Wednesday, June 3, 2009

กาม..ตายด้านของผู้ชาย

กาม..ตายด้าน เป็นอาการที่องคชาตไม่สามารถแข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวพอที่จะร่วมเพศได้

ประเภท แบ่งได้เป็น 3 แบบ
  1. แบบปฐมภูมิ (Primary Impotence) คือ อาการที่องคชาตไม่เคยแข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวพอจะร่วมเพศไดสำเร็จเลย และไม่มีการกระตุ้นใด ๆ จะทำให้มันเกิดการแข็งตัวขึ้นมาได้
  2. แบบทุติยภูมิ (Secondary Impotence) คือ การที่องคชาตเคยแข็งตัวได้มาก่อน และร่วมเพศได้แต่ต่อมาเกิดความผิดปกติภายหลัง
  3. แบบชั่วคราว (ransien Episode) คือ การที่องคชาตไม่แข็งตัวเป็นครั้งคราว หรือในบางสถานการณ์ อาการนี้เกิดได้ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรชายทั้งหมด
สาเหตุสำคัญมี 2 สาเหตุ
  1. สาเหตุทางกาย
    ระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำ
    • ความผิดปกติของเส้นโลหิตและกลไกของระบบประสาท ที่ควบคุมการแข็งตัวขององคชาต
    • โรคเบาหวาน
    • โรคตับ
    • โรคของระบบประสาท เช่น Multiple Sclerosis ,เนื้องอกของไขสันหลังส่วนล่าง
    • ยาหรือสารเสพติดบางอย่าง เช่น สุรา สูบบุหรี่
  2. สาเหตุทางจิตใจ
    • ความขัดแย้งในจิตใจซึ่งฝังลึกมาจากช่วงวัยเด็ก เกี่ยวกับเรื่องชีวิตสมรสทำให้กลัวการร่วมเพศ
    • วิตกกังวลกลัวการร่วมเพศจะล้มเหลว
    • วิตกกังวลกลัวจะให้ฝ่ายหญิงมีความสุขได้ไม่เต็มที่
    • ถูกเรียกร้องหรือเหยาะยันจากฝ่ายหญิงเรื่องเพศ
    • การเกิดอารมณ์เศร้า
    • การมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคู่นอน
ผลกระทบของกามตายด้าน
  1. กามตายด้านจะก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือความเศร้า ยิ่งมีความวิตกกังวลมากเท่าใด ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดกามตายด้านถาวรยิ่งขึ้น
  2. กามตายด้านจะก่อให้เกิดความไม่ปรองดองในคู่สมรส เพราะฝ่ายหญิงเข้าใจผิดว่า ที่ฝ่ายชายองคชาตไม่แข็งตัว เกิดจากสามีไม่รัก หรือสามีแอบไปหาความสุขนอกบ้าน หรือแอบไปมีภรรยาน้อย และยิ่งมีความไม่ปรองดองในชีวิตคู่เท่าใด ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดกามตายด้านถาวรยิ่งขึ้น-

Tuesday, June 2, 2009

กินจานด่วนแถมมะเร็ง!

กินจานด่วนแถมมะเร็ง! [5 มี.ค. 51 - 04:05]

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นสถาบันอาหารได้วิเคราะห์หาสารอะคริลาไมด์ ที่หน่วยงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARA) จัดเป็นสารกลุ่มที่มีความเป็นไปได้สูงในการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งปนเปื้อนมากับอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยว ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบ ขนมปังกรอบ บิสกิตเครกเกอร์ อาหารเช้าจากธัญพืช และกาแฟผง ในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ในมันฝรั่งทอดกรอบ (แผ่นบาง) ขนมปังกรอบและบิสกิตหลายยี่ห้อในไทย พบว่ามีสารอะคริลาไมด์ปนเปื้อนทุกตัวอย่าง โดยเฉพาะในมันฝรั่งทอดกรอบพบปนเปื้อนในปริมาณสูง แต่ยังมีระดับต่ำกว่าปริมาณที่ตรวจพบในต่างประเทศ

“จากผลวิจัยความเสี่ยงสารอะคริลาไมด์ของสหภาพยุโรป ปลายปี 2550 ทำให้ทราบว่าคนจะได้รับสารอะคริลาไมด์เข้าสู่ร่างกายมากขึ้นจากการบริโภคอาหารพวกธัญพืช มันฝรั่ง อาหารที่มีแป้งสูงและกาแฟที่ถูกให้ความร้อนสูงๆ (สูงกว่า 120 องศาเซลเซียส) ได้ด้วย จากเดิมที่ผ่านการดื่มน้ำและการสูบบุหรี่”

นายยุทธศักดิ์กล่าวต่อว่า แม้ในต่างประเทศจะยังไม่มีการกำหนดปริมาณอะคริลาไมด์ที่ก่ออันตราย และในปัจจุบันไทยยังมีข้อมูลปริมาณการปนเปื้อนอะคริลาไมด์ในอาหารจานด่วนที่คนไทยนิยมบริโภคไม่มากนักและยังไม่มีการศึกษา หรือการประเมินความเสี่ยงถึงการได้รับสารอะคริลาไมด์จากการบริโภคอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ อีกทั้งประเทศไทยยังมีห้องปฏิบัติการไม่กี่แห่งที่สามารถวิเคราะห์ สารอะคริลาไมด์ในอาหารได้ จึงน่าเป็นห่วงคนไทยอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวในไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปจากเดิมที่บริโภคอาหารไทยแบบดั้งเดิมเป็นหลัก มาเป็นบริโภคอาหารต่างชาติและอาหารจานด่วน.

ที่มา หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

Friday, May 22, 2009

ข่าวดี..ค้นพบว่า "ต้นมะรุม" เป็นยา "ลดไขมันป้องกันมะเร็ง" ได้

เมื่อวันก่อนได้ทราบข่าวว่า หลวงพ่ออนันต์กลับมาจากอเมริกาได้เล่าว่า มีฝรั่งที่รัฐฟอร์ลิดา สหรัฐอเมริกา นิยมปลูกต้นมะรุมกันที่หน้าบ้านแทบทุกบ้าน เพราะรู้ว่าเป็นตัวยารักษาโรคมะเร็งได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้พบว่าแพทย์ไทยก็รู้เรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน คือ รศ.ดร.สุธาทิพย์ ภมรประวัติ ได้บันทึกไว้ในหัวข้อว่า...

มะรุมลดไขมันป้องกันมะเร็ง

"มะรุม"
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ

ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น

มะรุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย

มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-4 เมตร ทรงต้นโปร่ง ใบเป็นแบบขนนกคล้ายกับใยมะขามออกเรียงแบบสลับ ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็นช่อสีขาว ดอกมี 5 กลีบ

ฝักมีความยาว 20-50 เซนติเมตร ลักษณะเหมือนไม้ตีกลอง เป็นที่มาของชื่อต้นไม้ตีกลองในภาษาอังกฤษ (Drumstick Tree) เปลือกฝักอ่อนสีเขียวมีส่วนคอด และ ส่วนมนเป็นระยะตามความยาวของฝัก เปลือกฝักแก่มีสีน้ำตาล เมล็ดมีเยื่อหุ้มลักษณะกลมมีสีน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดแก่สามารถบีบน้ำมันออกมากินได้

มะรุมเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ การปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ริมรั้วบ้าน หรือหลังบ้าน 1-5 ต้น เพื่อให้เป็นผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียง ที่ไม่ต้องซื้อหา

คนไทยทุกภาคนิยมนำฝักมะรุมไปทำแกงส้ม ด้วยการปอกเปลือกหั่นฝักมะรุมเป็นชิ้นยาวพอคำ ถือว่าเป็นผักที่ทำแกงส้มคู่กับปลาช่อนอร่อยที่สุด จะต่างกันก็ในรายละเอียดของแกง ตามแบบอย่างของแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น แม้แต่ทางใต้ก็นิยมนำมะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อน โดยจะใช้ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวปลาและเพิ่มสีสันของน้ำแกง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยการใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขาม และหั่นปลาช่อนเป็นแว่นใหญ่ไม่โขลกเนื้อปลากับเครื่องแกง

