Friday, June 5, 2009

SEX ผู้หญิงต้องการ ... แบบไหน?

กล่าวกันว่า กามารมณ์เป็นสีสันของความรัก เป็นการบอกรักซึ่งกันและกันอย่างเรียบง่าย โดยที่ไม่ต้องอาศัยคำพูด เป็นการเคลื่อนไหวทางกายที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ด้วยอารมณ์พิศวาส เป็นเสน่หาที่มีต่อกัน  เป็นการลงนาวารักลำเดียวกัน ช่วยกันโล้ช่วยกันพาย เพื่อที่จะข้ามมหานทีแห่งความปรารถนาไปยังฝั่งฝันร่วมกัน และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสุขสมแล้ว ก็จะเกิดความผูกพันความเข้าใจ อันเป็นสายใยแห่งความรักที่มั่นคง เป็นการลงรากฐานแห่งความรักในรูปแบบหนึ่ง... ที่สามารถทำได้ ถ้าเข้าใจกัน การร่วมรักที่มีความสุขสมหวัง จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ รู้เขารู้เรา... รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แม้ว่าการจะเม็คเลิฟกัน ไม่ใช่การรบราฆ่าฟัน แต่ก็เป็นการพันตูกันในสนามรักอีกรูปแบบหนึ่ง

ผู้ชายที่เข้าใจในความต้องการของผู้หญิงจะสามารถให้ความสุขแก่เธอ และเมื่อเธอมีความสุขแล้ว เธอย่อมสนองตอบชายคนรักของเธอให้มีความสุขสม เป็นเท่าทวีคูณ

มาดูกันซิว่า เธออยากจะให้ทำรักกับเธออย่างไร ??

..." ดิฉันชอบมีแบบนั้นกับเขาบนเตียงในห้องนอนที่ปิดไฟมืดสนิท มันเป็นเรื่องของเราสองคน และดิฉันก็อายที่จะเห็นภาพอะไรที่เรากำลังทำกันอยู่ แต่ชอบการเคลื่อนไหวในที่มืดๆ นะคะ เพราะมันให้อารมณ์และการคาดเดาไปต่างๆ นาๆ " ...

..." ดิฉันจะมีอารมณ์เฉพาะกับสามีเท่านั้นละคะ และอารมณ์จะเกิดขึ้นเวลาที่เขามีอารมณ์ พอเขาเดินเข้ามาในบ้านและดิฉันเห็นส่วนกลางลำตัวของเขาแข็งขันขึ้นมานะคะ ดิฉันจะมีอารมณ์จนอยากจะวิ่งเข้าไปฉุดเขาขึ้นเตียงทีเดียวละค่ะ เวลาผู้ชายมีอารมณ์กับภรรยานี่น่ารักนะคะ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว "...

..." อยากให้เขากอดรัดเราให้แน่นๆ ประเล้าประโลมเราให้มากกว่านี้ ไม่ใช่เจอกันทีไรก็จ้องแต่จะฟันส่วนนั้นเท่านั้น แต่มีแฟนมาหลายคนแล้วนะคะ ไม่เข้าท่าเข้าทางสักคนเลยค่ะ จ้องแต่จะจัดการส่วนนั้นอย่างเดียว และก็ทำแปล๊บเดียวจอดแล้ว ช่วยตัวเองเสียยังมีความสุขกว่า นี่ต้องช่วยตัวเองทุกทีนะคะ เวลามีอะไรกับแฟน "...

" ทำไมแฟนๆ ของหนูชอบอยู่ข้างบนอย่างเดียวเลย แล้วแฟนหนูนะคะตัวหนักจริงๆ ถ้าไม่บอกให้เปลี่ยนท่าทางบ้างก็จะทำแบบเดิมทุกที แถมเวลาสำเร็จเสร็จสมอารมณ์หมายแล้ว ก็นอนกรนครอกๆ น่ารำคาญจะตาย อยากให้เขาทำอย่างอื่นบ้างจะได้ไม่น่าเบื่อ "

..." เขาก็พยายามจะเล้าโลมนะคะ คิดหาเทคนิคใหม่ๆ มาเรื่อยๆ พอดูหนังหรือวิดีโอมา ก็หาทางมาใช้กับแฟน ดีเหมือนกันล่ะ แปลกใหม่ดี แต่ที่ชอบมากก็เวลาที่เขาจูบค่ะ คือเขาจูบได้ดูดดื่มจริงๆ เวลามองตาเขาตอนที่จูบกันนั้น เหมือนขึ้นสวรรค์เลยค่ะ ส่วนเรื่องนั้นก็งั้นๆ ละคะ เพราะเขาแก่กว่าดิฉันมาก ทำไม่นานก็เรียบร้อยแล้ว ที่จริงไม่เคยรู้หรอกค่ะ ว่าที่เขาว่าจุดสุดยอดน่ะเป็นอย่างไร เพราะตอนสาวๆ ก็ไม่เคยช่วยตัวเอง และก็ไม่ได้สนใจจะถึงจุดสุดยอดด้วย ขอแค่เขารักเราและเราสามารถทำให้เขามีความสุขก็พอแล้ว "...

..." ชอบเขามาก ตอนที่เขาถึงจุดสุดยอดค่ะ เขากอดแน่นเลย แล้วบอกว่า รักคุณจริงๆ ผมมีความสุขมากเลย ขอบคุณที่รักผมและทำให้ผมมีความสุข เขาพูดแบบนี้ทุกครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเป็นของกันและกันแล้ว ไม่เบื่อหรอกค่ะ เพราะทำให้มั่นใจว่าเขามีเราเท่านั้นเอง ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะมีอะไรกับเขาเลยนะคะ จริงๆ นะคะเวลาเขาบอกว่า มีความสุขเพราะเรา และรู้ว่าเราให้ความสุขแก่เขาได้ ก็ภูมิใจแล้วค่ะที่เป็นภรรยาเขา "...

..." เขาเป็นคนสุภาพมากเลยค่ะ เล้าโลมแต่เบามือ ทีละจุดๆ กว่าจะใช้ส่วนนั้นของเขา ดิฉันก็แทบละลายไปในมือ ในปากของเขาแล้วละค่ะ เขาทำรักด้วยปากเก่งจริงๆ ลิ้นของเขานุ่มมาก และให้สัมผัสที่ล้ำลึก เวลาที่สัมผัสกับซอกหลืบจุดซ่อนเร้นของดิฉัน มันทำให้ดิฉันถึงจุดสุดยอดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง บางครั้งควบคุมตนเองไม่ได้เลยจริงๆ และดูราวกับเขาจะรู้ว่า ดิฉันชอบออรัลเซ็กซ์ เลยทำให้ดิฉันทุกครั้ง "...

..." ชอบทำรักด้วยปากให้เขามากกว่าค่ะ เวลาที่ใช้ปากทำกับส่วนนั้นของเขา เราก็จะจินตนาการไปด้วยว่า เวลาของเขาอยู่ในของเราจะเป็นอย่างไร และเวลาที่เขาใกล้จะถึงในปากเรานะคะ บางครั้งก็ไปถึงดวงดาวพร้อมๆ กับเขา หลั่งในปากเราเลย "...

แล้วเธอไม่ชอบ...แบบไหน !!

..." ไม่ชอบให้เขาใช้นิ้วสอดเข้าไปข้างใน ส่วนนี้เลย เจ็บค่ะ ก็นิ้วออกจะแข็ง ไม่รู้ใส่เข้าไปทำไม ของดีๆ ก็ไม่ใช้ มาใช้นิ้วมือมันไม่ได้อารมณ์เลย แข็งกระด้าง ไม่หยุ่นและมีพลังเหมือนน้องชายเขาเลย ดีนะคะที่เขายอมฟัง แล้วเปลี่ยนบทรัก เลยทำให้มีความสุขขึ้นกว่าเก่า "...

..." เขาเป็นพวก "ควิกกี้" คือ หลั่งเร็วนะคะ แล้วก็ชอบอดใจไม่อยู่ เจอหน้าก็จ้องจะจัดการส่วนนั้นแบบเดียว บางทีขยับ 3 ครั้งก็เรียบร้อยแล้ว บางทียังไม่ได้เข้าไปภายในเลย แค่เอามือจับเท่านั้นก็หลั่งแล้ว คนอะไรไม่รู้ไม่มีน้ำอดน้ำทนเลย บอกกี่ทีแล้ว ว่าอย่าสูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ไม่เชื่อ "...

..." มาถึงนะคะ ก็จัดการขึ้นม้า รีบๆ ควบจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างเดียว ไม่สนใจจะเล้าโลมให้มีอารมณ์อะไรเลย "...

..." ทำทีงี้ น๊าน..นาน ไม่ยอมหลั่งซักที เบื่อจริงๆ ค่ะ ไม่รู้เอาแรงที่ไหนมาทำ ทำทีละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ระบมไปหมด บางครั้งชั่วโมงก็มีนะคะ บอกว่าพอก่อน ก็ดันทุรังจะไปถึงให้ได้ แต่เวลาที่เขาช่วยตัวเองนะคะ แปล๊บเดียวก็เรียบร้อย สงสัยเหมือนกันว่าเครื่องเคราของดิฉันเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ "...

..." ทำไปบ่นไป หาว่าของเราหลวมบ้างละ ไม่มีน้ำหล่อลื่นบ้างละ แล้วมาทำทำไมก็ไม่รู้ หาว่าเป็นของเก่าเก็บบ้างละ แหมคิดแล้วอยากจะเฉือนทิ้งให้เป็ดกินเสียรู้แล้วรู้รอดไป จะได้ไม่ต้องมาทำอะไรให้รำคาญใจอีก "...

