรั่งทอดเลย

Chips (Potato or Corn): สิ่งนี่ก็คือมันฝรั่งทอดในรูปแบบอื่นที่แตกต่างออกไปที่ถูกนำไปใส่ไว้ในบรรจุภัณฑ์นั่นเอง แต่เราสามารถที่จะควบคุมอันตรายจากอาหารประเภทนี้ได้คือการนำไปอบแทนการทอด ซึ่งมันฝรั่ง ประเภทที่ใช้การอบแทนนั้นสามารถหาซื้อได้จากร้านอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่อาหารที่ดี และควรรับประทานบ่อยๆ อยู่ดี

Soda: บางคนอาจจะสับสนกับการรวมสิ่งนี้เข้าไปเป็นกลุ่มอาหารด้วยนั้น สิ่งนี้ไม่เพียงไม่มีคุณค่าทางอาหารยังรวมไปถึงสารเคมีอีกมากมายที่ถูกบรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์อีกด้วย

Cupcakes and Snack Cakes: whipped cream ที่มีไส้ครีมมันเยิ้ม และส่วนประกอบหลักๆ ก็มีแต่ แป้ง น้ำตาล และสารปรุงแต่งกลื่น รส ซึ่งไม่มีคุณค่าอาหารเลย

Candy Bars: กับเจ้าสิ่งนี้อาจจะยังพอมีคุณค่าทางอาหารให้เราอยู่บ้างกับโปรตีนประมาณ 1-2 กรัม จากถั่วที่เป็นส่วนผสม แต่ว่าปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่นั้นไม่สามารถนำมาทดแทนคุณประโยชน์ได้เลย เพราะความแตกต่างนั้นมีมากกว่ากันเยอะเลย แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในประเภทเดียวกันคือ energy bars ซึ่งมีปริมาณแคลลอรี่น้อยกว่าถึง 1 ใน 3 มีโปรตีนมากกว่า และมีไขมันน้อยกว่าอีกด้วย แต่ยังไงก็มีคุณค่าสู้อาหารปกติไม่ได้อยู่ดี

Pork Rinds: เบคอนหรือ แคบหมูทอดในบ้านเรานั่นเอง ซึ่งข้อนี้คงไม่ต้องบอกใครๆ ก็คงทราบดีถึงสิ่งที่ได้รับจากเจ้าสิ่งนี้ว่ามีแต่ไขมันสัตว์

Fat-Free Cookies: สินค้าเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัยในแง่ของโภชนาการ เพราะว่าถ้าดูเพียงผิวเผินอาจจะดูเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น อาหารที่ปราศจากไขมัน ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากแคลลอรี่ไปด้วย ดังนั้นสรุปก็คือ ไม่สมควรรับประทานอีกนั่นแหล่ะ

Crackers: แครกเกอร์เต็มไปด้วยไขมันชนิด Trans ดังนั้นควรอ่านฉลากดูให้ดีก่อนซื้อ (Trans Fat คือ ไขมันแบบ Polyunsaturated ที่วางขายตามท้องตลาด มีการเติมธาตุไฮโดรเจนสังเคราะห์ เพื่อให้มีสถานะแข็งที่อุณหภูมิห้อง ไขมันแบบนี้ มีคุณภาพต่ำ เพราะไปลดปริมาณ HDL และเพิ่มปริมาณ LDL ในเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น

Pretzels: อาหารกลุ่มนี้เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะเป็นอาหารที่ไม่มีไขมัน แต่ไม่มีไขมันไม่ได้หมายความว่าเป็นอาหารที่ดี เพราะ Pretzels นั่นเต็มไปด้วยแป้ง และน้ำตาล ซึ่งแอบแฝงให้ดูเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพ

วารสารจาร์พาม

Powered by ScribeFire.

ผลไม้ล้างพิษ

ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้งคุณทั้งโทษ วันนี้horapa.comขอแนะนำผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกายค่ะ ผลไม้เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ

แอปเปิ้ล
เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ

องุ่น
เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย

สับปะรด
มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก

มะละกอ มะม่วง แตงโม
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน

Powered by ScribeFire.

ผลไม้ล้างพิษ

ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้งคุณทั้งโทษ วันนี้horapa.comขอแนะนำผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกายค่ะ ผลไม้เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ

แอปเปิ้ล
เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ

องุ่น
เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย

สับปะรด
มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก

มะละกอ มะม่วง แตงโม
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน

Powered by ScribeFire.

กินแกงกระตุ้นความจำ



เครื่องเทศสำคัญในแกงเหลืองอย่างขมิ้น สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคทางประสาทและลดผลกระทบจากโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทอย่าง อัลไซเมอร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้นักวิจัยยังยืนยันถึงประสิทธิภาพยอดเยี่ยมของเครื่องเทศในการต่อสู้กับปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ศัตรูร้ายทำลายเซลล์สมองโดยเฉพาะในหน่วยความจำ เมื่อเราอายุมากขึ้น ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นจะโจมตีเซลล์สมองมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่เปราะบางและไวต่อการถูกทำลายจากปฏิกิริยาดังกล่าวมากกว่าส่วนอื่นๆ
สมองจำต้องสร้างยีนที่ชื่อว่า Hemeoxygenase-1( HO-1) ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับออกซิเดชั่น และยีนตัวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมองถูกกระตุ้นเท่านั้น และสารกระตุ้นดังกล่าวก็พบมากในขมิ้นนั่นเอง นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคาตาเนียในอิตาลี และนิวยอร์กยืนยันถึงประสิทธิภาพของสารสำคัญในขมิ้นที่มีผลต่อการกระตุ้นยีน HO-1ว่าช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายโดยออกซิเดนท์ได้เป็นอย่างดี

เมื่อสมองเกิดสภาวะออกซิเดชั่น เซลล์สมองจะเกิดการอักเสบและค่อยๆ ตายไปในที่สุด ส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อของเส้นประสาทถูกทำลาย และนำไปสู่โรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ขมิ้นจึงไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังบำรุงสมองเราให้เฉียบคมตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย ในประเทศอินเดีย แหล่งเครื่องเทศสำคัญของโลกและนิยมใช้ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอาหารมีการทดลองเพื่อค้นหาคุณประโยชน์ของขมิ้นที่นอกเหนือไปจากสรรพคุณในการลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์อย่างกว้างขวาง และพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในขมิ้นเป็นกุญแจสำคัญในการถนอมอาหาร นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เมนูอาหารแต่โบราณหลายๆ จานมีขมิ้นเป็นส่วนประกอบ อีกทั้งยังได้สี กลิ่นและรสชาติเป็นของแถม

บรรดาเครื่องเทศต่างๆ นั้นมีสารปฏิชีวนะป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในอาหารได้มากกว่า เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เม็ดสีในเครื่องเทศคือส่วนที่มีสารปฏิชีวนะดังกล่าว นักวิจัยจากศูนย์โรคอัลไซเมอร์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ระบุว่า ขมิ้นมีสารสำคัญที่ไม่พบในเครื่องเทศชนิดอื่นในการยับยั้งไม่ให้ไม่ให้เกิดกลุ่มก้อนโปรตีนเล็กๆ ในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เรียกว่า Amyloid Plaquesโดยสารในขมิ้นจะเข้าผ่ากลางกลุ่มโปรตีนดังกล่าวไม่ให้รวมตัวกัน

ดร. Sally Frautschy ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอแนะนำให้รับประทานขมิ้นให้ได้ 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง อาทิตย์ละสี่ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย ขณะเดียวกัน เรายังพบสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในเครื่องเทศชนิดอื่น อย่างขิงและอบเชย ซึ่งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับขมิ้น รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์สมองได้เป็นอย่างดี

...รู้อย่างนี้แล้ว มื้อต่อไปต้องมีแกงขึ้นสำรับแล้วล่ะ

Powered by ScribeFire.