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาว เพราะเป็นฤดูกาลของฝัก มะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหาร เช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนคร ใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม

มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค

ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน

นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
  • วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
  • วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
  • แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
  • โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
  • ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

    น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุมมีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมอ อกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก

ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ชะลอความแก่

กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมี สารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์

สานเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู

ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง

สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ ชนิดหนึ่ง และ สารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุม สามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดย สารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้

การทดลองในหนู พบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง จากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล

จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน เทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
  • พลังงาน 26 แคลอรี
  • โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • ใยอาหาร 4.8 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
  • วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
  • วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
  • แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
  • แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
  • ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
พบว่าทั้งกลุ่มที่กินมะรุมและ ยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลงทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และท่อเลือดแดง (เอออร์ตา)

กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด

กลุ่มที่กินมะรุม พบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย

ที่ประเทศอินเดีย มีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคน ที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนู ที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอล ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง

สรุปว่า การให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดีย สามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ

งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยยาไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤืธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรสอะลานีนทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทสและบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตัวจากยาเหล่านี้

ผลิตภัณฑ์มะรุมของต่างประเทศ จะอ้างฤทธิ์รักษามากมายทั้งที่ยัง ไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แค่ฤทธิ์ที่พิสูจน์ได้นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่คุณจะเพิ่มใบ หรือ ฝักมะรุมในรายการอาหาร ของคุณมื้อกลางวันนี้

คะน้า เห็ด แอปเปิล องุ่น ดีต่อสุขภาพอย่างไร

สำหรับคนที่รักสุขภาพ...หันมาทาน ชีวจิต กันเถอะ นี่คือ ตัวอย่าง ผัก ผลไม้ ที่น่าสนใจ
  1. การกินคะน้าตาไม่เป็นต้อคะน้าเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด
    เป็นผักที่อุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีสาร " ลูทีน " ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

  2. การกินเห็ดป้องกันกระดูกพรุน
    คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการขาดวิตามินดีและแคลเซียม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ยิ่งอยู่ในวัยสูงอายุก็อาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีธาตุทองแดงเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ และการขาดธาตุทองแดงแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาการกระดูกพรุนแย่ลงไปอีก ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุทองแดงมาก เช่น เห็ด ปู กุ้งมังกร หอยนางรม ลูกพรุน ปลาซาร์ดีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

  3. การกินแอปเปิลให้ปอดแข็งแรง
    ไม่ว่าจะกินแอปเปิลเขียวหรือแดงก็ดีต่อปอดเป็นที่สุด เพราะแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ " เคอร์ซีทิน " สารตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย วิธีการกินแอปเปิลให้ได้สารเคอร์ซีทีนมากที่สุดก็คือ ต้องกินผลสดทั้งเปลือก ซึ่งจะให้ได้รับสาร " เพกทิน " จากเปลือกแอปเปิลเพิ่มขึ้นด้วย สารเพกทินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนคุณสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักการกินแอปเปิลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีถึง 75 เปอร์เซ็นต์ การกินแอปเปิลสด ได้ประโยชน์มากมาย

  4. การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่
    ใครที่อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี เรามีวิธีการชะลอความชราด้วยการกินผลไม้ที่หาง่าย ๆ เช่น องุ่น และต้องเคี้ยวเมล็ดองุ่นด้วย เพราะในเมล็ดองุ่นมีสาร " โอพีซี " (oligomeric proanthocyanidin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยรักษาสุขภาพจากภายใน ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความชราและเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอีกด้วย

ประตูหลังเป็นเหตุ

คำถาม
หนูเสียสาวครั้งแรก กับแฟน โดยการมีอะไรกันที่ประตูหลัง เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว หลังจากนั้นผ่านมา 2 ปี ก็มีแฟนใหม่ เวลามีเพศสัมพันธ์ก็มีทางช่องทางปกติ แต่ตอนนี้เวลาถ่ายก็มักจะมีมูกเลือดออกมาบริเวณนั้น เกิดจากอะไร เป็นเพราะกิจกรรมรักครั้งนั้นทางประตูหลังหรือเปล่า...จากสาวน้อยคอยคำตอบ

คำตอบ
การเข้าทางประตูหลังอาจจะก่อให้เกิดปัญหาให้กับลำไส้ใหญ่ส่วนล่างเกิดการอักเสบได้ และถ้าหากคุณผู้ชายใส่อุปกรณ์เสริมอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนล่างซึ่งจะทำให้เชื้อโรคเข้าทางทวาร กล้ามเนื้อหูรูดทวารของอีกฝ่ายที่ได้รับการถ่างขยายจากการเสียดสีสูญเสียความยืดหยุ่นไป จะทำให้การอั้นหรือการขมิบบีบรัดตัวของรูทวารสูญเสียความกระชับแน่น

หากมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลังบ่อย ๆ จะทำให้อั้นอุจจาระลำบาก การอักเสบติดเชื้อที่องคชาตซึ่งสอดใส่เข้าไปในช่องทวารสามารถได้รับเชื้อ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่าย

เช่น โรคเริม หูดหงอนไก่ โรคไวรัสตับอักเสบบี หรือโรคยอดฮิต คือการติดเชื้อ HIV (เอดส์) การมีเพศสัมพันธ์ทางทวาร ก็มีโอกาสติดเชื้อเหล่านี้ได้ง่ายกว่า และมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเสียด้วยซ้ำ

ในความเห็นส่วนตัวของแพทย์ไม่สนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ซึ่งในกรณีของหญิงกับชายแล้วฝ่ายคุณผู้ชายอาจจะมีความสุข แต่นั่นหมายถึงการทำร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้หญิงที่เป็นภรรยาเลยทีเดียว และตัวคุณเองก็อาจติดโรคทางเพศสัมพันธ์และทำให้เกิดปัญหาของท่อทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือองคชาตอักเสบได้

เนื่องจากในปัจจุบันไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมา 2 ปีแล้ว และเวลามีเพศสัมพันธ์ทางประตูหน้าก็ปกติดี การมีกิจกรรมทางเพศด้านประตูหลังครั้งนั้นคงไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาของมูกเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ

อาการดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาทางระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย เช่น ริดสีดวงทวารหรือเปล่า ดังนั้นเลือดที่ออกทางทวารหนักเวลาถ่ายก็น่าจะเกิดจากอาการริดสีดวงทวารมากกว่า หรืออาจจะเกิดจากลำไส้อักเสบ ทวารหนักอักเสบหรืออาจจะเกิดจากโรคพยาธิในลำไส้ หากไปตรวจกับศัลยแพทย์ทางเดินอาหารก็จะได้คำตอบ

หากเป็นจากโรคริดสีดวงทวารหนัก คงต้องแก้ไขโดยเริ่มจากพยายามอย่าให้ท้องผูกเพราะจะได้ไม่เบ่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน ๆ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้ แถมยังป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งอาการท้องผูกก็อาจจะทำให้ริดสีดวงทวารเป็นมากขึ้น

การรักษาขึ้นอยู่กับอาการมากน้อยแค่ไหน แล้วแต่ศัลยแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาตั้งแต่การใช้ยาเหน็บ ยาทา ยารับประทาน การใช้ยิงริดสีดวง ส่วนการทำผ่าตัดคงเป็นทางออกสุดท้ายสำหรับคนที่เป็นริดสีดวงทวารขั้นหนัก

อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าหากปัญหาของการถ่ายเป็นมูกเลือดอาจจะไม่ใช่เป็นปัญหาจากริดสีดวงทวารหนักแต่หากเป็นจากลำไส้อักเสบ ทวารหนักอักเสบหรืออาจจะเกิดจากโรคพยาธิในลำไส้ สามารถที่จะตรวจและรักษาได้อย่าได้กังวลใจ...ชูรัก ชูรส ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 24.00-00.30 น.

ชิคุนกุนยา คุณรู้จักโรคนี้ดีแล้วหรือยัง?

โรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง คล้ายกันกับโรคไข้เลือดออกเด็งกี่ มีรายงานการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา ในปี พ.ศ.2495

การระบาดที่พบครั้งล่าสุดในประเทศไทย ในเดือนกันยายน พ.ศ.2551 ที่ จ.นราธิวาสและปัตตานี (ณ ปัจจุบัน การระบาดลดลง แต่ยังไม่สิ้นสุด) ซึ่งทิ้งช่วงห่าง 13 ปี จากการระบาดครั้งก่อน

อาการของโรค : ไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมแดงอักเสบและเจ็บ เริ่มจากบริเวณข้อมือ ข้อเท้า และข้อต่อของแขนขา อาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย หลังจากนั้นจะเกิดผื่นบริเวณลำตัวและแขนขา มักไม่คัน หรืออาจมีผื่นขึ้นที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก ไข้อาจจะหายในระยะนี้ (ระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย) ผื่นนี้จะลอกเป็นขุยและหายได้เองภายใน 7-10 วัน พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตได้บ่อย แต่อาการชาหรือเจ็บบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าพบได้ไม่มาก อาการปวดข้อจะหายภายใน 2-3 วัน หรืออาจนานหลายสัปดาห์ และบางรายอาจเป็นเรื้อรังอยู่หลายเดือนหรือเป็นปี อาจพบอาการแทรกซ้อนไม่รุนแรงที่ตา ระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร ผู้ติดเชื้อบางส่วนมีอาการอ่อนๆ ซึ่งอาจไม่ได้ถูกวินิจฉัยโรค หรือวินิจฉัยเป็นไข้เด็งกี่ แต่ในผู้สูงอายุอาการอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ระยะฟักตัวของโรค : 2 - 12 วัน (โดยทั่วไป 4-8 วัน)

การวินิจฉัยโรค : ทำได้หลายวิธี โดยวิธีการตรวจหาไตเตอร์ในน้ำเหลือง เช่น Enzyme-linked immunosorbent assays (ELISA) เพื่อตรวจหาแอนติบอดี IgM หรือ IgG ต่อเชื้อ Alphavirus ซึ่งระดับ IgM มักจะสูงสุดช่วง 3-5 สัปดาห์หลังเริ่มป่วย และคงอยู่นานประมาณ 2 เดือน และอาจแยกเชื้อไวรัสจากเลือด

ผู้ป่วยระยะเริ่มมีอาการในช่วง 2-3 วันได้ โดยการเพาะเชื้อในลูกหนูไมซ์แรกเกิด ในยุง หรือในเซลล์เพาะเลี้ยง สำหรับวิธี RT-PCR (Reverse transcriptase–polymerase chain reaction) มีการใช้กันมากขึ้นในปัจจุบัน

การรักษา : ไม่มีการรักษาจำเพาะ ใช้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดข้อ กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามกินยาแอสไพรินลดไข้เป็นอันขาด เนื่องจะทำให้เกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น) และเช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเป็นระยะเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง

การแพร่ติดต่อโรค : ติดต่อจากคนสู่คนโดยถูกยุงกัด ในเขตร้อนชื้นมักเกิดจากจากยุงลายบ้าน Aedes aegypti ซึ่งมักเป็นสาเหตุการระบาดในเขตเมือง ส่วนในเขตอบอุ่นและเขตหนาวมักเกิดจากยุงลายสวน Aedes albopictus ซึ่งมักเป็นสาเหตุของโรคในเขตชนบท ยุงลายทั้ง 2 ชนิดมีนิสัยชอบกัดในเวลากลางวัน (โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ และบ่ายแก่ ๆ) ยุงลายสวนชอบหากินบริเวณนอกบ้าน แต่ยุงลายบ้านชอบกัดดูดเลือดภายในอาคารบ้านเรือน

มาตรการป้องกันโรค : ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคชิคุนกุนยา (รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่มียุงนี้เป็นพาหะ) เป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการ ดังนี้
  1. ตระหนักและร่วมมือกันกำจัดหรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายให้อยู่ในระดับต่ำอยู่เสมอ (ซึ่งต้องเร่งรัดมากขึ้น ทั้งก่อนและในช่วงฤดูฝน และในช่วงที่เกิดการระบาด) รู้วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยต้องนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวดแม้เป็นเวลากลางวัน จุดยากันยุง ทายากันยุง หรือสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว เป็นต้น ซึ่งหากใช้มุ้ง ผ้าม่าน มู่ลี่ ฯลฯ ที่ชุบสารเคมีกำจัดแมลง ก็จะยิ่งป้องกันยุงได้ดียิ่งขึ้น
  2. สำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำตามภาชนะน้ำขังที่อยู่ในบ้านหรือบริเวณรอบบ้าน เช่น จานรองขาตู้กับข้าว แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ โอ่งน้ำ ยางรถยนต์เก่า เป็นต้น และวิธีการควบคุมและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลาย เช่น ปิดฝาโอ่ง เปลี่ยนน้ำในจานรองขาตู้ แจกัน ฯลฯ ทุก ๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในอ่างบัว ขัดด้านในภาชนะที่อาจมีไข่ยุงติดอยู่ คว่ำกะลา กวาดเก็บใบไม้ (ตามพื้น หลังคาบ้าน ท่อน้ำฝน ฯลฯ) กำจัดยางรถยนต์เก่า หรือนำไปแปรสภาพและใช้ประโยชน์ ฯลฯ
มาตรการควบคุมการระบาด
  1. สำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงในบ้านและบริเวณรอบบ้าน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ร่วมกันตามความเหมาะสม เช่น การปกปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด การหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำ (เช่น ทุก ๆ 7 วัน) การใส่ปลากินลูกน้ำ การใส่สารเคมีฆ่าลูกน้ำ เป็นต้น
  2. ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงแบบพ่นหมอกควันหรือพ่นฝอยละออง เพื่อช่วยลดความชุกชุมของยุง โดยต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
  3. ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด
  4. กรณีที่มีผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในบ้าน ต้องให้ผู้ป่วยนอนในมุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายไปกัดและแพร่เชื้อได้ ซึ่งเชื้อโรคนี้จะแพร่ขณะที่มีไข้สูง (ในระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย)

Thursday, May 21, 2009

“น้ำอสุจิ”เปลี่ยนรสชาติได้

“น้ำอสุจิ”เปลี่ยนรสชาติได้
Posted on 22 เมษายน 2009 by มาริโอ้ เมาเหล้า

หนุ่มๆ หลายคนอาจจะกําลัง คิดหาวิธีเปลี่ยนรสชาติ

ของน้ำอสุจิให้เป็นแบบที่ผู้หญิงชอบ เพื่อให้เซ็กซ์ของคุณมีความสุขยิ่งขึ้น โดยวิธีเปลี่ยนรสชาติของน้ำอสุจิทําได้ค่ะ เพียงแค่เริ่มจากการเลือกทานอาหารเท่านั้น
  1. กาแฟ แอลกอฮอล์ กัญชา เมื่อทานหรือเสพของพวกนี้เข้าไป น้ำอสุจิจะมีรสชาติขม

  2. อาหารประเภทเนื้อ อย่างเนื้อวัว อาหารที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อกโกแลต หน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี ผักขม กระเทียม หัวหอม รสชาติของน้ำอสุจิจะฝาดหรือขมหน่อยๆ

  3. ผลไม้ เช่น สับปะรด มะม่วง องุ่น แอปเปิ้ล มะนาว ส่วนผัก เช่น ผักชีฝรั่ง ผักขึ้นฉ่าย สมุนไพรตระกูลมิ้นท์กลิ่นหอม อาหารพวกนี้จะทําให้รสชาติออกหวาน

  4. ทานมังสวิรัติ จะทําให้รสชาติอ่อนนุ่ม และกลิ่นของน้ำอสุจิไม่แรงน่าลิ้มลอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปรับปรุงพฤติกรรมการทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการมีชีวิตเซ็กซ์ ที่ถูกต้องมากกว่าที่จะไปเน้นทําให้น้ำอสุจิของคุณมีรสชาติน่าลิ้มลอง