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เธอไม่ชอบ... ทีหลังอย่าทำ

ถ้าเช่นนั้น... ทำอย่างไรดี เธอจึงจะชอบ ?
ปรมาจารย์ทางเพศทั้งหลายบอกว่า จงทำดังต่อไปนี้
  • ให้เวลาในการเล้าโลม จนเธอมีอารมณ์ก่อน จึงค่อยใช้อาวุธประจำกายพยายามหาจุดสัมผัสเสน่หา ที่เธอชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น เปลือกตา ริมฝีปาก ซอกคอ ซอกหู เนินอก ยอดทับทิม ท้องน้อยเหนือเนินสวรรค์ รวมทั้งปากประตูเข้าสวรรค์ ล้วนแล้วแต่เป็นจุดที่ต้องได้รับการสัมผัสก่อนที่จะล่วงล้ำเข้าไป
  • ออรัลเซ็กซ์ อาจจะเป็นที่โปรดปรานของเธอก็ได้ ถ้าเธอชอบ ทำให้เธอเถิดครับ อย่ารังเกียจ เพราะคุณจะให้ความหฤหรรษ์แก่เธออย่างเต็มที่... แต่ถามเธอเสียก่อน 
  • อย่าเร่งร้อน ควบม้ามากนัก ควรหยุดชมวิวข้างทางบ้าง อย่าเร่งไปจุดหมายปลายทางแต่อย่างเดียว และควรปรับเปลี่ยนท่วงท่าลีลารักบ้าง อย่าทำอะไรๆ เหมือนเดิม 
  • จำไว้ว่า กระบวนการร่วมรักประกอบด้วย การเล้าโลม การสวมสอดสัมผัสรัก และต้องจบท้ายด้วยการแสดงความรักในห้วงเวลาหลังความสุขสม อย่าลืม! บอกเธอทุกครั้งว่า รักเธอ...รักเธอ...และรักเธอ
และอย่าทำ... ดังต่อไปนี้
  • บ่นว่าอวัยวะส่วนนั้นของเธอ ไม่ว่าจะทักว่า ดำไปนะ หญ้ารกไปนะ กลิ่นไม่ค่อยดีกระมัง หลวมไปหน่อย ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่ทำให้เธอหมดอารมณ์แทบทั้งสิ้น
  • อย่าชวนทะเลาะ ก่อนที่จะมีกิจกรรมแห่งความรักใคร่ เพราะผู้หญิงนั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่อารมณ์ อารมณ์ดีเสียอย่าง อะไรต่อมิอะไรมันก็ดีไปหมด 
  • อย่าบังคับให้เธอทำแบบโน้นแบบนี้ที่เธอไม่อยากทำ ควรหากุศโลบายที่ชี้ชวนให้เธอเห็นดี เห็นงามไปด้วยจะดีกว่า และมีความสุขสมมากกว่า
  • วันไหนเธอไม่มีอารมณ์ ก็อย่ากวนใจเธอ !! จำไว้ว่า อดข้าวดอกนะเจ้าจะวางวาย...ไม่ตาย เพราะอดเสน่หา

รู้จักภาษากาย ในวันสีแดง!

ในวันนั้นของเดือน มีสารพัดอาการที่สำแดงเดชในช่วงฮอร์โมนแปรปรวน เขยิบเข้ามาอีกนิด เพราะวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่จะเกิดขึ้นให้ช่วงวันแดงเดือด อ่านแล้วคุณสาวๆจะได้ตั้งรับและหาวิธีป้องกันแก้ไขได้ทันใจ ไร้กังวล...

เรื่องเบสิกที่คุณผู้หญิงควรปฏิบัติก็คือ รักษาสุขภาพกายให้แข็งแรงเมื่อใกล้ถึงกำหนดวันมีประจำเดือน รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่และหมั่นออกกำลังกาย เพราะในช่วงวันนั้น ฮอร์โมนและแร่ธาตุต่างๆมักจะแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจไม่สดใสเต็มร้อยอย่างเคย ดังนั้นจึงควรเติมแมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี ธาตุเหล็ก วิตามินบี และวิตามินซีคืนให้กับร่างกายเพื่อปรับสมดุล

ปวดท้องเมื่อไหร่... มองหาวิตามินบี6
อาการที่พบบ่อยๆในสาวๆที่เผชิญภาวะวันแดงเดือด คือการปวดเกร็งที่ท้องน้อย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน(Prostaglandin) ที่กระตุ้นให้ผนังมดลูกบีบตัวเพื่อขับเลือดประจำเดือนออกจากร่างกาย เมื่อมีอาการปวดเกร็งอย่างนี้ คุณสาวๆก็มักจะหันไปพึ่งยาแก้ปวดหรือกระเป๋าน้ำร้อน แต่จริงๆ เพียงบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีวิตามินบี 6 ไนอาซิน โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ก็จะสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้แล้วล่ะ

นอกจากการเติมสารอาหารให้กับร่างกายแล้ว การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รับประทานอาหารให้พอเหมาะไม่มากจนเกินไป และออกกำลังกายอย่างส่ำเสมอก็จะสามารถลดการปวดท้องผู้หญิงแบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน... เห็นไหมว่ามันไม่ยากอยากที่คิด

ปวดท้องสุดๆ หนำซ้ำยังมามาก... ยังงี้หาหมอดีกว่า
สาวๆควรจดจำและรู้ลิมิตการปวดประจำเดือนของตัวเอง หากบางเดือนมีอาการปวดมากกว่าที่เคย ก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังประสบภาวะ อันโอวูลาทอรี ไซเคิล (Unovulatory Cycle) หรือการมีประจำเดือนโดยไร้การตกไข่ อาการแบบนี้ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการผิดปกติของร่างกายที่ไม่ร้ายแรง แค่พึ่งยาแก้ปวดและดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ก็โอเคแล้ว

แต่อย่าพึ่งนิ่งนอนใจไป เพราะยังมีสาเหตุอื่นๆอีกที่ทำให้ปวดประจำเดือนจนทนไม่ไหว อาทิ โรคเชิงกรานอักเสบ หรือ ภาวะเอนโดเมทริโอซิส(Endometriosis) ที่เกิดจากการมีเยื่อบุของมดลูกไปก่อตัวผิดที่ รวมทั้งการมีปัญหาต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้นอกจากจะทำให้ปวดท้องมากแล้ว ยังทำให้มีประจำเดือนมามากกว่าปกติด้วย หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ ขอแนะนำว่าหาหมอค่ะ

วันมาน้อย แถมไม่ตรงเวลา.. ก็อันตรายนะ
สาวๆบางคนอาจมีอาการเลือดออกมากระปริดประปรอยก่อนการมีประจำเดือนจริงประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นอย่างนี้ทุกเดือนเหมือนเป็นสัญญาณเตือนเพื่อให้ทันตั้งรับเทศกาลวันแดงเดือด ยังถือว่าปกติ แต่หากจู่ๆ ประจำเดือนเจ้ากรรมกลับโผล่มากะจิ๊ดริดแถมไม่ตรงต่อเวลา แบบนั้นอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ร้ายแรง อย่างเนื้องอก ผังพืด หรือถึงขั้นมะเร็งมดลูก ทางที่ดีปรึกษาหมอให้ช่วยวินิจฉัยจะดีกว่า

หงุดหงิ๊ดหงุดหงิด เพราะเจ็บคัดเต้านม
การเจ็บคัดเต้านมในช่วงมีรอบเดือนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยมีเจ้าฮอร์โมนเอสโตรเจนตัวดีเป็นสาเหตุ แม้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ประจำเดือนและสามารถหายได้เอง แต่ก็ทำให้สาวๆหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย หากอยากลดอาการเจ็บคัดเต้านม แนะนำให้งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนโดยเด็ดขาด หันหลังให้ชา กาแฟ และน้ำอัดลมที่มีคาเฟอีน แล้วหันมาพึ่งวิตามินอี เพราะวิตามินอีนี่แหละที่มีฤทธิ์พอจะต่อต้านเจ้าเอสโตรเจนได้ดี

อันนี้พูดถึงเฉพาะกรณีเจ็บคัดเต้านมขณะมีประจำเดือนเท่านั้นนะ เพราะยังมีอาการเจ็บเต้านมจากสาเหตุอื่นๆ อีก อย่าง เป็นซีสต์ เนื้องอก เนื้อร้าย หรือกระดูกซี่โครงอักเสบ ซึ่งควรได้รับการดูแลและรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ผิวสวยก่อนมีรอบเดือน

ผู้หญิงผิวสวยก่อนมีรอบเดือนระบบฮอร์โมนในร่างกายเราจะเริ่มเมื่อมีประจำเดือนเป็นวันแรกจนถึงวันสุดท้าย กินเวลาได้ตั้งแต่ 21-40 วัน วงจรการผลิต(ตก)ไข่ คือ เมื่อเกิดการตกไข่และรอการผสมจนกระทั่งฝ่อไป จะเกิดขึ้นในช่วงหรือประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน ช่วงสัปดาห์แรกหลังจากหมดประจำเดือนครั้งสุดท้าย ฮอร์โมนเอสโทรเจนจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันก่อนมีรอบเดือนจะมีโอกาสมากที่สุดที่จะมีผิวที่มันเยิ้มและเป็นสิวค่ะ