ผักพื้นบ้าน...ประโยชน์ใกล้ตัวดีนะ

ประเทศไทยมีผักพื้นบ้านสามร้อยกว่าชนิด ส่วนใหญ่ขึ้นเองตามที่รกร้างว่างเปล่าห้วยหนองคลองบึง และป่าเขา เด็กรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จักพืชผักพื้นบ้าน ที่บรรพบุรุษของไทยเรานำมารับประทานเป็นเวลาหลายช่วงอายุคนแล้ว

กระถิน
สรรพคุณด้านสมุนไพร แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ฝักและเปลือกเป็นยาฝาดสมาน เมล็ดเป็นยาถ่ายพยาธิได้ รากใช้ปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ ขับลม และขับระดูขาว
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ยอดและใบอ่อน ฝักและเมล็ดอ่อน ออกตลอดปี
การปรุงอาหารกินกับน้ำพริก ใช้เมล็ดอ่อนผสมในส้มตำหรือกินร่วมกับส้มตำ ชาวใต้ใช้เป็นเครื่องเคียง กินกับแกงที่รสจัด
==========================

กระเจี๊ยบแดง
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ รสเปรี้ยว แก้ไอ กัดเสมหะ ขับเมือกมันในลำไส้ลงสู่ทวารหนัก กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำและเติมน้ำตาล ทำเป็นน้ำกระเจี๊ยบ ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับของไขมันในเส้นเลือดได้
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ลูกอ่อน ยอดอ่อน กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยง
การปรุงอาหารลูกอ่อนรสจืดนำมาต้มกินกับน้ำพริก ยอดอ่อนใส่แกงส้ม(ใช้แทนส้มมะขาม)หรือต้มกินกับน้ำพริก กลีบดอกแก่ใช้ต้มทำน้ำกระเจี๊ยบและยังนำมาทำขนม เยลลี่ แยม หรือสารแต่งสีได้
==========================

กระเจี๊ยบมอญ
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใช้ผลแห้งป่นแช่น้ำ รักษาโรคกระเพาะอาหาร
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน
การปรุงอาหารต้มจิ้มน้ำพริก แกงส้ม
==========================

กระเจียวแดง
สรรพคุณด้านสมุนไพร หัวอ่อน หน่อและดอก ช่วยขับลม
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้หัวอ่อน หน่ออ่อน ดอกอ่อนและแก่
การปรุงอาหารทางภาคอีสานนิยมกินทั้งกระเจียวดอกแดงและกระเจียวดอกขาว หน่ออ่อนกินสดหรือลวกจิ้มน้ำพริก ส่วนดอกอ่อน(ถ้าเป็นดอกแก่ จะดึงดอกที่แก่ทิ้งไป) นำมาลวกจิ้มน้ำพริกหรือแกง โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แกงร่วมกับผักหวาน หัวอ่อนนำมาต้มกับน้ำดื่ม
==========================

กระโดน
สรรพคุณด้านสมุนไพร กระโดนบก ใบมีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นน้ำมันสมานแผล เปลือกและผลใช้เป็นยาฝาดสมาน ดอกและจากเปลือกใช้เป็นยาแก้หวัด แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร ผล ช่วยย่อยอาหาร
กระโดนน้ำเปลือก มีรสฝาด ใช้ชะล้างบาดแผล สมานแผลเรื้อรัง ใบ แก้ท้องร่วง รากเป็นยาระบาย ผลเป็นยาแก้หวัด เมล็ด เป็นยารสร้อน แก้ลม แน่น แก้อาการไอของเด็ก
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ และดอกอ่อน
การปรุงอาหารชาวอีสานนิยมกระโดนน้ำมากกว่า กินกับน้ำพริกหรือส้มตำ
==========================

กล้วยน้ำว้า
สรรพคุณด้านสมุนไพร ยางจากใบใช้ห้ามเลือด ผลดิบมีรสฝาด รักษาท้องเสียและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หัวปลีแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้และโรคโลหิตจาง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้หยวกจากต้นที่ไม่ออกปลี หัวปลี ผลทั้งดิบและสุก
การปรุงอาหารหยวกกล้วยกินสดกับน้ำพริก หรือนำมาแกง หัวปลีกินกับน้ำพริกหรือเต้าเจี้ยวหลน กินกับผัดไทย นำมาทำทอดมัน หรือผัด ผลดิบนำมาแกงเผ็ดได้
==========================

กุ่ม
สรรพคุณด้านสมุนไพร กุ่มบก ใบสดตำทารักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง เปลือกต้นต้มกินแก้ลม แก้ปวดท้อง ดอก เป็นยาเจริญอาหาร แก้เจ็บคอ แก้ไข้ กุ่มน้ำ ใบ มีรสขม แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ เจริญอาหาร เปลือกต้น ต้มดื่มขับลมในลำไส้ ระงับพิษทางผิวหนัง ขับน้ำดี ขับนิ่ว
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและช่อดอกอ่อน
การปรุงอาหาร ดองจิ้มน้ำพริก
==========================

ขจร
สรรพคุณด้านสมุนไพร ราก ผสมยาหยอดรักษาตา และมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ยอดอ่อน ดอกทั้งตูมและบาน ลูกอ่อน
การปรุงอาหารสดหรือลวกจิ้มน้ำพริก ผัดกับไข่ แกงจืด แกงส้ม
==========================

ขนุน
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผลอ่อน เป็นยาฝาดสมาน รักษาอาการท้องเสีย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและผลอ่อน
การปรุงอาหารใบอ่อนกินกับส้มตำ ลวกจิ้มน้ำพริกหรือนำไปแกง ผลอ่อนปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแว่น ต้มให้สุกกินกับน้ำพริก
==========================

ข่า
สรรพคุณด้านสมุนไพร เหง้าแก่ รสร้อน เผ็ดปร่า ขับลม แก้ฟกบวม แก้พิษ ขับโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้ รักษากลากเกลื้อน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ เหง้าแก่ เหง้าอ่อน ต้นอ่อน ดอกตูม
การปรุงอาหาร เหง้าแก่ใช้ปรุงพริกแกง เหง้าแก่และอ่อนใส่ต้มยำและแกง ต้นและดอกอ่อน กินสดหรือลวกกินกับน้ำพริก
==========================

ขี้เหล็ก
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ดอกช่วยระบาย คลายเครียด ช่วยให้นอนหลับ แก้หืด ล้างศรีษะแก้รังแค
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร ต้มน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง นำมาแกง ใส่มะแว้งต้นลงไปด้วยจะช่วยลดความขม
==========================

แค
สรรพคุณด้านสมุนไพร ยอดและใบอ่อน ดอก ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้หัวลม
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและฝักอ่อน ดอก
การปรุงอาหารลวกจิ้มน้ำพริก แกงส้ม
==========================

ชะพลู
สรรพคุณด้านสมุนไพร ลูก ขับเสมหะ ใบ แก้ธาตุพิการ ปวดท้องจุกเสียด
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ใบ
การปรุงอาหารกินกับเมี่ยงคำ แกงกะทิ หรือนำมากินกับน้ำพริก(ได้ทั้งสดและลวก)
==========================

ชะอม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ราก แก้ท้องเฟ้อ ขับลม ยอดและใบอ่อน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ยอดและใบอ่อน
การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก ทอดกับไข่ แกง
==========================

ตำลึง
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ รสเย็น ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้แสบคัน แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ ทั้งต้นแก้โรคผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ยอดและใบอ่อน ผลอ่อน
การปรุงอาหาร ยอดและใบอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก ผัด แกง ผลอ่อนนำไปดอง
==========================