By - http://moolate.info/

Wednesday, May 20, 2009

4 ดิลโด้จากห้องครัว...ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ

4 ดิลโด้จากห้องครัว...ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ

ข้าวของในห้องครัวนี่ละ โดยเฉพาะพวกที่มีลักษณะเป็นแท่ง ด้าม ดุ้น หรืออะไรที่ยาวๆ สามารถนำมาแปลงเป็นดิลโด้มหาสนุกได้ดีเลยทีเดียวเชียว แถมบางอย่างยังมีรสชาติอร่อยลิ้น ใช้ไปก็ชิมไป อิ่มทั้งปากอิ่มทั้งอารมณ์ วู้ย...สุขสันต์เกินบรรยายออกมาเป็นคำพูด แต่ดิลโด้เทียมเหล่านี้ใช่ว่าพอเจอปุ๊บถูกใจก็คว้ามาใส่กันยับ หากใช้ผิดวิธีอาจเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ ได้

ช็อกโกแลต แท่ง
มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายถึง การสอดใส่ช็อกโกแลตแท่ง เข้าไปในน้องหนูเพื่อให้คู่รัก สามารถลองลิ้มชิ้มรสช็อกโกแลตปะแล่มๆ กับรสชาติของน้องหนูไปด้วย ซึ่งเป็นความคิดที่แย่มาก
เพราะน้ำตาลในช็อกโกแลตจะทำให้ค่า pH ของน้องหนูเสียสมดุล และนำไปสู่การติดเชื้อ ในกรณีที่สอดใส่เพียงเล็กน้อยและ ปฏิบัติการเลียไม่มากมายอะไรนัก
ผู้หญิงจะได้รับผลกระทบน้อย ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องจับน้องหนูมาเจอกับช็อกโกแลตละก็ แค่ป้ายไว้กับคลิตอริส ก็พอค่ะ ไม่ต้องถึงขนาดจับยัดเข้าไปข้างในก็ได้

ขวดไวน์
คอของขวดไวน์นี่ละ ถูกใช้เป็นดิลโด้มานักต่อนัก แถมผู้เข้าแข่งขันเรียลิตี้โชว์ ชื่อดังของอังกฤษ Big Brother ยังเคยโชว์การใช้ขวดไวน์ ให้โลกได้ตื่นตะลึงกันมาแล้ว ซึ่งการกระทำแบบนี้นับเป็นเรื่องไม่ฉลาดเอาเสียเลย เพราะแก้วเป็นวัสดุที่แตกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ลองเทคนิคนี้ หลังจากดื่มไวน์ขวดนั้นจนเมาแอ๋แล้ว

กล้วย
แหม แค่เห็นชื่อก็ร้องโอ้ว...เยสกันเป็นแถว ถึงแม้รูปร่างของกล้วยจะยาวใหญ่และโค้งงอ ดูเหมาะสมและชวนให้นึกถึงอาวุธคู่กายของผู้ชายเหลือเกิน
การปอกกล้วยแล้วกินด้วยทีท่ายั่วยวนก็ดูอีโรติกดี แต่กล้วยที่ปอกเปลือกแล้วคิดจะใช้เป็นดิลโด้ดูจะเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่านัก
เพราะกล้วยจะอ่อนนิ่มเกินไป แถมยังบดบี้เละเทะอยู่ในน้องหนูอีกด้วย และน้ำตาลในผลไม้ก็ให้ผลกระทบเช่นเดียวกับที่ช็อกโกแลตแท่งมีต่อน้องหนู และทำให้น้องหนูติดเชื้อ...พานป่วยไปเลย

ผัก
พืชผักผลไม้มีหลายชนิดที่ธรรมชาติสร้างมา ราวกับต้องการให้ผู้หญิงคิดทะลึ่งตึงตัง โดยเฉพาะ ผักที่มีรูปร่างแข็งแน่นและยาวใหญ่อย่าง มะเขือยาว หัวไชเท้า แครอท และแตงกวา คือตัวแทนดิลโด้ในฝันของผู้หญิงทั้งโลก
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชำระล้างทำความสะอาดให้หมดจด เพื่อกำจัดยาฆ่าแมลงเป็นอันดับแรก และทำลาย เชื้อโรคให้สิ้นซากเป็นอันดับต่อมา และขอแนะนำให้สวมถุงยางอนามัยครอบผักเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยไร้กังวล

Sunday, May 17, 2009

จุดลับของผู้หญิงที่ชายควรรู้

รู้มั้ยว่าผู้หญิงไวต่อการกระตุ้นที่จุดไหนมากที่สุด?

เป็นเรื่องที่ชายหลายคนอาจจะอาจยังไม่รู้ ถ้าจุดอ่อนเหล่านั้นได้รับการกระตุ้นอย่างถูกวิธี ไม่ว่ารายไหนรายนั้นเป็นได้เรื่องเสมอ

ต้นขาด้านใน (Inner Thighs) ต้นขาด้านใน เป็นตําแหน่งที่มีปลายเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงมาก การได้รับการกระตุ้นอย่างแผ่วเบาไม่ว่าจากการ ลูบไล้ หรือโลมเลีย สามารถจุดประกายอารมณ์ของคุณผู้หญิง ให้เตลิดเปิดเปิงไปได้

ข้อพับเข่า (Behind the Knees) ตําแหน่งนี้ จะไวมากต่อการสัมผัสกับลมเป่าหรือการแทะเล็มเบาๆ จากริมฝีปาก รับรองคุณผู้ชายจะคาดไม่ถึง ถึงอาการและปฏิกิริยาตอบสนองจากฝ่ายหญิง ผมให้หลับตานึกภาพกันเอาเอง

แก้มก้น (Buttocks) การบีบเค้นแก้มก้นเบาๆ จะทําให้ฝ่ายหญิง รู้สึกเคลิ้มสบายและผ่อนคลายมากกว่าการจะปลุกสร้างอารมณ์ที่ตื่นเต้น แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้ถือเป็นองค์ประกอบที่สําคัญในการที่จะสร้างความอุ่นใจ และพิสูจน์ความไว้ใจและมอบใจจากฝ่ายหญิง ให้ฝ่ายชายได้เป็นอย่างดีหากไม่มีการปัดป้องจากฝ่ายหญิง

ข้อมือ (Wrists) เป็นจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ อีกแห่งที่ฝ่ายชายอย่าละเลย ไม่ว่าจะจากการสัมผัส ลูบไล้ด้วยมือ หรือ ประทับด้วยริมฝีปาก กัดเบาๆ ด้วยริมฝีปากหรือฟันหน้าของคุณ รับรองว่า จะเห็นผล อย่างคาดไม่ถึง

Tuesday, April 7, 2009

17 เคล็ดไม่ลับปรับตัวรับซัมเมอร์

  1. ป้องกันอาการขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว
    หรือแบบปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ สมุนไพร เยอะๆ เพราะหน้าร้อน ร่างกายภายในจะมีอุณหภูมิสูง และขับเหงื่อออกมามาก จนอาจทำให้คุณช็อกหมดสติ

  2. หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด
    เพราะอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วจนไม่สบาย

  3. ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก
    ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้

  4. อย่างดอาหารเช้า
    เพราะร่างกายต้องการอาหารเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของทอด ของมัน

  5. หญิงตั้งครรภ์ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
    เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป

  6. คนสูงอายุมักมีระบบย่อยที่ไม่ดี
    และคนที่มีม้ามบกพร่อง ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไปจะเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย ทำให้ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน

  7. เลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb
    เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier

  8. หากผิวแสบร้อนจากการโดนแดด บรรเทาได้ด้วยการกินยาแอสไพริน
    แล้วแช่ตัวในอ่างน้ำอุณหภูมิห้อง ผสม Bath Oil จากนั้นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ และหลีกเลี่ยงแดดในวันถัดไป

  9. ทำสเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียมอย่างง่ายๆ ด้วย น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์
    ใส่เอสเซนเชียลออยล์กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มินต์ 2 หยด และสเปียร์มินต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ในขวดสเปรย์ พกติดตัวและฉีดพรมเมื่อมีอาการ

  10. เลือกเครื่องสำอางแบบครีม
    ที่มีเนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามันปัดทับด้วยบรอนเซอร์หรือแป้งฝุ่น