สิ่งบ่งบอกถึงปัญหาผิวที่เกิดจากระบบฮอร์โมน คือ
มักมีสิวเกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์ก่อนจะมีรอบเดือน และมีสิวขึ้นมากบริเวณขากรรไกร คางและคอ ผิวจะเซ้นส์ซิทีฟมากในระหว่างช่วงอาทิตย์ที่ 4 ของระบบรอบเดือน ช่วงนี้ควรงดการแว๊กซ์ขนและนวดหน้าอย่างยิ่ง มักจะมีรอบเดือนที่ไม่สม่ำเสมอและหรือมีขนขึ้นมากผิดปกติบนใบหน้า หรือบนร่างกายร่วมกับการเกิดสิว อาการนี้อาจเกิดจากระบบฮอร์โมน

แก้ไขแบบง่ายๆ
  1. เลือกเคลนเซอร์ทำความสะอาดผิวอย่างฉลาด เมื่อใดที่ผิวอยู่ในสภาพย่ำแย่มากๆให้เลือกใช้เคลนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพช่วยละลายการอุดตันของรูขุมขนอย่างที่มีส่วนผสมของ salicylic acid
  2. เพิ่มขั้นตอนผลัดผิวที่อ่อนโยนเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน ทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเป็นประจำ เพื่อช่วยทำให้เซลล์เสื่อมสภาพที่เข้าไปอุดตันในรูขุมขนและกักเก็บน้ำมันส่วนเกิน (ที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน) หลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
  3. ถึงผิวจะมันก็ไม่ควรมองข้ามขั้นตอนการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แต่เลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (oil-free) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (noncomedongenic)
  4. ใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่ได้ผล
โปรแกรมดูแลผิว เพื่อแก้ปัญหาสิวก่อนรอบเดือน
ช่วงประจำเดือนมาอาทิตย์ที่ 1
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะลดต่ำลงอย่างฉับพลันในระหว่างเดือน ทำให้ผิวพรรณฟื้นตัวจากอาการสิวเห่อก่อนรอบเดือนและทำให้ผิวดูหมองกว่าที่เคย

สิ่งที่ควรทำ
  • การดูแลผิวที่สม่ำเสมอและอ่อนโยนเป็นพิเศษ เลือกกิจวัตรทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ใช้เคลนเซอร์ที่ไม่ทำร้ายผิวมากจนเกินไป แค่ปลายนิ้วก็เพียงพอแล้วที่จะนวดผิวในขณะทำความสะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว อย่างอะโลเวร่าหรือชาเขียว
  • บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือมาส์กผลัดผิวเพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวจากการหลุดลอกและช่วยพลิกฟื้นผิวที่หม่นหมองให้ดูสดใสขึ้น ทิ้งมาส์กไว้บนผิวหน้าประมาณ 10 นาที เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิว สำหรับสิวที่เหลืออยู่ ซึ่งมีส่วนผสมของสารที่ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนอย่าง salicylic acid หรือมีคุณสมบัติช่วยฆ่าแบคทีเรียอย่าง benzoyl peroxide
  • ปกปิดสิวที่ยังไม่หายด้วยคอนซีลเลอร์ชนิดไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งมีส่วนผสมช่วยกำราบสิวอย่าง salicylic acid หรือ sulfur

อาทิตย์หลังการมีประจำเดือนอาทิตย์ที่ 2
ในช่วงนี้ ระดับฮอร์โมนแอสโทรเจนในร่างกายจะลดต่ำลงอย่างถึงที่สุด และฮอร์โมนอีกตัวในร่างกายคือโปรเจสเตอโรนพุ่งขึ้นสูง การที่ระดับฮอร์โมนเกกิดการผันผวนนี้ทำให้ผิวมันและเกิดสิวได้

สิ่งที่ควรทำ
  • รักษาสภาพผิวและการป้องกันในช่วงนี้ถึงแม้ว่าผิวจะยังดูดีอยู่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยนะคะ ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง และทำความสะอาดคราบเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดทุกครั้งหลังแต่งหน้าและก่อนเข้านอน
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดเดิมที่ใช้อาทิตย์แรก ช่วงนี้เน้นความสะอาดของผิวพรรณ ผลัดผิว โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดผิวจากสารเคมีที่ช่วยส่งเสริมการ ผลัดผิวตามธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ กรดไกลโคลิก กรดแลคติกหรือกรดซาลิไซลิก นัดทรีทเมนท์ผิวหน้า เพราะเวลานี้ผิวจะไม่เซ้นส์ซิทีฟมากจึงเป็นช่วงที่เหมาะจะดูแลผิวหน้าด้วยการนวดหรือทรีทเมนต์ต่างๆ
ช่วงไข่ตก อาทิตย์ที่ 3
ช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ผิวดูดีและเนียนใสที่สุดของเดือน ต้องขอบคุณการเพิ่มของระดับฮอร์โมนแอสโทรเจน (เอสโทรเจนช่วยรักษาระดับน้ำมันบนผิว)

สิ่งที่ควรทำ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์กำราบสิวและการผลัดเซลล์ผิว ช่วงนี้ล่ะควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิวได้แล้วเป็นประจำทุกวันจนกระทั่งเริ่มมีประจำเดือน เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำความสะอาดผิว โดยทำความสะอาดผิวทั้งเช้าและเย็น แต่หากว่ามีผิวที่มันมาก ให้เพิ่มการใช้โทนเนอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หลังการล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึก (แต่หากว่าผิวแห้งมากๆก็ควรเว้นากรใช้โทนเนอร์) แล้วลองใช้มาส์กพอกผิวที่ช่วยลดการเกิดสิวสำหรับอาทิตย์นี้
  • ดูแลผิวช่วงก่อนนอนด้วยผลิตภัณฑ์ ที่ป้องกันการเกิดสิว เลือกที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิก แอซิด ไกลโคลิก แอซิด เพอร์รอกไซด์และที ทรี ออยล์ ใช้กระดาษซับความมัน ในช่วงอาทิตย์นี้และอาทิตย์ถัดไป พกพาเอาไว้ติดตัวเพื่อซับเอาน้ำมันออกจากผิว
อาทิตย์ช่วงก่อนเริ่มมีประจำเดือน อาทิตย์ที่ 4
ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนยังเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเอสโทรเจนตกฮวบลง ช่วงนี้ล่ะบรรดาสิวทุกรูปแบบจะเริ่มปรากฎ ผิวจะมีความมันที่สุด

สิ่งที่ควรทำ
  • อ่อนโยนกับผิวพรรณให้มาก พยายามหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผลบนผิว เช่นการแว๊กซ์ขน การทำเลเซอร์ การขัดผิวและทรีทเมนต์หน้าแบบต่างๆ ผู้หญิงหลายคนจะพบว่าการทำทรีทเมนต์ผิวแบบใดก็ตามในช่วงนี้จะรู้สึกเซ้นส์ซิทีฟมาก ดูแลผิวบริเวณที่เป็นสิวทั้งเช้าและเย็น(ก่อนนอน) ด้วยผลิตภัณฑ์แต้มสิว เพิ่มเข้าไปในขั้นตอนการทำความสะอาดวันละ 2 ครั้งทุกวัน
  • ใช้มาส์กพอกผิวสำหรับสิวอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงอาทิตย์นี้ เพื่อชวดลดการอุดตันรูขุมขน มองหาส่วนผสมที่จะช่วยทำให้สิวแห้งเร็ว คือ sulfur อำพรางรอยสิวด้วยเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิก แอซิด แล้วเลือกชนิดที่บอกว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน
  • ครั้งต่อไปที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้า อย่าลืมดูส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ด้วยนะคะ
ขั้นตอนการเกิดสิว!!! (เพื่อความรู้นะจ๊ะ)
  1. เมื่อร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน มักเกิดขึ้นในช่วงก่อน/หลังมีประจำเดือน ซึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวขยายใหญ่ขึ้น
  2. เมื่อต่อมไขมันถูกขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วน้ำมันนี้จะเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติของผิว แต่เมือ่ถูกผลิตออกมามากเกินไป ยิ่งซ้ำร้ายหากในขณะที่ทำกลังเดินทางจากต่อมไขมันสู่ปากรูขุมขน เกิดไปผสมเข้ากับแบคทีเรียและเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งอยู่ในรูขุมขน ทำให้เกิดการเข้มข้นเป็นพิเศษจึงเกิดการอุดตันรูขุมขน อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว
  3. ตามปกติ เซลล์ที่ตายแล้วในรูขุมขนจะค่อยๆถูกกำจัดออกสู่ปากรูขุมขนโดยน้ำมันหรือเหงื่อ แต่เมื่อฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นให้ต่อมไขมันใหญ่ขึ้นและผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนก็จะผลิตและตายเร็วขึ้นด้วย เมื่อมีเซลล์ที่ตายอยู่มาก ก็จะเกิดการอุดตันในรูขุมขนมากขึ้นเป็นทวีคูณ
  4. เมื่อรูขุมขนเกิดอุดตัน บวกเข้ากับเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งปกติแล้วก็อาศัยอยู่ตามผิวหนังและรูขุมขน แต่เมื่อเกิดการอุดตัน เจ้าเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ซึ่งไม่ชอบออกซิเจน ก็จะแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ จนเกิดเป็นสาเหตุของการอักเสบในรูขุมขนขึ้น
  5. เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นแล้ว เม็ดเลือดขาวในร่างกายก็จะส่งมาเพื่อฆ่าแบคทีเรียนี้ ตอนนี้นั่งเอาที่ทำให้สิวเกิดเป็นตุ่มแดง บวม เจ็บ และเกิดเป็นหัวหนองในที่สุด