ตะลิงปลิง
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ แก้คัน รักษาอาการอักเสบ ดอก แก้ไอ ผล เจริญอาหารและลดไข้
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน
การปรุงอาหาร ผลอ่อนมีรสเปรี้ยวจัด นิยมใส่เป็นเครื่องปรุงรสในแกงคั่ว ต้ม ต้มยำ หรือหั่นฝอยเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เป็นผักแกล้มกับอาหารได้
==========================

บอนน้ำ
ชาวบ้านทางเหนือมีวิธีสังเกตบอนหวานและบอนคัน ใบและต้นของบอนหวานจะมีสีเขียวสดหรือเขียวคล้ำ (เขียวออกน้ำตาล) ไม่มีนวล (นวลสีขาวที่เคลือบอยู่ตามก้านใบ) ส่วนใบของบอนคันจะมีสีเขียวนวลและมีนวลเกาะอยู่ตามก้านใบ และดอกของบอนหวานจะมีแมลงตอม แต่บอนคันไม่มี หรืออาจใช้วิธีทดสอบ โดยใช้มีสสะอาดตัดก้านบอนแล้วทิ้งไว้สัก 5 นาที ถ้าเป็นบอนคันจะปรากฏเป็นสีเขียวน้ำเงิน แต่ถ้าเป็นบอนหวานจะไม่ปรากฏสี หรืออาจตัดก้านใบแล้วทาหลังมือไว้สัก 2-3 นาที ถ้ามีอาการคันแสดงว่าเป็นบอนคัน ถ้าไม่มีอาการแสดงว่าเป็นบอนหวานจ๊ะ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน
การปรุงอาหาร บอนหวานและบอนคันสามารถใช้เป็นอาหารได้ บอนหวานนำมาต้มหรือลวกเป็นผักจิ้ม หรือปรุงเป็นแกงส้ม อ่อนบอนได้ ส่วนบอนคัน มี calcium oxalate ทำให้คัน ใบแก่มีมากกว่าใบอ่อน ก่อนการปรุงเป็นอาหารจึงต้องต้มเคี่ยวและคั้นน้ำทิ้งก่อน 2-3 ครั้ง หรือใช้วิธีเผาก่อน แล้วจึงต้มน้ำและคั้นน้ำออกก่อน เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร มักใส่พืชที่มีรสเปรี้ยวลงไปด้วย เพื่อช่วยตัดพิษคันของบอน เช่น ส้มป่อย ยอดมะขาม น้ำมะกรูด เป็นต้น
==========================

บัวบก
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบแก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ รักษาแผล มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบัน เพื่อใช้ในการรักษาแผลสดหรือแผลหลังผ่าตัด นำมาเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งคนจีนถือว่าเป็นยาแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจายหายฟกช้ำได้ดี ช่วยลดการกระหายน้ำ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ใบและเถา
การปรุงอาหาร ชาวไทยทุกภาครับประทานใบและเถาบัวบกเป็นผักสด ใช้แกล้มกับอาหารได้หลายอย่าง เช่น น้ำพริก ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ซุบหน่อไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ น้ำคั้นจากใบสด ทำให้เจือจาง ปรุงด้วยน้ำตาล เป็นเครื่องดื่ม
==========================

บัวสาย
สรรพคุณด้านสมุนไพร รสจืด ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ก้านดอก
การปรุงอาหาร ลอกผิวที่หุ้มสายออก นำมารับประทานเป็นผักสด หรือนำมาผัด แกง
==========================

ผักกะเฉด
สรรพคุณด้านสมุนไพร รสมันเย็น สรรพคุณดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา เหมาะในการรับประทานในหน้าร้อน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและลำต้นอ่อน
การปรุงอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือลวกเป็นผักจิ้ม ผัดไฟแดง ผัดน้ำมัน หรือแกงส้ม
==========================

ผักขม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบสดรักษาแผลพุพอง ต้นแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบ รากช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้คัน แก้เสมหะ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน
การปรุงอาหารลวกเป็นผักจิ้ม หรือนำมาแกง
==========================

ผักชีฝรั่ง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ใบอ่อน
การปรุงอาหารใช้เป็นผักแกล้ม ใส่ยำ ลาบ ต้มยำ
==========================

ผักชีล้อม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ทั้งต้นใช้รักษาอาการเหน็บชา ขับเหงื่อ น้ำเหลืองเสีย ผลช่วยขับลม แก้ธาตุพิการ แก้หอบหืด ไอ คลื่นไส้อาเจียน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน
การปรุงอาหาร ใช้เป็นผักจิ้มหรือผักแกล้ม มีรสเผ็ดอมขมเล็กน้อย มีกลิ่นหอม
==========================

ผักตบชวา
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำไปแกงส้ม
==========================

ผักตบไทย
สรรพคุณด้านสมุนไพร มีรสจืด ช่วยขับพิษร้อน ขับปัสสาวะ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ต้น ใบและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร กินสด กับน้ำพริกหรือส้มตำ หรือนำไปปรุงเป็นแกงส้ม แกงเลียงหรือผัด
==========================

ผักบุ้งไทย
สรรพคุณด้านสมุนไพร รสจืด เย็น ช่วยขับพิษ ถอนพิษเบื่อเมา
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสดหรือลวกจิ้มน้ำพริก กินกับส้มตำ ยำ ลาบ หรือนำไปผัด แกงส้ม แกงคั่ว
==========================

ผักปลัง
สรรพคุณด้านสมุนไพร ก้าน แก้พิษฝี แก้ขัดเบา แก้ท้องผูก ลดไข้ ใบขับปัสสาวะ บรรเทาอาการผื่นคัน ผู้เฒ่าทางภาคเหนือแนะนำให้หญิงมีครรภ์รับประทานผักปลัง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก หรือแกงส้ม แกงแค
==========================

ผักแว่น
สรรพคุณด้านสมุนไพร มีรสมันจืด ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและเถาอ่อน
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสดกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ หรือนำไปต้ม แกง
==========================

ผักเสี้ยน
** ผักเสี้ยนสดมีสาร Hydrocyanide ซึ่งมีพิษต่อประสาทส่วนกลาง การนำมาใช้จึงต้องทำให้สุกหรือปรึกษาผู้มีความรู้ **
สรรพคุณด้านสมุนไพร ต้นแก้โลหิตและระดูเน่าเสีย ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้แผลแมลงป่องต่อย ใบแก้ปวดเมื่อย พอกรักษาฝี เมล็ดขับปัสสาวะ ฆ่าพยาธิไส้เดือน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร นำไปดองจิ้มน้ำพริก
==========================

ผักหวานบ้าน
สรรพคุณด้านสมุนไพร ราก ระงับความร้อนถอนพิษไข้ซ้ำ ไข้กลับเนื่องจากรับประทานของแสลง ใบและยอดรสหวาน เย็น ช่วยลดความร้อนในร่างกาย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและผลอ่อน
การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริกหรือนำมาแกงส้ม แกงเลียง แกงอ่อม
==========================

ผักหวานป่า
** การเก็บผักหวานป่าต้องเป็นผู้ที่เก็บเป็น เพราะมีพืชที่คล้ายผักหวานป่า เช่น ต้นขี้หนอน ต้นเสน เป็นพืชที่มีพิษ **
สรรพคุณด้านสมุนไพร ราก รสเย็น ถอนพิษ แก้พิษร้อนกระสับกระส่าย น้ำดีพิการ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำมาแกง
==========================