  11. ควรเลือกใส่เสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย
    ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้ายธรรมชาติ ที่หลวมกระชับตัว

  12. หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้น้ำตาลสูง
    อย่างอาหารจำพวกแป้ง คาร์โบไฮเดรต และผลไม้รสหวานจัด เพื่อควบคุม ระดับพลังงานที่มากเกินไปจนส่งผลต่ออุณหภูมิสูงจากภายในของร่างกาย

  13. ป้องกันแมลงกัดต่อยซึ่งมีชุกชุมในฤดูร้อน
    ด้วยการเลือกทาผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากพืชสมุน ไพรธรรมชาติ

  14. เลือกแว่นกันแดดขนาดใหญ่ที่ให้การปกปิดมิดชิด
    กระชับใบหน้า เพื่อป้องกันรังสียูวีบีจากการเกิดต้อกระจกในดวงตา และผิวไหม้เกรียม ริ้วรอยรอบดวงตา

  15. อย่าเข้าใจผิดว่ายิ่งเข้มยิ่งดี
    สีของเลนส์ในแว่นกันแดดไม่ได้ช่วยในการปกป้องรังสี เพราะประสิทธิภาพสำคัญเกิดจากสารเคมีที่เคลือบเพื่อสะท้อนรังสี

  16. คอนแทคเลนส์ไม่ช่วยอะไร
    โดยเฉพาะรุ่นที่เคลมว่าสามารถดูดซับรังสีได้ เพราะอย่างไรก็ด้อยประสิทธิภาพกว่าแว่นกันแดด ดังนั้นจึงไม่อาจใช้แทนกันได้

  17. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด
    ที่น่าเลือกมากที่สุดในปัจจุบัน ควรมีคุณสมบัติบางเบา ซึมซาบไว ติดทนนาน และมีส่วนผสมของสารประกอบจากไทเทเนียม หรือซิงค์ออกไซด์
ที่มา FW Mail


6 วิธี เสริมภูมิ...ต้านโรค

  1. ลดความเครียด อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด

  2. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนไม่พอนั้นมีผล ลดการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%

  3. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

  4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรง แล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดทำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี และเม็ดเลือดขาว เดินทางไปทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่บริเวณอวัยวะต่างๆ ได้เร็วขึ้น

  5. รับประทานอาหารให้ครบถ้วน เพียงพอตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารเสริมภูมิต้านทาน อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุบางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอันเป็นตัวการก่อมะเร็งได้อีกด้วย
    เบต้าแคโรทีน มีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้มจัด หรือผักใบเขียวจัด เช่น ผักบุ้ง ฟักทอง แครอท มะละกอ มะม่วงสุก มะเขือเทศ

    วิตามินซี พบใน ผักใบเขียวต่างๆ และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขาม

    วิตามินอี พบใน น้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว งา ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว

    วิตามินบี พบใน ผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆ ตับ ไข่ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ

    ซีลีเนียม พบใน อาหารทะเล ตับ ไต เนื้อสัตว์ กระเทียม ไข่ และธัญพืช

    สังกะสี พบใน เนื้อวัว นม และถั่วต่างๆ

    กระเทียม เป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ในกระเทียมจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

    กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการ สร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี พบมากในปลาทะเล เช่น แซลมอน หรือทูน่า และธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดปอ รวมทั้งพืชผักใบเขียว โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์แลคโตแบคทีเรีย (lactobacteria) เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส (Lactobacillue acidophilus) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะยับยั้งการเกิดจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยอาหาร เช่น แบคทีเรีย รา หรือยีสต์ รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี ให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงอาหาร หรือพฤติกรรมที่ส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง เช่น เลี่ยงการกินอาหารหวานจัด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว และควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป
ที่มา FW Mail


อันตรายของคนทานรสหวาน

ทานอาหารรสหวาน ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนี้
  1. ร่างกายสูญเสียวิตามินบีเพื่อเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ นานเข้าทำให้สมองมึนงง หงุดหงิดง่าย
  2. ตับอ่อนจะได้รับการกระตุ้นอยู่เรื่อย ๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
  3. แคลอรีที่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและไตรกลีเซอไรด์สูง มีผลไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อัมพาต
  4. น้ำตาลที่เหลือในเซลล์จะถูกเปลี่ยนเป็นอัลดีไฮด์ มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์ร่างกายเสื่อมเร็ว
รู้อย่างนี้แล้ว คนที่ชอบทานหวาน ก็ควรทานให้น้อยลง เพื่อสุขภาพที่ดี.

ที่มา FW Mail



,

ดูแล และ ทำความสะอาดผิวด้วย "ขมิ้นสด"



ขมิ้นเป็นสมุนไพรธรรมชาติ นอกจากจะนำมาปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถทำให้สวยได้อีกด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีทำมาฝากกัน...

ส่วนผสม
  • ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
  • ดินสอพอง 2-3 เม็ด
  • มะนาว 1 ผล
วิธีทำ
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาวจนละเอียด รวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้น และเหนียว นำมาพอกกับหน้าที่สะอาดก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้

ถ้าใครอยากมีผิวหน้าที่ดูดี ก็อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

ที่มา FW Mail


Tuesday, March 3, 2009

ถั่วเหลือง อาหารมหัศจรรย์

คุณรู้หรือเปล่าว่าเจ้าเมล็ดเล็กๆ เหลืองๆ ที่ใครๆ เรียกกันว่า 'ถั่วเหลือง' เนี่ย มีคุณประโยชน์มากกว่าขนาดของมันหลายเท่านัก เพราะในถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งส่วนประกอบหลักๆ ในถั่วเหลือง คือ
  • โปรตีน : โปรตีนในถั่วเหลืองเป็นโปรตีนจากพืชเพียง ชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และมีกรด Amino Acid ที่สำคัญอยู่ถึง 9 ชนิด
  • ไขมัน : ในถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและมีวิตามินอีสูง ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fat) ร้อยละ 63 ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ร้อยละ 15 ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (Monounsaturated) ร้อยละ 24 และกรด Linoleic Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
นอกจากนี้ ในถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสาร อาหารอื่นๆ อีกมาก ทั้งคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12, ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E แถมยังมีเลซิทิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รับรองกินแล้วไม่อ้วน! แน่นอน ไม่เพียงแต่ถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพแล้ว มันยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูสภาพผิวและคืนความกระจ่างใสให้กับใบหน้าด้วย เพราะในถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติที่พบได้ในพืช แต่มีคุณสมบัติที่คล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจน ช่วยในเรื่องของสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ รวมถึงโรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพดีและผิวสวยใสปราศจากรอยหมองคล้ำแล้วละก็ ลองหันมาทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองดูสิ เพราะนอกจากจะไม่มีน้ำตาลแล็กโทสแล้ว ยังมีวิตามิน B1 ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี แต่ขอแนะนำอีกนิดว่า หากอยากจะดื่มนมถั่วเหลืองให้ได้คุณค่าสูงสุดนั้น ควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว และควรจะทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงควบคู่กันไปด้วย เช่น ผักใบเขียว หรือปลาทอดกรอบ เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง

Thursday, February 12, 2009

ขับถ่ายทุกเช้าช่วยลดกลิ่นกายได้

ใครทราบบ้างว่า การขับถ่ายทุกเช้า สามารถลดกลิ่นกายได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

กลิ่นกายเกิดจากการปรับฮอร์โมนเพศในร่างกาย โดยเริ่มเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เช่นเดียวกับการมีประจำเดือนของ เด็กผู้หญิง หรือเสียงแตกของเด็กผู้ชาย และการที่เด็ก ๆ มักไม่ค่อยได้กลิ่นตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าประสาทรับรู้กลิ่นนั้นอ่อนล้าง่าย ไม่ว่าจะหอมหรือเหม็น เมื่อดมนานเข้าก็จะไม่รับรู้กลิ่นเดิม กลิ่นตัวจึงมีลักษณะดมติดเป็นนิสัย คนอื่นรู้สึก แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึก

ช่วงเวลาตี 5-7 โมงเช้า เป็นเวลาทำงานของลำไส้ใหญ่ ถ้าใครยังไม่ขับถ่าย ปล่อยปละจนเวลาเลยมาถึงช่วง 9 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก ของเสียจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออกจะถูกบีบตัวผ่านลำไส้เล็กกลับมาถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งอุจจาระเก่าจะมีแก๊สที่เสียแล้วเกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายที่มีความร้อน 37 องศาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด

ผลที่ตามมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงถึงบ่าย อาจรู้สึกง่วงนอนเพราะเลือดที่ไม่สะอาดเมื่อไหลไปเลี้ยงหัวใจก็จะทำให้อ่อนล้าไม่สดชื่น นอกจากนี้การที่เลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับของเสียออกทางผิวหนังและลมหายใจทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นปากโดยไม่รู้ตัว

การที่ไม่ค่อยขับถ่ายตอนเช้าหลายวัน บางครั้งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและเกิดอาการท้องอืดได้ ที่น่ากลัว ใครที่ละเลยการขับถ่ายในช่วงเช้าเป็นเวลาหลาย ๆ ปี เมื่อแก่ตัวความจำก็จะเสื่อมเร็วกว่าปกติอีกด้วย
วิธีแก้
คือ ใครที่ไม่ค่อยถ่ายในช่วงเช้า ให้กินข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 07.00-09.00 น. แต่ถ้ากินข้าวเช้าแล้วยังไม่ค่อยขับถ่าย ก็ให้กินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่ไปในตัว
รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมขับถ่ายให้เป็นเวลา จะได้มีสุขภาพที่ดี.

ที่มา : เดลินิวส์


Monday, February 2, 2009

เคล็ดลับชะลอความแก่ แบบสาวญี่ปุ่น

สาวญี่ปุ่นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาหุ่นให้ดูดีผอมเพรียว และนั่นเป็นความพยายามที่ไม่สูญเปล่า ว่ากันว่าถ้าคุณทานอาหารญี่ปุ่นทุกวัน ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับร่างกายของคุณในไม่ชัา ทั้งนี้เพราะในอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ประกอบด้วยผัก และปลา ซึ่งมีไขมันต่ำมาก

องค์การอนามัยโลกระบุว่า สาวชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่า มีอายุยืนมากที่สุด และรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก หลายปีที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือต้องเข้าออก โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่น พวกเธอมีอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจต่ำ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญเป็นเพราะอาหาร การกินและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น

เริ่มต้นเคล็ดลับแบบโตเกียวได้เสียแต่บัดนี้
  1. การนำเสนอเป็นกุญแจสำคัญ เสิร์ฟอาหารแต่พอประมาณบนจานสวยๆ ใบเล็กๆ จะช่วยให้คุณประทับใจกับอาหาร ผู้หญิงญี่ปุ่นยังยึดสุภาษิตที่ว่า "ฮาราฮาชิ บันเม" ซึ่งหมายถึงทานให้อิ่มแค่ 80%

  2. เน้นปลา ผัก ข้าว ถั่วเหลือง และผลไม้ คิดถึงผักเป็นอาหารจานหลัก ไม่ใช่แค่เครื่องเคียง

  3. ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ข้าวกล้อง งดขนมปังขาว มัฟฟิน หรือขนมปังโรลต่างๆ

  4. ใช้น้ำมันเรพสีดออยส์(rapeseed oil) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร เป็นน้ำมันปรุงอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของชาวญี่ปุ่น

  5. เปลี่ยนจากชาดั้งเดิมมาเป็นชาเขียว จากการศึกษาพบว่า ชาเขียวมีเคทชินโพลิฟีนอลส์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่ นอกจากนี้ชาเขียวยังอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนต์ ซึ่งช่วยชะลอความแก่...ดื่มซะ

  6. เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง รูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นมักไม่หยุดนิ่ง พวกเขาออกกำลังอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ปั่นจักรยาน
ที่มา FW Mail




,

Sunday, February 1, 2009

ผิวของคุณเป็นแบบไหน

ก่อนที่จะเริ่มดูแลรักษาผิวพรรณให้ดูมีสุขภาพดี สิ่งแรกก็คือ ทำความรู้จักกับสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะจะได้บำรุงผิวได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำตอบหาได้ง่ายๆ แค่บอกว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เมื่ออ่านแบบทดสอบข้างล่างนี้
  1. ผิวของคุณแลดูหมองคล้ำหรือบางทีก็แห้งเป็นสะเก็ด
  2. ผิวของคุณดูมันวาว เวลาจับจะรู้สึกลื่นๆ
  3. บางครั้งก็รู้สึกคันที่ผิว บางทีก็รู้สึกตึง
  4. เวลาส่องกระจกทำไมรูขุมขนมันกว้าง แถมยังมีจุดดำสิวอุดตันและมีสิวปกติด้วย
  5. ผิวเกิดอาการง่าย ถ้าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ สารเคมี น้ำหอม และสีสังเคราะห์
  6. มีคนชมว่า ผิวดี ดูมีน้ำมีนวล พอเอามือกดๆ ก็จะเด้งกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ
  7. บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางจะรู้สึกมัน แต่ถ้าเป็นผิวบริเวณรอบๆ แก้ม ตา และปาก กลับดูปกติหรือไม่ก็แห้งไปเลย
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือ 3 แสดงว่า เป็นคนผิวแห้งเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมันเพื่อช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล และไม่แห้งกร้าน
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 2 หรือ 4 แสดงว่า เป็นคนผิวมันผิวแบบนี้จะแลดูอ่อนเยาว์และอ่อนนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่อย่าเพิ่งดีใจมากไป เพราะถ้าหากคุณไม่ดูแลรักษาผิวเป็นอย่างดีแล้ว สิวอาจถามหาคุณได้ง่ายๆ วิธีบำรุงผิวควรทำการอบไอน้ำผิวด้วยทรีเมนต์อโรมา หรือจะหาโอกาส มาสก์หน้าด้วยดิน (Clay Mask) ก็ได้
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 5 แสดงว่า เป็นคนผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์และทรีตเมนต์ที่สกัดมาจากธรรมชาติหรือมีความอ่อนโยนมากๆ
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 6 แสดงว่า เป็นคนผิวธรรมดาเพียงแค่ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ โดยใช้โทเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มาจากธรรมชาติก็เพียงพอ
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 7 แสดงว่า เป็นคนผิวผสมนอกจากการบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ทริคง่ายๆ ก็คือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วนของใบหน้า และไม่ต้องแปลกใจไปหากตัวเองจะมีมอยส์เจอไรเซอร์ที่แตกต่างกัน 2-3 ชนิดสำหรับการดูแลผิวหน้าในครั้งเดียว


Thursday, January 1, 2009

โรคบูลีเมีย... ค่านิยมผิดๆ หรือโรคจิตกันแน่ !

โรคบูลีเมีย... ค่านิยมผิดๆ หรือโรคจิตกันแน่ !
รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล


อ้วน อ้วน อ้วน ....
คำสั้นๆ คำนี้ค่อนข้างทรงอิทธิพลป่วนคุณภาพชีวิตคนยุคนี้ไม่น้อยเลย

โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะกังวลกับรูปร่างและน้ำหนักของตัวเองเกินจริง แม้กระทั่งจะเปรียบเทียบกับตารางดัชนีมวลกายแล้วยังอยู่ต่ำกว่า 22.9 หรือเรียกว่ายังมีหุ่นได้มาตรฐานอยู่แล้วก็ตาม เธอเหล่านั้นก็ยังมักจะคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ดี

ความอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และมีข่าวครึกโครมหลายเรื่องเกี่ยวกับอันตรายจากการลดความอ้วน โดยวิธีที่ไม่ถูกต้องสำหรับผู้ที่อ้วนจริงการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากความอ้วน แต่ควรที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกวิธีการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและได้ผลยาวนาน