Wednesday, June 3, 2009

กาม..ตายด้านของผู้ชาย

กาม..ตายด้าน เป็นอาการที่องคชาตไม่สามารถแข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวพอที่จะร่วมเพศได้

ประเภท แบ่งได้เป็น 3 แบบ
  1. แบบปฐมภูมิ (Primary Impotence) คือ อาการที่องคชาตไม่เคยแข็งตัวเต็มที่ หรือแข็งตัวพอจะร่วมเพศไดสำเร็จเลย และไม่มีการกระตุ้นใด ๆ จะทำให้มันเกิดการแข็งตัวขึ้นมาได้
  2. แบบทุติยภูมิ (Secondary Impotence) คือ การที่องคชาตเคยแข็งตัวได้มาก่อน และร่วมเพศได้แต่ต่อมาเกิดความผิดปกติภายหลัง
  3. แบบชั่วคราว (ransien Episode) คือ การที่องคชาตไม่แข็งตัวเป็นครั้งคราว หรือในบางสถานการณ์ อาการนี้เกิดได้ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรชายทั้งหมด
สาเหตุสำคัญมี 2 สาเหตุ
  1. สาเหตุทางกาย
    ระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำ
    • ความผิดปกติของเส้นโลหิตและกลไกของระบบประสาท ที่ควบคุมการแข็งตัวขององคชาต
    • โรคเบาหวาน
    • โรคตับ
    • โรคของระบบประสาท เช่น Multiple Sclerosis ,เนื้องอกของไขสันหลังส่วนล่าง
    • ยาหรือสารเสพติดบางอย่าง เช่น สุรา สูบบุหรี่
  2. สาเหตุทางจิตใจ
    • ความขัดแย้งในจิตใจซึ่งฝังลึกมาจากช่วงวัยเด็ก เกี่ยวกับเรื่องชีวิตสมรสทำให้กลัวการร่วมเพศ
    • วิตกกังวลกลัวการร่วมเพศจะล้มเหลว
    • วิตกกังวลกลัวจะให้ฝ่ายหญิงมีความสุขได้ไม่เต็มที่
    • ถูกเรียกร้องหรือเหยาะยันจากฝ่ายหญิงเรื่องเพศ
    • การเกิดอารมณ์เศร้า
    • การมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคู่นอน
ผลกระทบของกามตายด้าน
  1. กามตายด้านจะก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือความเศร้า ยิ่งมีความวิตกกังวลมากเท่าใด ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดกามตายด้านถาวรยิ่งขึ้น
  2. กามตายด้านจะก่อให้เกิดความไม่ปรองดองในคู่สมรส เพราะฝ่ายหญิงเข้าใจผิดว่า ที่ฝ่ายชายองคชาตไม่แข็งตัว เกิดจากสามีไม่รัก หรือสามีแอบไปหาความสุขนอกบ้าน หรือแอบไปมีภรรยาน้อย และยิ่งมีความไม่ปรองดองในชีวิตคู่เท่าใด ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดกามตายด้านถาวรยิ่งขึ้น-

Tuesday, June 2, 2009

กินจานด่วนแถมมะเร็ง!

กินจานด่วนแถมมะเร็ง! [5 มี.ค. 51 - 04:05]

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นสถาบันอาหารได้วิเคราะห์หาสารอะคริลาไมด์ ที่หน่วยงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARA) จัดเป็นสารกลุ่มที่มีความเป็นไปได้สูงในการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งปนเปื้อนมากับอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยว ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบ ขนมปังกรอบ บิสกิตเครกเกอร์ อาหารเช้าจากธัญพืช และกาแฟผง ในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ในมันฝรั่งทอดกรอบ (แผ่นบาง) ขนมปังกรอบและบิสกิตหลายยี่ห้อในไทย พบว่ามีสารอะคริลาไมด์ปนเปื้อนทุกตัวอย่าง โดยเฉพาะในมันฝรั่งทอดกรอบพบปนเปื้อนในปริมาณสูง แต่ยังมีระดับต่ำกว่าปริมาณที่ตรวจพบในต่างประเทศ

“จากผลวิจัยความเสี่ยงสารอะคริลาไมด์ของสหภาพยุโรป ปลายปี 2550 ทำให้ทราบว่าคนจะได้รับสารอะคริลาไมด์เข้าสู่ร่างกายมากขึ้นจากการบริโภคอาหารพวกธัญพืช มันฝรั่ง อาหารที่มีแป้งสูงและกาแฟที่ถูกให้ความร้อนสูงๆ (สูงกว่า 120 องศาเซลเซียส) ได้ด้วย จากเดิมที่ผ่านการดื่มน้ำและการสูบบุหรี่”

นายยุทธศักดิ์กล่าวต่อว่า แม้ในต่างประเทศจะยังไม่มีการกำหนดปริมาณอะคริลาไมด์ที่ก่ออันตราย และในปัจจุบันไทยยังมีข้อมูลปริมาณการปนเปื้อนอะคริลาไมด์ในอาหารจานด่วนที่คนไทยนิยมบริโภคไม่มากนักและยังไม่มีการศึกษา หรือการประเมินความเสี่ยงถึงการได้รับสารอะคริลาไมด์จากการบริโภคอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ อีกทั้งประเทศไทยยังมีห้องปฏิบัติการไม่กี่แห่งที่สามารถวิเคราะห์ สารอะคริลาไมด์ในอาหารได้ จึงน่าเป็นห่วงคนไทยอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวในไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปจากเดิมที่บริโภคอาหารไทยแบบดั้งเดิมเป็นหลัก มาเป็นบริโภคอาหารต่างชาติและอาหารจานด่วน.

ที่มา หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

Friday, May 22, 2009

ข่าวดี..ค้นพบว่า "ต้นมะรุม" เป็นยา "ลดไขมันป้องกันมะเร็ง" ได้

เมื่อวันก่อนได้ทราบข่าวว่า หลวงพ่ออนันต์กลับมาจากอเมริกาได้เล่าว่า มีฝรั่งที่รัฐฟอร์ลิดา สหรัฐอเมริกา นิยมปลูกต้นมะรุมกันที่หน้าบ้านแทบทุกบ้าน เพราะรู้ว่าเป็นตัวยารักษาโรคมะเร็งได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้พบว่าแพทย์ไทยก็รู้เรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน คือ รศ.ดร.สุธาทิพย์ ภมรประวัติ ได้บันทึกไว้ในหัวข้อว่า...

มะรุมลดไขมันป้องกันมะเร็ง

"มะรุม"
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ

ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น

มะรุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย

มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-4 เมตร ทรงต้นโปร่ง ใบเป็นแบบขนนกคล้ายกับใยมะขามออกเรียงแบบสลับ ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็นช่อสีขาว ดอกมี 5 กลีบ

ฝักมีความยาว 20-50 เซนติเมตร ลักษณะเหมือนไม้ตีกลอง เป็นที่มาของชื่อต้นไม้ตีกลองในภาษาอังกฤษ (Drumstick Tree) เปลือกฝักอ่อนสีเขียวมีส่วนคอด และ ส่วนมนเป็นระยะตามความยาวของฝัก เปลือกฝักแก่มีสีน้ำตาล เมล็ดมีเยื่อหุ้มลักษณะกลมมีสีน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดแก่สามารถบีบน้ำมันออกมากินได้

มะรุมเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ การปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ริมรั้วบ้าน หรือหลังบ้าน 1-5 ต้น เพื่อให้เป็นผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียง ที่ไม่ต้องซื้อหา

คนไทยทุกภาคนิยมนำฝักมะรุมไปทำแกงส้ม ด้วยการปอกเปลือกหั่นฝักมะรุมเป็นชิ้นยาวพอคำ ถือว่าเป็นผักที่ทำแกงส้มคู่กับปลาช่อนอร่อยที่สุด จะต่างกันก็ในรายละเอียดของแกง ตามแบบอย่างของแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น แม้แต่ทางใต้ก็นิยมนำมะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อน โดยจะใช้ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวปลาและเพิ่มสีสันของน้ำแกง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยการใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขาม และหั่นปลาช่อนเป็นแว่นใหญ่ไม่โขลกเนื้อปลากับเครื่องแกง

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาว เพราะเป็นฤดูกาลของฝัก มะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหาร เช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนคร ใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม

มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค

ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน

นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
  • วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
  • วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
  • แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
  • โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
  • ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

    น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุมมีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมอ อกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก

ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ชะลอความแก่

กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมี สารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์

สานเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู

ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง

สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ ชนิดหนึ่ง และ สารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุม สามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดย สารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้

การทดลองในหนู พบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง จากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล

จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน เทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
  • พลังงาน 26 แคลอรี
  • โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • ใยอาหาร 4.8 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
  • วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
  • วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
  • แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
  • แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
  • ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
พบว่าทั้งกลุ่มที่กินมะรุมและ ยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลงทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และท่อเลือดแดง (เอออร์ตา)

กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด

กลุ่มที่กินมะรุม พบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย

ที่ประเทศอินเดีย มีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคน ที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนู ที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอล ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง

สรุปว่า การให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดีย สามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ

งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยยาไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤืธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรสอะลานีนทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทสและบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตัวจากยาเหล่านี้