ฟักข้าว
สรรพคุณด้านสมุนไพร ราก รสเย็นและรสเบื่อเล็กน้อย ใช้ถอนพิษ ดับพิษไข้ทั้งปวง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและผลอ่อน
การปรุงอาหาร ลวกหรือต้มให้สุก จิ้มน้ำพริก หรือนำไปแกง
==========================

มะกอก
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผล เปลือก ใบ ยาง เนื้อผลมะกอกมีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน สรรพคุณแก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด ผลสุกรสเปรี้ยว เย็น หวาน ฝาด ทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ แก้เลือดออกตามไรฟัน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน ผลสุก
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสดกับเต้าเจี้ยวหลน ผลสุกนำไปเป็นเครื่องปรุงรส โดยฝานเป็นชิ้นในส้มตำ
==========================

มะขาม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ยอด ใบและดอกอ่อน ฝักอ่อนและฝักแก่มีรสเปรี้ยวจัด แก้ท้องผูก แก้ไอ ขับเสมหะ ลดความร้อนในร่างกาย เมล็ดแก่รสมัน ช่วยขับพยาธิไส้เดือน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ดอก ฝักอ่อน และฝักแก่
การปรุงอาหาร ฝักอ่อนทำน้ำพริกส้มมะขาม ฝักแก่จะแกะเมล็ดออกและคลุกเกลือ(มะขามเปียก) เก็บไว้ใช้ได้ข้ามปี เมื่อจะนำมาใช้จะนำมาคั้นเป็นน้ำใส่แกงส้ม แกงเทโพและอาหารที่ต้องการรสเปรี้ยว เช่น ก๋วยเตี๋ยวผัด ต้มยำ ใบอ่อนใช้แกงจืดหรือแกงกะทิ
==========================

มะเขือพวง
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผล แก้ไอ ขับเสมหะ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน
การปรุงอาหาร ใช้กินสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก ใส่อาหารได้หลายชนิด เช่น น้ำพริก แกง
==========================

มะดัน
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบมีรสเปรี้ยว ผลรสเปรี้ยวจัด แก้เสมหะ แก้กระษัย แก้ระดูเสีย บำรุงและขับฟอกโลหิต กัดเสมหะและระบายอ่อนๆ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน ผล
การปรุงอาหาร ยอดและใบอ่อน แกล้มกับอาหาร เช่น ยำ น้ำพริก โดยกินได้ทั้งแบบสดและทำให้สุก ผลมีรสเปรี้ยวจัด ใช้แทนมะนาวและมะขามเปียกได้
==========================

มะตูม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ รสฝาด เป็นยาบำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคลำไส้ แก้ท้องเดิน ผลอ่อน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ช่วยขับผายลม ผลสุก รสหวาน แก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับผายลม
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน ผลดิบ
การปรุงอาหาร ทางภาคเหนือและอีสานใช้ยอดอ่อนแกล้มลาบ ชาวใต้กินกับน้ำพริกและแกงรสจัด ชาวภาคกลางไม่นิยมกินยอดอ่อน แต่พบว่ามีการใช้มะตูมดิบมาปรุงเป็นยำมะตูม ผลอ่อนฝานตากแห้ง ใช้ต้มทำน้ำมะตูม มีผู้นิยมดื่มกันมาก
==========================

มะม่วง
สรรพคุณด้านสมุนไพร เมล็ดในมีรสฝาด แก้ท้องร่วง สมานลำไส้ รักษาบาดแผล กาฝากต้นมะม่วง ชาวชนบทนิยมนำมาต้มดื่มเป็นน้ำชา เชื่อว่าลดความดันโลหิตสูงได้
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและช่อดอกอ่อน ผล
การปรุงอาหาร ยอด ใบและช่อดอกอ่อนกินกับน้ำพริก ชาวเหนือนำใบอ่อนไปยำ ผลดิบใช้แทนมะนาวได้
==========================

มะม่วงหิมพานต์
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ เป็นยาสมานลำไส้ บรรเทาอาหารท้องร่วง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน ผลและเมล็ด
การปรุงอาหาร ชาวใต้และชาวอีสานนิยมใช้ยอดและใบอ่อนกินกับน้ำพริก แกงเผ็ดหรือขนมจีน เมล็ดทำให้สุก นำไปผัดหรือยำ หรือกินเป็นอาหารว่าง
==========================

มะยม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ยอด รสฝาด มัน กลิ่นหอม ช่วยดับพิษไข้ ราก แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ขับน้ำเหลืองให้แห้ง ประดง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน ผล
การปรุงอาหาร ยอดและใบอ่อนจิ้มน้ำพริก กินกับส้มตำ ชุบแป้งทอด แกงเลียง ผลแก่นำมาแกงคั่ว นอกจากนั้น ผลแก่ยังเป็นผลไม้ จิ้มพริกเกลือ ทำน้ำมะยม ไวน์ แยม มะยมดอง มะยมกวน
==========================

มะระขี้นก
สรรพคุณด้านสมุนไพร มีความเชื่อผิดๆ ว่ามะระขี้นกแก้โรคเอดส์ ความจริงมะระขี้นกเพียงแต่ช่วยให้อาการดีขึ้นเท่านั้น เพราะมะระขี้นกเป็นยาเจริญอาหาร ระบาย นอกจากนั้น ยังแก้โรคลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม บำรุงน้ำดี แก้โรคของม้าม โรคตับ ขับพยาธิในท้อง น้ำต้มใบมะระช่วยระบายอ่อนๆ น้ำคั้นผลมะระแก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย เกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวาน ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่ามะระมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองและในคน สำหรับเมล็ดมะระมีผู้พบสารลดน้ำตาลเช่นกัน แต่การใช้เมล็ดมะระต้องระมัดระวังฤทธิ์ที่ก่อให้เกิดการแท้งด้วย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและผลอ่อน
การปรุงอาหาร ทั้งยอด ใบและผลนำไปลวกจิ้มน้ำพริก ผลนำไปผัดกับไข่หรือนำไปแกงได้
==========================

มะรุม
สรรพคุณด้านสมุนไพร ดอกรสขม หวาน มันเล็กน้อย เป็นยาบำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ฝักรสหวาน แก้ไข้
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ดอกและฝักอ่อน
การปรุงอาหาร ยอดและดอกอ่อน ลวกจิ้มน้ำพริก ดอกอ่อนนำไปดอง ฝักใช้แกงส้ม
==========================

มะละกอ
สรรพคุณด้านสมุนไพร รากรสขมเอียน ขับปัสสาวะ เมล็ดอ่อนแก้กลากเกลื้อน
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน ผลดิบ
การปรุงอาหาร ยอดอ่อนนำมาดอง ผลต้มสุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปผัด ทำส้มตำ แกง
==========================

มะแว้งต้น
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผลรสขมอมเฝื่อน แก้ไอ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน
การปรุงอาหาร กินกับน้ำพริกได้ทั้งแบบสดและแบบสุก
==========================

มะแว้งเครือ
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผลรสขมจัดอมเฝื่อนเล็กน้อย ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับลม แก้ไอ ขับเสมหะ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน
การปรุงอาหาร กินกับน้ำพริกได้ทั้งแบบสดและแบบสุก
==========================

มะอึก
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผลมีรสเปรี้ยว เย็ม อมรสขื่นเล็กน้อย แก้สดุ้งผวาดีฝ่อ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อนและแก่
การปรุงอาหาร ทั้งผลอ่อนและแก่กินสดกับน้ำพริก ผลสุกมีรสเปรี้ยวจัด นิยมนำมาใส่น้ำพริก โดยนำผลที่มีสีเหลืองมาขูดขนออกให้หมดเสียก่อน ล้างน้ำให้สะอาดและฝานเป็นแว่นบางๆ โขลกกับน้ำพริก ชาวอีสานและเหนือ นำไปแกงส้ม ส้มตำ ชาวใต้นิยมนำมะอึกมาใส่แกงหลายอย่างเช่นกัน
==========================