ในขณะที่มีการรณรงค์ให้ลดน้ำหนักเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อิทธิพลของสื่อโฆษณาวิธีการและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นภาพลักษณ์ของผู้หญิงผอมมีหุ่นแบบบางเป็นแบบอย่าง สร้างแรงจูงใจให้ผู้หญิงทั่วไปอยากมีหุ่นบางเหมือนนางแบบเหล่านั้นบ้าง กลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งไปในที่สุดทั้งที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็น

ค่านิยมอยากผอมบางนี้ทำให้เกิด "โรคกลัวอ้วน" ที่มีชื่อ ภาษาอังกฤษว่า "บูลีเบีย (Bulemia)" ในหมู่ของผู้หญิงสาวที่ไม่ได้อ้วนจริง แต่มีความประสงค์จะทำให้ตัวเองผอมให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นอย่างมาก

โรคบูลีเมีย เกิดจากการสร้างนิสัยผิดๆ ให้กับตนเอง เป็นความผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งแสดงอาการโดยรับประทานอาหารอย่างมากมายหลังจากที่กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน ในบางรายอาจใช้ยาถ่ายช่วยให้ตัวเองมีน้ำหนักลดลง หรือใช้วิธีการลดน้ำหนักที่ผิดวิธีอื่นๆ เมื่อผู้ที่เป็นโรคนี้รับประทานอาหารมากเกินไปจะควบคุมตัวเองไม่ได้เลย และจะพยายามทุกวิถีทางที่ขจัดเอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกโดยการอาเจียน หรือใช้วิธีอดอาหารและออกกำลังกายอย่างหนักมาก ความกดดันทางอารมณ์ที่ตนเองมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะกลับส่งผลให้รับประทานอาหารมากมายผิดปกติเป็นวัฎจักรเลวร้ายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคบูลีเมีย ไม่พบว่ามีองค์ประกอบประการใดที่เป็นสาเหตุอย่างแน่ชัด ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมเศร้า เครียด หรือรู้สึกกังวลกับน้ำหนักตัวหรือรูปร่างของตนเองเกินขอบเขต ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างผอมมาก แต่ยังคิดว่าตัวเองหนักหรือมีไขมันส่วนเกินมากเกินไปจนทนตัวเองไม่ได้ จากประสบการณ์ที่พบผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทย มักจะพบในผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี หน้าตาดี และมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการมักจะมาจากถูกคนใกล้ชิดล้อเลียนหรือใช้ถ้อยคำเหน็บแนมเกี่ยวกับรูปร่าง ยังไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติอย่างชัดเจนว่ามีผู้เป็นโรคนี้มากน้อยเท่าใด แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก

5 ลักษณะอาการที่ชี้ชัดว่าเป็นโรคบูลีเมีย
  1. รับประทานอาหารมากเป็นระยะ โดยทั่วไปจะรับประทานบ่อยกว่า 2 ชั่วโมง และรับประทานครั้งละมากๆ
  2. ควบคุมตนเองไม่ได้เลยเกี่ยวกับการควบคุมอาหาร
  3. ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้น เช่นการล้วงคอให้อาเจียน ใช้ยาระบายในปริมาณเกินควร เป็นต้น
  4. มีความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินพอดี
  5. มีอาการผิดปกติในการรับประทานอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป หมายถึง เมื่อรับประทานอาหารแล้วอาเจียนโดยอัตโนมัติ
คุณจะเห็นว่าเมื่อเกิดค่านิยมที่อยากมีหุ่นผอมบางแล้วเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารแล้วล้วงคอให้อาเจียนนี้วิธีการที่ผิดอย่างมาก เพราะจะสร้างนิสัยที่เคยชินให้กับระบบของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายคุณไม่ยอมรับอาหารและกลายเป็นโรคขาดอาหารไปในที่สุด อีกทั้งยังฉุดคุณภาพชีวิตคุณเองให้จมอยู่กับกิจกรรมสองอย่างนี้ด้วย

โรคบูลีเมียจึงเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างงรุนแรง จนทำให้รู้สึกด้อยค่าในที่สุด เมื่ออาเจียนเป็นเนืองนิตย์ก็จะทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จนอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ การใช้นิ้วมือล้วงคอให้อาเจียน อาจทำให้เกิดแผลหรือเนื้อเยื่อทะลุในทางเดินอาหาร หรืออย่างการใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความผิดปกติของประจำเดือนและสุขภาพทรุดโทรมลงได้

การแลกมาเพื่อหุ่นผอมบางกับอาการทรมานร่างกายต่างๆ เหล่านี้ไม่คุ้มค่ากันเลย ในที่สุดก็ต้องหันมาพึ่งพาการรักษากับคุณหมอเป็นทางออกสุดท้ายเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ซึ่งการรักษาโรคบูลีเมียมีด้วยกัน 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
  • การใช้ยาระงับอาการซึมเศร้า และการบำบัดทางจิตวิทยา แต่ผลของการรักษายังไม่ดีนัก
  • การนำเอาหลักการปรับพฤติกรรมและให้ความรู้ทางโภชนาการอย่างเหมาะสม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น แต่วิธีที่ดีที่สุด คือการปรับมุมมองของตนเอง (Self Image) ให้เหมาะสม
เนื่องจากโรคบูลีเมีย เป็นปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างใหม่ของประเทศไทย หากคุณมีบุตรหลานที่มีอาการบูลีเมียควรหาทางนำมาปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด และเพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ ไม่ควรที่จะสร้างปมด้อยให้กับผู้อื่นในเรื่องของรูปร่างและน้ำหนักตัว เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดโรคร้ายแรงนี้ด้วย อีกทั้งยังไม่ควรริอ่านที่จะใช้วิธีล้วงคอให้อาเจียน หรือใช้ยาระบาย เพื่อหวังผลในการลดน้ำหนักโดยเด็ดขาดครับ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

โรคยากที่สุด เกี่ยวกับท้อง

ล่าสุดของกิจกรรมชีวจิตก็คือ คอร์สสุขภาพที่จัดให้สมาชิกเสร็จมาหมาดๆ คือ คอร์สสุขภาพที่จัดที่กาญจนบุรีเสร็จไปแล้วเดี๋ยวนี้เอง (วันอาทิตย์ ที่ 2 มี.ค.) ในคอร์สนี้มีปัญหาเรื่องโรคของท้องมาเป็น อันดับ 1 มีตั้งแต่โรคที่ร้ายแรงมากที่สุด คือ มะเร็งในช่องท้อง (ตับ, ลำไส้ใหญ่, กระเพาะ, ลำไส้เล็ก, มดลูก, รังไข่)

และโรคใหม่ซึ่งว่ากันที่จริงเป็นโรคเก่าก็คือโรค IBS ซึ่งย่อมาจาก IRRITABLE BOWEL SYNDROME เดี๋ยวนี้กลายเป็นโรคฮิตสำหรับหนุ่มๆสาวๆ สมัยใหม่ ที่มาหาผมเพื่อจะปรึกษาหารือก็เยอะ หรือฟังที่เขาคุยกันระหว่างเพื่อนฝูงก็พูดถึงโรคนี้กันเยอะ

เวลาที่ใครบอกชื่อโรค IBS นี้ออกมา คนฟังทั่วๆ ไปมักจะทำหน้าฉงน หลายคนทำหน้าตกใจ (เพราะไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจว่าโรคนี้คืออะไร?) IRRITABLE คำนี้ถ้ามาใช้ในด้านการแพทย์ แปลว่าทำให้ระคายเคืองหรือเกิดการอักเสบ BOWEL ก็แปลว่า ท้องไส้ และ SYNDROME ก็แปลว่ากลุ่มอาการต่างๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน

IRRITABLE BOWEL SYNDROME แปลว่า โรคของกลุ่มอาการต่างๆ เกี่ยวกับการทำให้ท้องไส้เกิดการระคายเคือง หรือเกิดการอักเสบ

ฟังแล้วก็ยังคงงงๆ อยู่ว่ามันเป็นโรคอะไรกันแน่ ที่ยังงงๆ อยู่ก็เพราะโรคนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นโรคใหม่ เมื่อประมาณเกือบ 15 ปีมาแล้วไม่มีใครรู้จัก และไม่มีใครได้ยินชื่อ