ผลิตภัณฑ์มะรุมของต่างประเทศ จะอ้างฤทธิ์รักษามากมายทั้งที่ยัง ไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แค่ฤทธิ์ที่พิสูจน์ได้นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่คุณจะเพิ่มใบ หรือ ฝักมะรุมในรายการอาหาร ของคุณมื้อกลางวันนี้

คะน้า เห็ด แอปเปิล องุ่น ดีต่อสุขภาพอย่างไร

สำหรับคนที่รักสุขภาพ...หันมาทาน ชีวจิต กันเถอะ นี่คือ ตัวอย่าง ผัก ผลไม้ ที่น่าสนใจ
  1. การกินคะน้าตาไม่เป็นต้อคะน้าเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด
    เป็นผักที่อุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีสาร " ลูทีน " ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

  2. การกินเห็ดป้องกันกระดูกพรุน
    คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการขาดวิตามินดีและแคลเซียม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ยิ่งอยู่ในวัยสูงอายุก็อาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีธาตุทองแดงเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ และการขาดธาตุทองแดงแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาการกระดูกพรุนแย่ลงไปอีก ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุทองแดงมาก เช่น เห็ด ปู กุ้งมังกร หอยนางรม ลูกพรุน ปลาซาร์ดีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

  3. การกินแอปเปิลให้ปอดแข็งแรง
    ไม่ว่าจะกินแอปเปิลเขียวหรือแดงก็ดีต่อปอดเป็นที่สุด เพราะแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ " เคอร์ซีทิน " สารตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย วิธีการกินแอปเปิลให้ได้สารเคอร์ซีทีนมากที่สุดก็คือ ต้องกินผลสดทั้งเปลือก ซึ่งจะให้ได้รับสาร " เพกทิน " จากเปลือกแอปเปิลเพิ่มขึ้นด้วย สารเพกทินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนคุณสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักการกินแอปเปิลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีถึง 75 เปอร์เซ็นต์ การกินแอปเปิลสด ได้ประโยชน์มากมาย

  4. การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่
    ใครที่อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี เรามีวิธีการชะลอความชราด้วยการกินผลไม้ที่หาง่าย ๆ เช่น องุ่น และต้องเคี้ยวเมล็ดองุ่นด้วย เพราะในเมล็ดองุ่นมีสาร " โอพีซี " (oligomeric proanthocyanidin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยรักษาสุขภาพจากภายใน ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความชราและเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอีกด้วย

ประตูหลังเป็นเหตุ

คำถาม
หนูเสียสาวครั้งแรก กับแฟน โดยการมีอะไรกันที่ประตูหลัง เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว หลังจากนั้นผ่านมา 2 ปี ก็มีแฟนใหม่ เวลามีเพศสัมพันธ์ก็มีทางช่องทางปกติ แต่ตอนนี้เวลาถ่ายก็มักจะมีมูกเลือดออกมาบริเวณนั้น เกิดจากอะไร เป็นเพราะกิจกรรมรักครั้งนั้นทางประตูหลังหรือเปล่า...จากสาวน้อยคอยคำตอบ

คำตอบ
การเข้าทางประตูหลังอาจจะก่อให้เกิดปัญหาให้กับลำไส้ใหญ่ส่วนล่างเกิดการอักเสบได้ และถ้าหากคุณผู้ชายใส่อุปกรณ์เสริมอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนล่างซึ่งจะทำให้เชื้อโรคเข้าทางทวาร กล้ามเนื้อหูรูดทวารของอีกฝ่ายที่ได้รับการถ่างขยายจากการเสียดสีสูญเสียความยืดหยุ่นไป จะทำให้การอั้นหรือการขมิบบีบรัดตัวของรูทวารสูญเสียความกระชับแน่น

หากมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลังบ่อย ๆ จะทำให้อั้นอุจจาระลำบาก การอักเสบติดเชื้อที่องคชาตซึ่งสอดใส่เข้าไปในช่องทวารสามารถได้รับเชื้อ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่าย

เช่น โรคเริม หูดหงอนไก่ โรคไวรัสตับอักเสบบี หรือโรคยอดฮิต คือการติดเชื้อ HIV (เอดส์) การมีเพศสัมพันธ์ทางทวาร ก็มีโอกาสติดเชื้อเหล่านี้ได้ง่ายกว่า และมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเสียด้วยซ้ำ

ในความเห็นส่วนตัวของแพทย์ไม่สนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ซึ่งในกรณีของหญิงกับชายแล้วฝ่ายคุณผู้ชายอาจจะมีความสุข แต่นั่นหมายถึงการทำร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้หญิงที่เป็นภรรยาเลยทีเดียว และตัวคุณเองก็อาจติดโรคทางเพศสัมพันธ์และทำให้เกิดปัญหาของท่อทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือองคชาตอักเสบได้

เนื่องจากในปัจจุบันไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมา 2 ปีแล้ว และเวลามีเพศสัมพันธ์ทางประตูหน้าก็ปกติดี การมีกิจกรรมทางเพศด้านประตูหลังครั้งนั้นคงไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาของมูกเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ

อาการดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาทางระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย เช่น ริดสีดวงทวารหรือเปล่า ดังนั้นเลือดที่ออกทางทวารหนักเวลาถ่ายก็น่าจะเกิดจากอาการริดสีดวงทวารมากกว่า หรืออาจจะเกิดจากลำไส้อักเสบ ทวารหนักอักเสบหรืออาจจะเกิดจากโรคพยาธิในลำไส้ หากไปตรวจกับศัลยแพทย์ทางเดินอาหารก็จะได้คำตอบ

หากเป็นจากโรคริดสีดวงทวารหนัก คงต้องแก้ไขโดยเริ่มจากพยายามอย่าให้ท้องผูกเพราะจะได้ไม่เบ่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน ๆ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้ แถมยังป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งอาการท้องผูกก็อาจจะทำให้ริดสีดวงทวารเป็นมากขึ้น

การรักษาขึ้นอยู่กับอาการมากน้อยแค่ไหน แล้วแต่ศัลยแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาตั้งแต่การใช้ยาเหน็บ ยาทา ยารับประทาน การใช้ยิงริดสีดวง ส่วนการทำผ่าตัดคงเป็นทางออกสุดท้ายสำหรับคนที่เป็นริดสีดวงทวารขั้นหนัก

อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าหากปัญหาของการถ่ายเป็นมูกเลือดอาจจะไม่ใช่เป็นปัญหาจากริดสีดวงทวารหนักแต่หากเป็นจากลำไส้อักเสบ ทวารหนักอักเสบหรืออาจจะเกิดจากโรคพยาธิในลำไส้ สามารถที่จะตรวจและรักษาได้อย่าได้กังวลใจ...ชูรัก ชูรส ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 24.00-00.30 น.

ชิคุนกุนยา คุณรู้จักโรคนี้ดีแล้วหรือยัง?

โรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง คล้ายกันกับโรคไข้เลือดออกเด็งกี่ มีรายงานการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา ในปี พ.ศ.2495

การระบาดที่พบครั้งล่าสุดในประเทศไทย ในเดือนกันยายน พ.ศ.2551 ที่ จ.นราธิวาสและปัตตานี (ณ ปัจจุบัน การระบาดลดลง แต่ยังไม่สิ้นสุด) ซึ่งทิ้งช่วงห่าง 13 ปี จากการระบาดครั้งก่อน

อาการของโรค : ไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมแดงอักเสบและเจ็บ เริ่มจากบริเวณข้อมือ ข้อเท้า และข้อต่อของแขนขา อาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย หลังจากนั้นจะเกิดผื่นบริเวณลำตัวและแขนขา มักไม่คัน หรืออาจมีผื่นขึ้นที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก ไข้อาจจะหายในระยะนี้ (ระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย) ผื่นนี้จะลอกเป็นขุยและหายได้เองภายใน 7-10 วัน พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตได้บ่อย แต่อาการชาหรือเจ็บบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าพบได้ไม่มาก อาการปวดข้อจะหายภายใน 2-3 วัน หรืออาจนานหลายสัปดาห์ และบางรายอาจเป็นเรื้อรังอยู่หลายเดือนหรือเป็นปี อาจพบอาการแทรกซ้อนไม่รุนแรงที่ตา ระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร ผู้ติดเชื้อบางส่วนมีอาการอ่อนๆ ซึ่งอาจไม่ได้ถูกวินิจฉัยโรค หรือวินิจฉัยเป็นไข้เด็งกี่ แต่ในผู้สูงอายุอาการอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ระยะฟักตัวของโรค : 2 - 12 วัน (โดยทั่วไป 4-8 วัน)

การวินิจฉัยโรค : ทำได้หลายวิธี โดยวิธีการตรวจหาไตเตอร์ในน้ำเหลือง เช่น Enzyme-linked immunosorbent assays (ELISA) เพื่อตรวจหาแอนติบอดี IgM หรือ IgG ต่อเชื้อ Alphavirus ซึ่งระดับ IgM มักจะสูงสุดช่วง 3-5 สัปดาห์หลังเริ่มป่วย และคงอยู่นานประมาณ 2 เดือน และอาจแยกเชื้อไวรัสจากเลือด

ผู้ป่วยระยะเริ่มมีอาการในช่วง 2-3 วันได้ โดยการเพาะเชื้อในลูกหนูไมซ์แรกเกิด ในยุง หรือในเซลล์เพาะเลี้ยง สำหรับวิธี RT-PCR (Reverse transcriptase–polymerase chain reaction) มีการใช้กันมากขึ้นในปัจจุบัน