มันปู
สรรพคุณด้านสมุนไพร รากและลำต้นแก้ร้อนใน เป็นยาบำรุง
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน
การปรุงอาหาร ชาวใต้ใช้เป็นผักสดกินกับน้ำพริก แกงและขนมจีน
==========================

ยอ
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกปวดบวม ผล รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิตระดู ฟอกเลือด แก้คลื่นเหียนอาเจียร ผลสุกมีกลิ่นฉุน ช่วยขับผายลมในลำไส้
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ใบอ่อนและห่าม ผล
การปรุงอาหาร ใบอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก แกง รองก้นห่อหมก ผลห่ามหรือผลแก่จัดสีเขียว ชาวอีสานนำมาปรุงเป็นส้มตำ โดยใส่แทนมะละกอ
==========================

ย่านาง
สรรพคุณด้านสมุนไพร รากรสจืด แก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้ผิดสำแดง ไข้พิษ ไข้หัวจำพวกเหือดหัด สุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ เป็นยากระทุ้งพิษ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ เถาและใบ
การปรุงอาหาร ตำคั้นเอาน้ำไปต้มกับหน่อไม้ บางแห่งนำไปแกงกับขี้เหล็ก
==========================

เล็บครุฑ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสดกับน้ำพริก ขนมจีน หรือนำไปชุบแป้งทอด ใส่ในทอดมัน แกงคั่ว
==========================

ส้มป่อย
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบมีรสเปรี้ยว ช่วยฟอกโลหิต ขับเสมหะ ชำระเมือกมันในลำไส้ แก้บิด
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน
การปรุงอาหาร มีรสเปรี้ยว นำไปใส่ในแกงเช่นเดียวกับยอดมะขาม ช่วยปรุงรสอาหารและทำให้เจริญอาหาร
==========================

สะเดา
สรรพคุณด้านสมุนไพร ยอดและดอกมีรสขมจัด ช่วยบรรเทาความร้อนและช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้ทุกชนิด บำรุงธาตุ
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบและดอกอ่อน
การปรุงอาหาร นำมาเผาไฟหรือลวก กินกับน้ำพริก
ในระยะที่มียอดและดอกสะเดาออกมาก กินไม่ทัน ชาวบ้านจะมีวิธีเก็บไว้กินนานๆ โดยนำมาลวกแล้วตากแดด 2-3 แดด เก็บไว้ในที่สะอาดและโปร่ง เมื่อต้องการบริโภคก็จะนำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้ง จะได้สะเดาที่มีรสดีเหมือนสะเดาสดทุกประการเลยจ๊ะ
==========================

สะตอ
สรรพคุณด้านสมุนไพร ชาวใต้เชื่อว่าเมล็ดสะตอช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและเมล็ดอ่อน
การปรุงอาหาร ยอดและเมล็ดนำมากินกับน้ำพริก เมล็ดนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้มหรือเผา ดอง ผัดหรือแกง
==========================

สมอไทย
สรรพคุณด้านสมุนไพร ผลมีรสฝาดอมเปรี้ยว ช่วยระบายท้อง บรรเทาอาการร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ แก้ลมจุกเสียด รักษาอาหารท้องเสีย แก้เจ็บคอและน้ำเหลืองเสีย ผลสมอไทยมีสรรพคุณเสมอกับผลมะขามป้อม
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ผลแก่
การปรุงอาหาร ผลแก่กินเป็นผักสด ชาวบ้านนิยมนำมาดองน้ำเกลือเพื่อเก็บไว้รับประทานนานๆ
==========================

สะระแหน่
สรรพคุณด้านสมุนไพร ใบและต้นช่วยขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับผายลม ยาชงจากใบใช้ดื่มเพื่อช่วยย่อยอาหาร
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ใบและยอดอ่อน
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสด แกล้มกับน้ำพริก ลาบ ยำ ซุบหน่อไม้ หรือใส่ในต้มยำ
==========================

โสน
สรรพคุณด้านสมุนไพร แก้พิษร้อนใน ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อน ดอกตูม ดอกบาน
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสดหรือลวกให้สุกก่อนก็ได้ ทอดกับไข่ นำไปแกงส้ม หรือทำขนมแบบขนมกล้วยก็ดี
==========================

หมุย
สรรพคุณด้านสมุนไพร ราก แก้พิษงู ไข้ ผิวต้นรักษาบาดแผล แก้พิษงู
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดอ่อนและดอก
การปรุงอาหาร กินเป็นผักสดกับน้ำพริก แกงเผ็ดหรือขนมจีน
==========================

หูเสือ
สรรพคุณด้านสมุนไพร น้ำคั้นจากใบแก้ปวดหู พิษฝีในหู หูน้ำหนวก
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ ยอดและใบอ่อน
การปรุงอาหาร กินสดกับน้ำพริก
==========================

เหรียง
สรรพคุณด้านสมุนไพร เปลือกช่วยสมานแผล ลดน้ำเหลือง เมล็ดแก้ลมจุกเสียด บำรุงร่างกาย
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่นำมาใช้ เมล็ด
การปรุงอาหาร มีรสมัน นำเมล็ดมาเพาะให้แตกรากสั้นๆ คล้ายถั่วงอก กินกับน้ำพริก นำไปแกงหรือทำเป็นผักดองก็ได้จ๊ะ
==========================


Powered by ScribeFire.

กินอย่างไรจะห่างไกลโรคในวัยทอง

การกินดี หมายถึง การกินอาหารให้ได้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน พอเพียงและพอดี อันจะนำมาซึ่งสุขภาพดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต

การกินดีอยู่ดีมาตลอดตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ย่อมจะส่งผลดีต่อไปในอนาคตคือ เป็นผู้ใหญ่วัยทองที่แข็งแรง ปราศจากโรค สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทำประโยชน์ให้กับครอบครัวและสังคมส่วนรวมได้ด้วย แต่ถ้าปฎิบัติตนไม่ถูกต้องทั้งในด้านการกิน การเสพ ผลก็คือเป็นผู้ใหญ่ที่แม้ว่าจะมีชีวิตยืนยาวก็ไม่สมบูรณ์ อาจมีโรคแห่งความเสื่อมรบกวน เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคกระดูกโปร่งบางหักง่าย โรคมะเร็ง ฯลฯ

การบริโภคอาหารด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสุขภาพอันดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต จำเป็นต้องอาศัยความรู้เรื่องคุณค่าของอาหาร ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะบริโภคเพื่อสุขภาพมากกว่ารับประทานตามใจปาก โดยมีหลักปฏิบัติคือเลือกอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการดี เลือกอาหารที่ประหยัด คือ อาหารที่หาง่ายในท้องถิ่นหรือมีตามฤดูกาลและรับประทานอย่างคุ้มค่า ไม่เหลือทิ้ง เลือกอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษทั้งปวง เช่น สีสังเคราะห์ สารก่อมะเร็ง ฯลฯ

การเลือกอาหารให้มีความหลากหลายไม่จำเจในหมวดต่างๆ มีหลักดังนี้

หมวดข้าว ควรเป็นข้าวที่ไม่ขัดจนขาว ซึ่งจะได้รับใยอาหารและวิตามินที่ป้องกันโรคเหน็บชามากกว่าข้าวขาว

หมวดเนื้อสัตว์
แหล่งอาหารให้โปรตีนคุณภาพดีและมีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา ควรบริโภคทั้งปลาน้ำจืดซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่น ปลาทะเลซึ่งให้ธาตุไอโอดีนป้องกันคอพอก และปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาซาบะ ซึ่งมีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดตีบ หรืออุดตันและจะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือดตามมา พร้อมกับบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ไม่มีมัน เช่น สันในไก่ สันในหมู