ที่เริ่มรู้จักกันขึ้นมาก็เพราะมีหมอสองคน คือ ลินน์ ฟรีดแมน ได้ไปเสนอเรื่องใน วารสารการแพทย์ นิวอิงค์แลนด์ เจอร์นัลด์ ออฟเมดิซิน เมื่อปี 1993 และหมออีกคนหนึ่ง เมเยอร์ เกดฮาร์ท เสนอในวารสารการแพทย์แกสโทร เอนเทอโรโลจี่ เมื่อปี 1994

วารสารการแพทย์ทั้งสองฉบับนี้ ถือว่าเป็นวารสารสำคัญระดับโลก แพทย์และผู้เกี่ยวข้องทางการแพทย์ทั่วโลกยกย่องให้เป็นวารสารแบบตำราวิชาการของโลกซึ่งเชื่อถือได้ 100% เต็ม

โรค IBS ก็เลยเป็นโรคที่วงการแพทย์เอ่ยถึง และชอบนำมาใช้ในการวินิจฉัย ให้ชื่อโรคว่า IBS มาเป็นเวลาเกือบ 15 ปีแล้ว และโดยเหตุที่ชื่อโรค IBS นี้เป็นชื่อของอาการรวมของอาการต่างๆ หลายรายการ จึงเป็นการยากที่จะวินิจฉัยแบบฟันธงลงไปว่า "คุณเป็นโรคนั้น โรคนี้........" ดังนั้นเมื่อมาถึงการรักษา จึงเป็นการยากสำหรับแพทย์ที่จะสั่งยาตัวนั้นตัวนี้โดยเฉพาะเพื่อแก้โรค IBS นี้ เมื่อเป็นโรคเกี่ยวกับอาการรวม ยาที่ให้ก็ต้องมียาแบบยารวม คือยาหลายๆ ตัวสำหรับแก้อาการหลายๆ อาการ

ต่อไปนี้ขออ้างอิงถึงศาสตราจารย์จุง เอายัง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะแพทย์โรคภายในช่องท้อง แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์มิชิแกน แอนอาเบอร์ ซึ่งถือกันว่าเป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญโรค IBS

ที่น่าสนใจเกี่ยวกับศาสตราจารย์เอายังผู้นี้ก็คือ ท่านเป็นคนจีน (เข้าใจว่าจากสิงคโปร์) แต่ก็สามารถไปทำงานเป็นหัวหน้าแผนกของแพทย์ฝรั่งอีกหลายๆ คน

"ข้อน่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ โรคเกี่ยวแก่ช่องท้องและระบบการย่อยนี้ ชาวเอเชียป่วยกันมากเหลือเกิน" เป็นไปได้ไหมว่าอาหารของชาวเอเชียนั้นค่อนข้างจะหลากหลาย และมีรสจัดผสมกับความเครียดซึ่งเกิดจากสิ่งแวดล้อมและความแออัดของประชากร ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว โรคเกี่ยวกับช่องท้องจึงมีมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย

ศาสตราจารย์เอายัง ระบุไว้ว่า IBS นี้จะเป็นโรคในกลุ่มคนอายุวัยหนุ่มสาวและกลางคน ส่วนผู้สูงอายุนั้นไม่ค่อยจะเป็น ถ้าหากจะมีอาการอย่างหนึ่งในอาการรวมของ IBS ก็คืออาการที่ลำไส้หรือบางส่วนของระบบย่อยมีถุงหรือกระพุ้งเล็กๆ และเมื่อมีเศษอาหารติดอยู่ในถุงเหล่านี้ก็เกิดการบูด หรือการอักเสบขึ้นมา ทำให้เกิดการอักเสบ หรือมีลมและแก๊สแน่นในช่องท้อง (DIVERTICULAR DISEASE)

ตามสถิติได้ระบุไว้ว่าผู้หญิงจะเป็นโรค IBS ได้ง่ายและมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า อาการที่เป็นประกอบไปด้วยการปวดท้อง สลับไปกับอาการท้องเสียหรือท้องผูก

ศาสตราจารย์เอายังได้ระบุอาการสำคัญๆของ IBS ไว้ 3 กลุ่มคือ
  1. อาการปวดท้อง การปวดท้องของ IBS นี้ บริเวณที่ปวดจะมีหลายแห่ง ที่เป็นมากที่สุดคือบริเวณส่วนกลางล่างต่ำกว่าสะดือ (HYPOGASTRUM) และรองลงมาก็คือบริเวณด้านขวาและด้านซ้าย อยู่ต่ำกว่าระดับสะดือประมาณ 2-3 นิ้ว

  2. ช่วงเวลาถ่ายอุจจาระผิดปกติ ตามปกติแล้วผู้ที่ไม่ได้ป่วย IBS จะถ่ายตรงตามเวลา เช่น บางคนถ่ายตอนเช้า บางคนถ่ายตอนเย็น แต่ผู้ที่ป่วยเป็น IBS นี้ เวลาประจำของการถ่ายตามปกติจะเปลี่ยนไป บางคนเกิดอาการท้องผูกกะทันหัน ผู้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาถ่ายและเกิดท้องผูกขึ้นมานี้ บางคนท้องผูกเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือนก็เคยพบ สำหรับอาการท้องผูกเป็นเดือนนี้ขอเตือนว่าต้องพบแพทย์ด่วน และที่ค่อนข้างแปลกเกี่ยวกับการท้องผูกนี้ก็คือ อยู่ๆ อาการท้องผูกก็หายไปเอง แต่กลับกลายเป็นท้องเสียหรือท้องเดินได้ก็มี

  3. เกิดลมในช่องท้องและมีการผายลมมากผิดปกติ เคยได้พบว่าคนไข้ IBS ท้องอืด ท้องมีแก๊สมาก พุงมักจะโตจนน่าเกลียด

  4. เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่องท้องด้านบน ช่องท้องด้านบนในที่นี้หมายถึงด้านบนเหนือสะดือ และอยู่ในระหว่างยอดอกต่ำลงมาถึงสะดือ อาการที่เป็นก็เช่น แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (DYSPEPSIA) อาการแสบท้อง อาการคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน และเบื่ออาหาร

  5. มีอาการแปลกๆ อื่นๆ ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเรื่องท้องเลย ที่ว่าอาการแปลกๆ นี้ ศาสตราจารย์เอายังท่านบอกว่าเป็นอาการ ที่เดาไม่ได้ว่าเพราะอะไร เช่น อาการเซื่องซึม หงุดหงิด แถมต่อด้วยอาการทางร่างกาย คือ ผสมกันกับการถ่ายบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับท้องเสียหรือท้องเดิน
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็พอจะมองเห็นว่าเรื่องของอารมณ์หรือเรื่องเกี่ยวกับทางจิตใจย่อมเข้ามาเกี่ยวด้วย ก็เลยจำเป็นต้องคุยกันยาวอีกแล้ว ที่น่าสนใจในบทต่อๆ ไปก็คือ IBS นี้ดูเหมือนจะเกี่ยวกับอาการของโรคในช่องท้องอีกหลายโรค เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วอาจจะเป็นโรคเดียวกันหมด จึงจำเป็นที่จะต้องพูดกันต่อให้ละเอียดและที่สำคัญที่สุดก็คือ แม้ว่าจะดูว่าเป็นโรคเล็กน้อยแต่ก็อาจจะกลายเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิตได้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพูดกันต่อไปโดยละเอียด

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ




, ,

Wednesday, December 31, 2008

สัญญาณเตือนเมื่อโภชนาการชำรุด

สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสม ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมาฝากกัน
  1. ผิวหนังมีปัญหา เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้

  2. ผมไม่เงางาม ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการ ออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน

  3. ท้องผูก เป็น อาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย

  4. ผายลมบ่อย (ตด...เหม็น) แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าผลีผลามเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม

  5. ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ อย่า เพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ กิน ปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ

  6. สเปิร์มน้อยลงไปมาก ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน

  7. หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปก ติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียมหรือโปแตสเซียม สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ

  8. ปวดเหงือก ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของ คุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน

  9. กระดูกแตก ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี)

  10. ขี้ลืม อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
ที่มา FW Mail