การรักษา : ไม่มีการรักษาจำเพาะ ใช้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดข้อ กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามกินยาแอสไพรินลดไข้เป็นอันขาด เนื่องจะทำให้เกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น) และเช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเป็นระยะเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง

การแพร่ติดต่อโรค : ติดต่อจากคนสู่คนโดยถูกยุงกัด ในเขตร้อนชื้นมักเกิดจากจากยุงลายบ้าน Aedes aegypti ซึ่งมักเป็นสาเหตุการระบาดในเขตเมือง ส่วนในเขตอบอุ่นและเขตหนาวมักเกิดจากยุงลายสวน Aedes albopictus ซึ่งมักเป็นสาเหตุของโรคในเขตชนบท ยุงลายทั้ง 2 ชนิดมีนิสัยชอบกัดในเวลากลางวัน (โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ และบ่ายแก่ ๆ) ยุงลายสวนชอบหากินบริเวณนอกบ้าน แต่ยุงลายบ้านชอบกัดดูดเลือดภายในอาคารบ้านเรือน

มาตรการป้องกันโรค : ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคชิคุนกุนยา (รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่มียุงนี้เป็นพาหะ) เป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการ ดังนี้
  1. ตระหนักและร่วมมือกันกำจัดหรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายให้อยู่ในระดับต่ำอยู่เสมอ (ซึ่งต้องเร่งรัดมากขึ้น ทั้งก่อนและในช่วงฤดูฝน และในช่วงที่เกิดการระบาด) รู้วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยต้องนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวดแม้เป็นเวลากลางวัน จุดยากันยุง ทายากันยุง หรือสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ขายาว เป็นต้น ซึ่งหากใช้มุ้ง ผ้าม่าน มู่ลี่ ฯลฯ ที่ชุบสารเคมีกำจัดแมลง ก็จะยิ่งป้องกันยุงได้ดียิ่งขึ้น
  2. สำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำตามภาชนะน้ำขังที่อยู่ในบ้านหรือบริเวณรอบบ้าน เช่น จานรองขาตู้กับข้าว แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ โอ่งน้ำ ยางรถยนต์เก่า เป็นต้น และวิธีการควบคุมและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลาย เช่น ปิดฝาโอ่ง เปลี่ยนน้ำในจานรองขาตู้ แจกัน ฯลฯ ทุก ๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในอ่างบัว ขัดด้านในภาชนะที่อาจมีไข่ยุงติดอยู่ คว่ำกะลา กวาดเก็บใบไม้ (ตามพื้น หลังคาบ้าน ท่อน้ำฝน ฯลฯ) กำจัดยางรถยนต์เก่า หรือนำไปแปรสภาพและใช้ประโยชน์ ฯลฯ
มาตรการควบคุมการระบาด
  1. สำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงในบ้านและบริเวณรอบบ้าน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ร่วมกันตามความเหมาะสม เช่น การปกปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด การหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำ (เช่น ทุก ๆ 7 วัน) การใส่ปลากินลูกน้ำ การใส่สารเคมีฆ่าลูกน้ำ เป็นต้น
  2. ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงแบบพ่นหมอกควันหรือพ่นฝอยละออง เพื่อช่วยลดความชุกชุมของยุง โดยต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
  3. ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด
  4. กรณีที่มีผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในบ้าน ต้องให้ผู้ป่วยนอนในมุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายไปกัดและแพร่เชื้อได้ ซึ่งเชื้อโรคนี้จะแพร่ขณะที่มีไข้สูง (ในระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย)

Thursday, May 21, 2009

“น้ำอสุจิ”เปลี่ยนรสชาติได้

“น้ำอสุจิ”เปลี่ยนรสชาติได้
Posted on 22 เมษายน 2009 by มาริโอ้ เมาเหล้า

หนุ่มๆ หลายคนอาจจะกําลัง คิดหาวิธีเปลี่ยนรสชาติ

ของน้ำอสุจิให้เป็นแบบที่ผู้หญิงชอบ เพื่อให้เซ็กซ์ของคุณมีความสุขยิ่งขึ้น โดยวิธีเปลี่ยนรสชาติของน้ำอสุจิทําได้ค่ะ เพียงแค่เริ่มจากการเลือกทานอาหารเท่านั้น
  1. กาแฟ แอลกอฮอล์ กัญชา เมื่อทานหรือเสพของพวกนี้เข้าไป น้ำอสุจิจะมีรสชาติขม

  2. อาหารประเภทเนื้อ อย่างเนื้อวัว อาหารที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อกโกแลต หน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี ผักขม กระเทียม หัวหอม รสชาติของน้ำอสุจิจะฝาดหรือขมหน่อยๆ

  3. ผลไม้ เช่น สับปะรด มะม่วง องุ่น แอปเปิ้ล มะนาว ส่วนผัก เช่น ผักชีฝรั่ง ผักขึ้นฉ่าย สมุนไพรตระกูลมิ้นท์กลิ่นหอม อาหารพวกนี้จะทําให้รสชาติออกหวาน

  4. ทานมังสวิรัติ จะทําให้รสชาติอ่อนนุ่ม และกลิ่นของน้ำอสุจิไม่แรงน่าลิ้มลอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปรับปรุงพฤติกรรมการทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการมีชีวิตเซ็กซ์ ที่ถูกต้องมากกว่าที่จะไปเน้นทําให้น้ำอสุจิของคุณมีรสชาติน่าลิ้มลอง

By - http://moolate.info/

Wednesday, May 20, 2009

4 ดิลโด้จากห้องครัว...ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ

4 ดิลโด้จากห้องครัว...ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ

ข้าวของในห้องครัวนี่ละ โดยเฉพาะพวกที่มีลักษณะเป็นแท่ง ด้าม ดุ้น หรืออะไรที่ยาวๆ สามารถนำมาแปลงเป็นดิลโด้มหาสนุกได้ดีเลยทีเดียวเชียว แถมบางอย่างยังมีรสชาติอร่อยลิ้น ใช้ไปก็ชิมไป อิ่มทั้งปากอิ่มทั้งอารมณ์ วู้ย...สุขสันต์เกินบรรยายออกมาเป็นคำพูด แต่ดิลโด้เทียมเหล่านี้ใช่ว่าพอเจอปุ๊บถูกใจก็คว้ามาใส่กันยับ หากใช้ผิดวิธีอาจเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ ได้

ช็อกโกแลต แท่ง
มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายถึง การสอดใส่ช็อกโกแลตแท่ง เข้าไปในน้องหนูเพื่อให้คู่รัก สามารถลองลิ้มชิ้มรสช็อกโกแลตปะแล่มๆ กับรสชาติของน้องหนูไปด้วย ซึ่งเป็นความคิดที่แย่มาก
เพราะน้ำตาลในช็อกโกแลตจะทำให้ค่า pH ของน้องหนูเสียสมดุล และนำไปสู่การติดเชื้อ ในกรณีที่สอดใส่เพียงเล็กน้อยและ ปฏิบัติการเลียไม่มากมายอะไรนัก
ผู้หญิงจะได้รับผลกระทบน้อย ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องจับน้องหนูมาเจอกับช็อกโกแลตละก็ แค่ป้ายไว้กับคลิตอริส ก็พอค่ะ ไม่ต้องถึงขนาดจับยัดเข้าไปข้างในก็ได้

ขวดไวน์
คอของขวดไวน์นี่ละ ถูกใช้เป็นดิลโด้มานักต่อนัก แถมผู้เข้าแข่งขันเรียลิตี้โชว์ ชื่อดังของอังกฤษ Big Brother ยังเคยโชว์การใช้ขวดไวน์ ให้โลกได้ตื่นตะลึงกันมาแล้ว ซึ่งการกระทำแบบนี้นับเป็นเรื่องไม่ฉลาดเอาเสียเลย เพราะแก้วเป็นวัสดุที่แตกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ลองเทคนิคนี้ หลังจากดื่มไวน์ขวดนั้นจนเมาแอ๋แล้ว

กล้วย
แหม แค่เห็นชื่อก็ร้องโอ้ว...เยสกันเป็นแถว ถึงแม้รูปร่างของกล้วยจะยาวใหญ่และโค้งงอ ดูเหมาะสมและชวนให้นึกถึงอาวุธคู่กายของผู้ชายเหลือเกิน
การปอกกล้วยแล้วกินด้วยทีท่ายั่วยวนก็ดูอีโรติกดี แต่กล้วยที่ปอกเปลือกแล้วคิดจะใช้เป็นดิลโด้ดูจะเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่านัก
เพราะกล้วยจะอ่อนนิ่มเกินไป แถมยังบดบี้เละเทะอยู่ในน้องหนูอีกด้วย และน้ำตาลในผลไม้ก็ให้ผลกระทบเช่นเดียวกับที่ช็อกโกแลตแท่งมีต่อน้องหนู และทำให้น้องหนูติดเชื้อ...พานป่วยไปเลย

ผัก
พืชผักผลไม้มีหลายชนิดที่ธรรมชาติสร้างมา ราวกับต้องการให้ผู้หญิงคิดทะลึ่งตึงตัง โดยเฉพาะ ผักที่มีรูปร่างแข็งแน่นและยาวใหญ่อย่าง มะเขือยาว หัวไชเท้า แครอท และแตงกวา คือตัวแทนดิลโด้ในฝันของผู้หญิงทั้งโลก
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชำระล้างทำความสะอาดให้หมดจด เพื่อกำจัดยาฆ่าแมลงเป็นอันดับแรก และทำลาย เชื้อโรคให้สิ้นซากเป็นอันดับต่อมา และขอแนะนำให้สวมถุงยางอนามัยครอบผักเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยไร้กังวล

Sunday, May 17, 2009

จุดลับของผู้หญิงที่ชายควรรู้

รู้มั้ยว่าผู้หญิงไวต่อการกระตุ้นที่จุดไหนมากที่สุด?