หมวดนม
เด็กต้องดื่มนมมากๆ เพื่อความเจริญของกระดูก กระดูกจะได้ยาว เด็กจะมีความสูงเพิ่มขึ้นตามวัย (จะสูงเต็มที่ต้องออกกำลังกายประกอบกับการดื่มนม) ขณะเดียวกันควรดื่มเพื่อเป็นทุนสำรองไว้ในกระดูกให้มาก เพราะเมื่อเข้าสู่วัยทอง แม้เกลือแร่จะออกจากกระดูกไปบ้างตามธรรมชาติ แต่กระดูกก็ยังมีเกลือแร่และความหนาแน่นมากพอที่จะป้องกันไม่ให้กระดูกเปราะหักและแตกง่าย (เวลาที่ผู้สูงอายุล้ม) ขณะเดียวกันในวัยผู้ใหญ่ก็ต้องดื่มนมเพื่อรักษาไว้ซึ่งความแน่นแข็งแกร่งของกระดูก จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เด็กดื่มนมกันมาก และคุณควรสนับสนุนให้ดื่มต่อไป ตลอดจนเข้าสู่ผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ ถ้าปฏิบัติได้เช่นนี้ ผู้ใหญ่ยุคใหม่จะย่อยน้ำตาลในนมได้ (เพราะมีนมไปกระตุ้นให้มีเอนไซม์แลคเทสออกมาอยู่เรื่อยๆ) ไม่ต้องดื่มนมเปรี้ยวในวัยทอง ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียว มีใยอาหารมาก หญิงวัยหมดประจำเดือน ควรดื่มนมถั่วเหลืองวันละ 1-2 แก้ว เพราะนมถั่วเหลืองมีสารช่วยลดโคเลสเตอรอลและชะลอการเกิดโรคกระดูกโปร่งบางในวัยสูงอายุ

หมวดไขมัน เลือกไขมันที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุดคือ น้ำมันถั่วเหลืองผสมน้ำมันรำ 1:1 ในการประกอบอาหาร เพื่อป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง อันจะนำไปสู่ภาวะหัวใจหรือสมองขาดเลือด คุณควรบริโภคไขมันให้น้อยลง งดอาหารที่ทอดอมน้ำมัน แกงกะทิ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้น เนย เนยเทียม

หมวดผัก เลือกผักจำพวกใบและมีสีเขียวเข้ม เช่น ใบตำลึง ผักกาด กวางตุ้ง คะน้า ผักจำพวกผล หัว สีแสดเข้ม (มีเบต้าแคโรทีนสูง) เช่น มะเขือเทศสุกสุดสีแดงจัด หัวแครอท เลือกผักที่ทราบว่าไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง เช่น ตำลึง ผักคะน้าต้นเล็กๆ ที่ยังอ่อน หรือคะน้าต้นโตที่มีรูพรุน อาหารจำพวกผักมีใยอาหารมาก ซึ่งจะช่วยป้องกันริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่

หมวดผลไม้ จะได้ประโยชน์ด้านวิตามิน เกลือแร่และใยอาหาร โดยเฉพาะผลไม้สดสุกที่มีสีแสดส้ม เช่น มะละกอสุก หรือรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล เช่นส้ม สับปะรด ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ การรับประทานผลไม้จะได้ประโยชน์มากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะได้รับใยอาหารไปด้วยในคราวเดียวกัน

ดังนั้นทุกครั้งที่เลือกรับประทานอาหารหลักในแต่ละหมวด คุณต้องสำนึกอยู่เสมอว่า จะเลือกอาหารที่ดีสำหรับปัจจุบันและป้องกันอันตรายจากโรคแห่งความเสื่อมที่มักเกิดขึ้นในอนาคต

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง
  1. รับประทานอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง ข้าวสาร หัวหอม พริกแห้ง มะละกอสุก (ผิวเน่า) ถ้าพบว่ามีราสีดำให้ทิ้งได้ทันที
  3. รับประทานผักผลไม้ที่สด สะอาดและปลอดสารพิษ จะช่วยให้ร่างกายได้รับใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ
  4. งดหรือลดอาหารปิ้ง ย่าง ทอด ด้วยไฟแรงจนมีควัน และอาหารไหม้เกรียม เช่น หมูไม้ ไก่ย่าง
  5. งดหรือลดอาหารเนื้อสัตว์ที่ใส่ดินประสิว เช่น แหนม เนื้อหรือปลาแดดเดียว แฮม เบคอน ไส้กรอก กุนเชียง
  6. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์หมัก เช่น กะปิ ปลาร้า หอยดอง หากจะรับประทานต้องใช้ความร้อนทำให้สุกก่อน
  7. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและมันจัด
  8. อย่ารับประทานอาหารร้อนจัด
  9. ควรปฏิบัติตนให้ถูกสุขปฏิบัติ
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก
  • งดสูบบุหรี่
  • ทำจิตใจให้สบาย คลายความเครียด

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูง หลักสำคัญคือ ลดการบริโภคอาหารรสเค็ม ซึ่งจะช่วยป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารด้วย
  1. งดอาหารดองเค็ม เช่น ปลาเค็ม ไข่เค็ม ผักผลไม้ดองเค็มทุกชนิด
  2. ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือมาก เช่น กะปิ เต้าเจี้ยว ไตปลา ปลาร้า เต้าหู้ยี้
  3. งดสิ่งปรุงแต่งจำพวกซุปก้อน ซุปผง รวมทั้งผงชูรสต่างๆ หรือผงปรุงรสที่ใส่มาในซองบะหมี่สำเร็จรูป
เมื่อปรุงรสอาหารด้วยเกลือ น้ำปลา ซอสที่มีรสเค็ม ควรใช้ในปริมาณน้อยๆ

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง โรคกระดูกโปร่งบาง มักเกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน กระดูกสันหลังโค้งงอ และหักง่ายเมื่อล้มหรือถูกกระแทกอย่างแรง มีวิธีป้องกันดังนี้
  1. ควรเริ่มดื่มนมและออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ตลอดไปจนถึงวัยสูงอายุ
  2. รับประทานอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ
  3. ออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยวิธีที่กระดูกรับน้ำหนัก เช่น การเดินเป็นประจำสม่ำเสมอ
จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติตนในด้านการบริโภคเพื่อป้องกันโรคแห่งความเสื่อมในวัยสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง กระดูกโปร่งบางและมะเร็ง ก็คือการรู้จักเลือกอาหารหลัก 5 หมู่ให้ดีที่สุด ประกอบกับจิตสำนึกในการที่จะบริโภคเพื่อป้องกันโรคที่กล่าวมา คุณควรลงมือปฏิบัติตั้งแต่วันนี้และตลอดไปจนเข้าสู่วัยทอง อย่ารอให้ถึงวัยที่โรคแห่งความเสื่อมมาเยือน เพราะอาจจะสายเกินไป เราสามารถชะลอและป้องกันมิให้เกิดโรคได้

Powered by ScribeFire.