เป็นเรื่องที่ชายหลายคนอาจจะอาจยังไม่รู้ ถ้าจุดอ่อนเหล่านั้นได้รับการกระตุ้นอย่างถูกวิธี ไม่ว่ารายไหนรายนั้นเป็นได้เรื่องเสมอ

ต้นขาด้านใน (Inner Thighs) ต้นขาด้านใน เป็นตําแหน่งที่มีปลายเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงมาก การได้รับการกระตุ้นอย่างแผ่วเบาไม่ว่าจากการ ลูบไล้ หรือโลมเลีย สามารถจุดประกายอารมณ์ของคุณผู้หญิง ให้เตลิดเปิดเปิงไปได้

ข้อพับเข่า (Behind the Knees) ตําแหน่งนี้ จะไวมากต่อการสัมผัสกับลมเป่าหรือการแทะเล็มเบาๆ จากริมฝีปาก รับรองคุณผู้ชายจะคาดไม่ถึง ถึงอาการและปฏิกิริยาตอบสนองจากฝ่ายหญิง ผมให้หลับตานึกภาพกันเอาเอง

แก้มก้น (Buttocks) การบีบเค้นแก้มก้นเบาๆ จะทําให้ฝ่ายหญิง รู้สึกเคลิ้มสบายและผ่อนคลายมากกว่าการจะปลุกสร้างอารมณ์ที่ตื่นเต้น แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้ถือเป็นองค์ประกอบที่สําคัญในการที่จะสร้างความอุ่นใจ และพิสูจน์ความไว้ใจและมอบใจจากฝ่ายหญิง ให้ฝ่ายชายได้เป็นอย่างดีหากไม่มีการปัดป้องจากฝ่ายหญิง

ข้อมือ (Wrists) เป็นจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ อีกแห่งที่ฝ่ายชายอย่าละเลย ไม่ว่าจะจากการสัมผัส ลูบไล้ด้วยมือ หรือ ประทับด้วยริมฝีปาก กัดเบาๆ ด้วยริมฝีปากหรือฟันหน้าของคุณ รับรองว่า จะเห็นผล อย่างคาดไม่ถึง

Tuesday, April 7, 2009

17 เคล็ดไม่ลับปรับตัวรับซัมเมอร์

  1. ป้องกันอาการขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว
    หรือแบบปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ สมุนไพร เยอะๆ เพราะหน้าร้อน ร่างกายภายในจะมีอุณหภูมิสูง และขับเหงื่อออกมามาก จนอาจทำให้คุณช็อกหมดสติ

  2. หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด
    เพราะอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วจนไม่สบาย

  3. ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก
    ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้

  4. อย่างดอาหารเช้า
    เพราะร่างกายต้องการอาหารเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของทอด ของมัน

  5. หญิงตั้งครรภ์ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
    เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป

  6. คนสูงอายุมักมีระบบย่อยที่ไม่ดี
    และคนที่มีม้ามบกพร่อง ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไปจะเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย ทำให้ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน

  7. เลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb
    เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier

  8. หากผิวแสบร้อนจากการโดนแดด บรรเทาได้ด้วยการกินยาแอสไพริน
    แล้วแช่ตัวในอ่างน้ำอุณหภูมิห้อง ผสม Bath Oil จากนั้นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ และหลีกเลี่ยงแดดในวันถัดไป

  9. ทำสเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียมอย่างง่ายๆ ด้วย น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์
    ใส่เอสเซนเชียลออยล์กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มินต์ 2 หยด และสเปียร์มินต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ในขวดสเปรย์ พกติดตัวและฉีดพรมเมื่อมีอาการ

  10. เลือกเครื่องสำอางแบบครีม
    ที่มีเนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามันปัดทับด้วยบรอนเซอร์หรือแป้งฝุ่น

  11. ควรเลือกใส่เสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย
    ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้ายธรรมชาติ ที่หลวมกระชับตัว

  12. หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้น้ำตาลสูง
    อย่างอาหารจำพวกแป้ง คาร์โบไฮเดรต และผลไม้รสหวานจัด เพื่อควบคุม ระดับพลังงานที่มากเกินไปจนส่งผลต่ออุณหภูมิสูงจากภายในของร่างกาย

  13. ป้องกันแมลงกัดต่อยซึ่งมีชุกชุมในฤดูร้อน
    ด้วยการเลือกทาผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากพืชสมุน ไพรธรรมชาติ

  14. เลือกแว่นกันแดดขนาดใหญ่ที่ให้การปกปิดมิดชิด
    กระชับใบหน้า เพื่อป้องกันรังสียูวีบีจากการเกิดต้อกระจกในดวงตา และผิวไหม้เกรียม ริ้วรอยรอบดวงตา

  15. อย่าเข้าใจผิดว่ายิ่งเข้มยิ่งดี
    สีของเลนส์ในแว่นกันแดดไม่ได้ช่วยในการปกป้องรังสี เพราะประสิทธิภาพสำคัญเกิดจากสารเคมีที่เคลือบเพื่อสะท้อนรังสี

  16. คอนแทคเลนส์ไม่ช่วยอะไร
    โดยเฉพาะรุ่นที่เคลมว่าสามารถดูดซับรังสีได้ เพราะอย่างไรก็ด้อยประสิทธิภาพกว่าแว่นกันแดด ดังนั้นจึงไม่อาจใช้แทนกันได้

  17. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด
    ที่น่าเลือกมากที่สุดในปัจจุบัน ควรมีคุณสมบัติบางเบา ซึมซาบไว ติดทนนาน และมีส่วนผสมของสารประกอบจากไทเทเนียม หรือซิงค์ออกไซด์
ที่มา FW Mail


6 วิธี เสริมภูมิ...ต้านโรค

  1. ลดความเครียด อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด

  2. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนไม่พอนั้นมีผล ลดการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%

  3. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

  4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรง แล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดทำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี และเม็ดเลือดขาว เดินทางไปทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่บริเวณอวัยวะต่างๆ ได้เร็วขึ้น

  5. รับประทานอาหารให้ครบถ้วน เพียงพอตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารเสริมภูมิต้านทาน อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุบางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอันเป็นตัวการก่อมะเร็งได้อีกด้วย
    เบต้าแคโรทีน มีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้มจัด หรือผักใบเขียวจัด เช่น ผักบุ้ง ฟักทอง แครอท มะละกอ มะม่วงสุก มะเขือเทศ

    วิตามินซี พบใน ผักใบเขียวต่างๆ และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขาม

    วิตามินอี พบใน น้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว งา ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว

    วิตามินบี พบใน ผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆ ตับ ไข่ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ

    ซีลีเนียม พบใน อาหารทะเล ตับ ไต เนื้อสัตว์ กระเทียม ไข่ และธัญพืช

    สังกะสี พบใน เนื้อวัว นม และถั่วต่างๆ

    กระเทียม เป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ในกระเทียมจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

    กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการ สร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี พบมากในปลาทะเล เช่น แซลมอน หรือทูน่า และธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดปอ รวมทั้งพืชผักใบเขียว โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์แลคโตแบคทีเรีย (lactobacteria) เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส (Lactobacillue acidophilus) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะยับยั้งการเกิดจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยอาหาร เช่น แบคทีเรีย รา หรือยีสต์ รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี ให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงอาหาร หรือพฤติกรรมที่ส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง เช่น เลี่ยงการกินอาหารหวานจัด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว และควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป
ที่มา FW Mail


อันตรายของคนทานรสหวาน

ทานอาหารรสหวาน ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนี้
  1. ร่างกายสูญเสียวิตามินบีเพื่อเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ นานเข้าทำให้สมองมึนงง หงุดหงิดง่าย
  2. ตับอ่อนจะได้รับการกระตุ้นอยู่เรื่อย ๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
  3. แคลอรีที่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและไตรกลีเซอไรด์สูง มีผลไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อัมพาต
  4. น้ำตาลที่เหลือในเซลล์จะถูกเปลี่ยนเป็นอัลดีไฮด์ มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์ร่างกายเสื่อมเร็ว
รู้อย่างนี้แล้ว คนที่ชอบทานหวาน ก็ควรทานให้น้อยลง เพื่อสุขภาพที่ดี.

ที่มา FW Mail



,

ดูแล และ ทำความสะอาดผิวด้วย "ขมิ้นสด"



ขมิ้นเป็นสมุนไพรธรรมชาติ นอกจากจะนำมาปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถทำให้สวยได้อีกด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีทำมาฝากกัน...