ฮอทดอกสีแดง ๆ อ่ะ...อันตรายจิงเหรอ


ฮอทด็อกเป็นอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ทั้งส่วนที่ดีและวนที่เหลือจากร้านขายเนื้อทั่วไป จากนั้นนำมาใส่สารฆ่าเชื้อและสารสีแดงเข้าไป เพื่อให้เนื้อไม่เน่าและคงความสดเอาไว้

ฮอทด็อกที่มีสีสันสดๆจะมีความเสี่ยงสูง มีมาตรฐานทางด้านคุณภาพต่ำ มีการใช้สารเคมีช่วยในการกำจัดแบคทีเรีย มีการเติมสารที่ช่วยทำให้เนื้อแดงยืดตัวได้ดี และใช้สารช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม อาจเป็นพวกธัญญาหาร นมผงพร่องมันเนย ถั่วเหลือง ทำให้เพิ่มจำนวนคาร์โบไฮเดรต และยังใช้ไขมันที่เป็นสารประกอบที่ไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% ซึ่งในกระบวนการผลิตถุงหลอดที่ใช้บรรจุฮอทด็อกนั้น ทำมาจากคอลลาเจนสังเคราะห์ เมื่อนำไปปิ้งย่างจะให้สารพิษร้ายแรงที่เรียกว่า อะคริลีไมด์ ซึ่งเป็นสารร้ายแรงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและทำลายประสาท

ฮอทด็อกมีการใส่สารปรุงรส MSG สารนี้จะส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าไปปวดศรีษะ และเกิดอาการแพ้ MSG ซึ่งในฮอทด็อกยังมีการใส่สารไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ


Powered by ScribeFire.

29 สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์

คงไม่มีผู้หญิงคนไหนปรารถนาที่จะมีตีนกาอยู่บนใบหน้าเป็นแน่ แต่เพราะตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ เรื่องของริ้วรอยเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้!! อยากให้ริ้วรอยลดเลือนลงไป แถมมีกระดูกที่แข็งแรง และมี พลังมากกว่านี้บ้างมั้ยล่ะ ลองเติมสุดยอดอาหารเหล่านี้ลงในเมนูของคุณดูสิ...

สดใสดูอ่อนกว่าวัย Stay looking young

เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1 อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็ จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย
  1. บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู

  2. พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์ มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก

  3. กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว

  4. วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอลนัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

  5. แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลง ไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

  6. อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้

  7. สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดผลไม้สีแดงสดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

  8. เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

  9. ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรกสาว

    Stay feeling young

  10. กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัสจากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

  11. แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

  12. ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ

  13. กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

  14. ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า

  15. กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารแล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

  16. ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำวิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย

  17. ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

  18. มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบา

    แข็งแรงได้ใจ Stay healthy!

    จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป มีโอกาสที่จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของคุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ

  19. ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

  20. คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า จากการวิจัยพบว่าสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม...ม เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)

  21. ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม

  22. ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ

  23. ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือนถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยไม่เบา

  24. บล็อคโคลี่ : การรับประทานบล็อคโคลี่เป็นประจำ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 20% และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

  25. บีทรูท : เนื้อของบีทรูทอุดมไปด้วยเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง รับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

  26. องุ่นแดง : จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับไขมันในเลือดที่จะเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดแดงของคุณ ใส่องุ่นแดงลงในสลัดหรือดื่มไวน์แดงสักแก้วระหว่างมื้อค่ำ

  27. ปลาที่มีไขมัน : แซลมอน หรือเนื้อปลาชนิดอื่นๆ ที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้น สามารถช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของสมอง ว่ากันว่าให้เด็กๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่างราดซอสอร่อยๆ ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

  28. มะเขือเทศ : สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วยให้ผิวสวยอย่าบอกใครเลยเชียวล่ะเลือกเอาเลยว่าคุณอยากจะใส่มะเขือเทศลงในอาหารอะไรบ้าง

  29. หัวหอม : หัวหอมที่มีกลิ่นไม่หอมเหมือนชื่อนี้จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีทีเดียว


Powered by ScribeFire.

Tuesday, December 4, 2007

พิษอันตรายของผงชูรส

ผงชูรสเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ มานานเกือบ ศตวรรษ องค์ประกอบหลักของผงชูรส คือ กรดอะมิโน ที่มีชื่อว่า "กรดกลูตามิก" หรือ "กลูตาเมต" ซึ่งเป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติที่พบได้ในอาหารแทบทุกชนิด เราจะมาทำความรู้จักกับผงชูรสให้มากขึ้นอย่างถูกต้อง รวมไปถึงวิธีใช้ผงชูรสในการปรุงอาหารอย่างเหมาะสมอีกด้วย

ผงชูรสผลิตจากอะไร
ผงชูรสผลิตจากกระบวนการหมักเช่น เดียวกับเบียร์ น้ำส้มสายชู หรือโยเกิร์ต โดยกระบวนการผลิตจะเริ่มต้นจากการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติโดยผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จะเป็นผลึกขาวบริสุทธิ์ ละลายน้ำได้ง่าย และเข้ากับอาหารได้ทุกชนิด

เคยรับประทานอาหารนอกบ้าน แล้วมีอาการชาตามมือ และร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า และรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก บางครั้งอาจมีผื่นแดงขึ้นตามตัวบ้างหรือไม่ อาการเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม โรคภัตตาคารจีน (Chinese Restaurant Syndrome) หรือโรคแพ้ผงชูรส

นอกจากจะมีอาการข้างต้นแล้ว หากคุณรับประทานอาหารที่มีปริมาณผงชูรสมากๆ เป็นประจำย่อมเกิดอันตรายต่อสุขภาพของตัวคุณได้ ดังนี้

ทำลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือเกิดตาบอดได้

ทำลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่ง ผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกาย อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ ทำให้วิตามินในร่างกายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี6 ทำให้เป็นโรคผิวหนังได้ง่าย

ทำลายสมองส่วนหน้าหรือไฮโปทาลามัส ทำให้การเจริญเติบโตช้า ปัญญาอ่อน และเป็นหมัน

ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ ถ้ากินผงชูรสมากๆ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครโมโซมของทารกในครรภ์ ทำให้ร่างกายของเด็กเกิดความผิดปกติ ปากแหว่ง แขนขาพิการได้

ก่อนสั่งอาหารมื้อหน้าอย่าลืมระบุ อาหารที่ไม่ใส่ผงชูรส

ที่มา : ชีวจิต

Powered by ScribeFire.

มาสค์หน้าผักผลไม้

การรักษาผิวหน้าให้ผ่องใสดูจะเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นหน้าหมอง ๆ (จากแสงแดดแผดเผา) จะฟ้องว่าคุณไม่ดูแลตัวเองเท่าที่ควร มาสค์ที่นำมาเล่าต่อนี้คุณสามารถทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยค่ะ

Carrot Facial Mask

ส่วนผสม
แครอท 2 ผล + น้ำผึ้ง 41/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
บดแครอทแล้วนำมาผสมกับน้ำผึ้งให้เข้ากัน นำมานวดและพอกทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด


Orange Yogurt Mask

ส่วนผสม

โยเกิตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำส้มคั้นสดประมาณ 1 ลูก

วิธีทำ
นำส่วนผสมมาคนให้เข้ากัน แล้วทาให้ทั่วใบหน้า คุณจะได้ทั้งความสดชื่นและผ่อนคลาย ทิ้งไว้ 5 นาที
โยเกิตช่วยทำความสะอาดและถนอมผิว ส่วนส้มเต็มไปด้วยวิตามิน C และ AHA

Powered by ScribeFire.