ส่วนผสม
  • ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
  • ดินสอพอง 2-3 เม็ด
  • มะนาว 1 ผล
วิธีทำ
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาวจนละเอียด รวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้น และเหนียว นำมาพอกกับหน้าที่สะอาดก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้

ถ้าใครอยากมีผิวหน้าที่ดูดี ก็อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

ที่มา FW Mail


Tuesday, March 3, 2009

ถั่วเหลือง อาหารมหัศจรรย์

คุณรู้หรือเปล่าว่าเจ้าเมล็ดเล็กๆ เหลืองๆ ที่ใครๆ เรียกกันว่า 'ถั่วเหลือง' เนี่ย มีคุณประโยชน์มากกว่าขนาดของมันหลายเท่านัก เพราะในถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งส่วนประกอบหลักๆ ในถั่วเหลือง คือ
  • โปรตีน : โปรตีนในถั่วเหลืองเป็นโปรตีนจากพืชเพียง ชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และมีกรด Amino Acid ที่สำคัญอยู่ถึง 9 ชนิด
  • ไขมัน : ในถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและมีวิตามินอีสูง ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fat) ร้อยละ 63 ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ร้อยละ 15 ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (Monounsaturated) ร้อยละ 24 และกรด Linoleic Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
นอกจากนี้ ในถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสาร อาหารอื่นๆ อีกมาก ทั้งคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12, ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E แถมยังมีเลซิทิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รับรองกินแล้วไม่อ้วน! แน่นอน ไม่เพียงแต่ถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพแล้ว มันยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูสภาพผิวและคืนความกระจ่างใสให้กับใบหน้าด้วย เพราะในถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติที่พบได้ในพืช แต่มีคุณสมบัติที่คล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจน ช่วยในเรื่องของสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ รวมถึงโรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพดีและผิวสวยใสปราศจากรอยหมองคล้ำแล้วละก็ ลองหันมาทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองดูสิ เพราะนอกจากจะไม่มีน้ำตาลแล็กโทสแล้ว ยังมีวิตามิน B1 ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี แต่ขอแนะนำอีกนิดว่า หากอยากจะดื่มนมถั่วเหลืองให้ได้คุณค่าสูงสุดนั้น ควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว และควรจะทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงควบคู่กันไปด้วย เช่น ผักใบเขียว หรือปลาทอดกรอบ เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง

Thursday, February 12, 2009

ขับถ่ายทุกเช้าช่วยลดกลิ่นกายได้

ใครทราบบ้างว่า การขับถ่ายทุกเช้า สามารถลดกลิ่นกายได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

กลิ่นกายเกิดจากการปรับฮอร์โมนเพศในร่างกาย โดยเริ่มเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เช่นเดียวกับการมีประจำเดือนของ เด็กผู้หญิง หรือเสียงแตกของเด็กผู้ชาย และการที่เด็ก ๆ มักไม่ค่อยได้กลิ่นตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าประสาทรับรู้กลิ่นนั้นอ่อนล้าง่าย ไม่ว่าจะหอมหรือเหม็น เมื่อดมนานเข้าก็จะไม่รับรู้กลิ่นเดิม กลิ่นตัวจึงมีลักษณะดมติดเป็นนิสัย คนอื่นรู้สึก แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึก

ช่วงเวลาตี 5-7 โมงเช้า เป็นเวลาทำงานของลำไส้ใหญ่ ถ้าใครยังไม่ขับถ่าย ปล่อยปละจนเวลาเลยมาถึงช่วง 9 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก ของเสียจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออกจะถูกบีบตัวผ่านลำไส้เล็กกลับมาถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งอุจจาระเก่าจะมีแก๊สที่เสียแล้วเกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายที่มีความร้อน 37 องศาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด

ผลที่ตามมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงถึงบ่าย อาจรู้สึกง่วงนอนเพราะเลือดที่ไม่สะอาดเมื่อไหลไปเลี้ยงหัวใจก็จะทำให้อ่อนล้าไม่สดชื่น นอกจากนี้การที่เลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับของเสียออกทางผิวหนังและลมหายใจทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นปากโดยไม่รู้ตัว

การที่ไม่ค่อยขับถ่ายตอนเช้าหลายวัน บางครั้งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและเกิดอาการท้องอืดได้ ที่น่ากลัว ใครที่ละเลยการขับถ่ายในช่วงเช้าเป็นเวลาหลาย ๆ ปี เมื่อแก่ตัวความจำก็จะเสื่อมเร็วกว่าปกติอีกด้วย
วิธีแก้
คือ ใครที่ไม่ค่อยถ่ายในช่วงเช้า ให้กินข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 07.00-09.00 น. แต่ถ้ากินข้าวเช้าแล้วยังไม่ค่อยขับถ่าย ก็ให้กินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่ไปในตัว
รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมขับถ่ายให้เป็นเวลา จะได้มีสุขภาพที่ดี.

ที่มา : เดลินิวส์


Monday, February 2, 2009

เคล็ดลับชะลอความแก่ แบบสาวญี่ปุ่น

สาวญี่ปุ่นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาหุ่นให้ดูดีผอมเพรียว และนั่นเป็นความพยายามที่ไม่สูญเปล่า ว่ากันว่าถ้าคุณทานอาหารญี่ปุ่นทุกวัน ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับร่างกายของคุณในไม่ชัา ทั้งนี้เพราะในอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ประกอบด้วยผัก และปลา ซึ่งมีไขมันต่ำมาก

องค์การอนามัยโลกระบุว่า สาวชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่า มีอายุยืนมากที่สุด และรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก หลายปีที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือต้องเข้าออก โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่น พวกเธอมีอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจต่ำ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญเป็นเพราะอาหาร การกินและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น

เริ่มต้นเคล็ดลับแบบโตเกียวได้เสียแต่บัดนี้
  1. การนำเสนอเป็นกุญแจสำคัญ เสิร์ฟอาหารแต่พอประมาณบนจานสวยๆ ใบเล็กๆ จะช่วยให้คุณประทับใจกับอาหาร ผู้หญิงญี่ปุ่นยังยึดสุภาษิตที่ว่า "ฮาราฮาชิ บันเม" ซึ่งหมายถึงทานให้อิ่มแค่ 80%

  2. เน้นปลา ผัก ข้าว ถั่วเหลือง และผลไม้ คิดถึงผักเป็นอาหารจานหลัก ไม่ใช่แค่เครื่องเคียง

  3. ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ข้าวกล้อง งดขนมปังขาว มัฟฟิน หรือขนมปังโรลต่างๆ

  4. ใช้น้ำมันเรพสีดออยส์(rapeseed oil) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร เป็นน้ำมันปรุงอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของชาวญี่ปุ่น

  5. เปลี่ยนจากชาดั้งเดิมมาเป็นชาเขียว จากการศึกษาพบว่า ชาเขียวมีเคทชินโพลิฟีนอลส์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่ นอกจากนี้ชาเขียวยังอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนต์ ซึ่งช่วยชะลอความแก่...ดื่มซะ

  6. เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง รูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นมักไม่หยุดนิ่ง พวกเขาออกกำลังอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ปั่นจักรยาน
ที่มา FW Mail




,

Sunday, February 1, 2009

ผิวของคุณเป็นแบบไหน

ก่อนที่จะเริ่มดูแลรักษาผิวพรรณให้ดูมีสุขภาพดี สิ่งแรกก็คือ ทำความรู้จักกับสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะจะได้บำรุงผิวได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำตอบหาได้ง่ายๆ แค่บอกว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เมื่ออ่านแบบทดสอบข้างล่างนี้
  1. ผิวของคุณแลดูหมองคล้ำหรือบางทีก็แห้งเป็นสะเก็ด
  2. ผิวของคุณดูมันวาว เวลาจับจะรู้สึกลื่นๆ
  3. บางครั้งก็รู้สึกคันที่ผิว บางทีก็รู้สึกตึง
  4. เวลาส่องกระจกทำไมรูขุมขนมันกว้าง แถมยังมีจุดดำสิวอุดตันและมีสิวปกติด้วย
  5. ผิวเกิดอาการง่าย ถ้าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ สารเคมี น้ำหอม และสีสังเคราะห์
  6. มีคนชมว่า ผิวดี ดูมีน้ำมีนวล พอเอามือกดๆ ก็จะเด้งกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ
  7. บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางจะรู้สึกมัน แต่ถ้าเป็นผิวบริเวณรอบๆ แก้ม ตา และปาก กลับดูปกติหรือไม่ก็แห้งไปเลย
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือ 3 แสดงว่า เป็นคนผิวแห้งเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมันเพื่อช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล และไม่แห้งกร้าน
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 2 หรือ 4 แสดงว่า เป็นคนผิวมันผิวแบบนี้จะแลดูอ่อนเยาว์และอ่อนนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่อย่าเพิ่งดีใจมากไป เพราะถ้าหากคุณไม่ดูแลรักษาผิวเป็นอย่างดีแล้ว สิวอาจถามหาคุณได้ง่ายๆ วิธีบำรุงผิวควรทำการอบไอน้ำผิวด้วยทรีเมนต์อโรมา หรือจะหาโอกาส มาสก์หน้าด้วยดิน (Clay Mask) ก็ได้
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 5 แสดงว่า เป็นคนผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์และทรีตเมนต์ที่สกัดมาจากธรรมชาติหรือมีความอ่อนโยนมากๆ
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 6 แสดงว่า เป็นคนผิวธรรมดาเพียงแค่ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ โดยใช้โทเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มาจากธรรมชาติก็เพียงพอ
ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 7 แสดงว่า เป็นคนผิวผสมนอกจากการบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ทริคง่ายๆ ก็คือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วนของใบหน้า และไม่ต้องแปลกใจไปหากตัวเองจะมีมอยส์เจอไรเซอร์ที่แตกต่างกัน 2-3 ชนิดสำหรับการดูแลผิวหน้าในครั้งเดียว