มาสค์ฟักทองช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง

ฟักทองนอกจากจะทำอาหารคาวหวานได้อร่อยทั้ง 2 รูปแบบแล้ว ด้วยความที่ฟักทองเต็มไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับผิว อย่างวิตามินเอที่ช่วยรักษาผิวให้สวย วิตามินซีที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ สังกะสีที่ช่วยส่งเสริมคอลลาเจนให้กับโครงสร้างผิวพรรณ ฯลฯ

เลยมีการนำฟักทองมาใช้ในเรื่องของความสวยความงามกันด้วย...อย่างเช่นสูตรมาสค์ที่นำเสนอในวันนี้ไงคะ

ส่วนผสม
  1. ฟักทองสุกบด 2 ช้อนชา
  2. น้ำผึ้ง 1/2 ช้อนชา
  3. นมสด หรือนมถั่วเหลือง 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
ผสมส่วนผสมทุกอย่างในถ้วยใบเล็ก นำมาพอกใบหน้าที่ล้างทำความสะอาดแล้วเว้นบริเวณรอบดวงตา ปาก เอาไว้ นอนลงและผ่อนคลายสัก 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด ตามด้วยม้อยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

แค่นี้คุณก็สวยได้โดยไม่ต้องไปสปาแล้วละค่ะ...


ที่มา : นิตยสารขวัญเรือน www.kwanruen.com

Powered by ScribeFire.

โรคภูมิแพ้ต้องแก้ที่สาเหตุ

สาเหตุของโรคภูมิแพ้
เป็นเพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันมีปฎิกิริยาที่ไวเกินไปในการตอบสนองสิ่งแปลกปลอมแบบผิดปกติ ทั้งๆที่สิ่งแปลกปลอมนั้นไม่มีอันตรายกับร่างกาย แต่เป็นความเข้าใจผิดของร่างกายที่คิดว่าสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเป็นอันตราย จึงมีปฎิกิริยาตอบสนอง โดยการผลิตสารภูมิต้านทานขึ้นเพื่อกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น และแทนที่สารภูมิต้านทานที่ร่างกายผลิตขึ้นจะเป็นเครื่องปกป้องร่างกาย กลับกลายเป็นว่ามันเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเจ็บปวดเสียเอง จึงทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ไข้ละอองฟาง

อาการของโรคภูมิแพ้
ปฎิกิริยาภูมแพ้จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนนั้นจะแสดงอาการต่างกันไป แม้แต่สารชนิดเดียวกันก็ตาม เช่น การเกิดอาการแบบเฉียบพลัน คือ แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ทำให้หายใจไม่สะดวก น้ำมูกไหล หรือคันตา ตาแดง หากแพ้อาหารก็อาจจะอาเจียน มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง มีอาการหืด ผิวหนังอักเสบ หรือเกิดอาการช๊อค ส่วนอาการที่ไม่เฉียบพลัน คือ แพ้เครื่องประดับที่เป็นนิเกิล หรือกาวลาเท็กซ์ เมื่อเกิดอาการแพ้ผิวหนังจะอักเสบ

การวินิจฉัยโรค
เมื่อไม่รู้สาเหตุของการแพ้ควรไปปรึกษาแพทย์ แพทย์จะสอบถามและทดสอบด้วยปลาสเตอร์บนหลัง และตรวจเลือด หรือใช้วิธีเทสต์ด้วยการสะกิดผิวหนังให้เป็นแผลเล็กๆ แล้วหยดน้ำยาที่มีสารต้องสงสัยว่าจะทำให้เกิดปฎิกิริยาภูมิแพ้ลงไป เมื่อหาสาเหตุของภูมิแพ้ได้ เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้ หากเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสก็ไม่น่ามีปัญหา

วิธีป้องกัน
  • ที่สำคัญก็คือต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงสารพิษและพยายามมองโลกในแง่ดีก็จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงขึ้น เพราะผู้ที่ใช้ร่างกายและจิตใจจนอ่อนล้า จะทำให้ประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันน้อยลง ทำให้ตอบสนองต่อการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย

  • หากแพ้ฝุ่นไรในบ้าน ก็ควรเปลี่ยนมาใช้ฟูกที่มีลักษณะพิเศษที่ป้องกันฝุ่นไรได้ดี และควรซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ด้วยอุณหภูมิ 60 องศา และนำผ้าที่ซักรีดเรียบร้อยแล้วให้เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า รักษาความสะอาดของบ้านและเฟอร์นิเจอร์

  • ปิดหน้าต่างก่อนค่ำ เนื่องจากละอองเกสรของดอกไม้จะฟุ้งกระจายเมื่ออากาศเย็นลง

  • ทาวาสลีนไว้ในรูจมูก เพื่อดักจับละอองเกสรดอกไม้ไม่ให้เข้าไปในจมูกและเยื่อบุช่องคอ

  • สระผมทุกเย็น เพราะว่าฝุ่นละอองเกสรดอกไม้ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้นอาจเกาะติดกับเส้นผม (แต่ควรเป่าผมให้แห้งก่อนนอนทุกครั้ง)

  • สวมแว่นกันแดดที่ปกปิดดวงตาได้มิดชิด เพื่อไม่ให้ฝุ่นและละอองเกสรดอกไม้เข้าตา
การรักษา
ปัจจุบันผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สามารถรับการฉีดวัคซีนได้โดยการฉีดสารต้องสงสัยว่าจะเกิดภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสารภูมิแพ้นั้น โดยจะเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆและต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี ซึ่งผู้ป่วยต้องไปโรงพยาบาลเป็นประจำเพื่อฉีดสารภูมิแพ้เป็นช่วงๆตลอดทั้งปี ผู้ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนควรเป็นผู้ที่มีอาการน้ำมูกไหลเป็นเวลานานถึงสี่อาทิตย์ติดต่อกัน การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนในปัจจุบันนั้น ใช้ได้กับผู้ป่วยที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ พิษแมลงสัตว์กัดต่อย หรือไรฝุ่น ในอนาคตอาจมีวัซีนที่สามารถรักษาอาการภูมิแพ้อย่างอื่นๆอีก เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์มีการค้นคว้าวิจัยกันอยู่เสมอ

Powered by ScribeFire.

5 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับพริกป่น

เรารับประทานพริกป่นเป็นอาหารหลักกันมานมนาน คุณเคยรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของพริกป่นบ้างไหมคะ...การค้นพบนี้ต่างประเทศเขาตื่นเต้นกันยกใหญ่ เสียแต่เขามีข้อจำกัดที่แพ้รสเผ็ดร้อนของพริกกัน ซึ่งเทียบกับเราแล้วถือว่าได้เปรียบมาก
  1. ในพริกป่นมีทั้งรสและกลิ่นเผ็ดร้อนที่ช่วยให้เกิดอาการตื่นตัว ซึ่งส่วนประกอบในพริกที่ทำเรารู้สึกอย่างนั้นก็คือ capsaicin

  2. มีการศึกษาพบว่า capsaicin ในพริกมีความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีภายในร่างกาย ซึ่งอีกไม่นานจะมีการแนะนำให้ใช้ capsaicin ในการรักษามะเร็ง นับเป็นการบำบัดแบบใหม่ที่มีทิศทางที่ดีในอนาคต

  3. พริกป่นมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ของกล้ามเนื้อหลังได้ดี คุณสามารถบำบัดอาการปวดเมื่อย ได้ที่บ้านด้วยการใช้พริกป่นใส่ลงในอาหารที่รับประทาน

  4. พริกป่นช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหลังจากมื้ออาหารที่คุณตัดลดคาร์โบไฮเดรตลงไป เพราะฉะนั้นจึงมีการศึกษาเพื่อจะใช้พริกป่นมาช่วยในการบำบัดรักษาโรคอ้วนอยู่ในขณะนี้

  5. ส่วนผสมอันดับหนึ่งที่ช่วยในการทำความสะอาด หรือดีท็อกซ์ร่างกายก็คือพริกป่น เพราะในพริกป่นมีสารที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดร่างกายด้วยตัวเอง ทั้งยังช่วยยับยั้งเมือกที่จับอยู่ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย


Powered by ScribeFire.